ไม่อาจไขว่คว้าอะไรไว้ได้สักอย่าง
“ท่านยิ้มอะไร” สาวใช้อีกคนถามด้วยเสียงไม่ชอบใจ ยามคิดว่านางเหยียดยิ้มประหนึ่งมีความสุขที่ได้กินเพียงเศษผักที่ตนนำมาให้
เซียวหรงไม่ได้ตอบอันใดกลับไป นางเพียงแค่นั่งกินอาหารเงียบ ๆ จนกระทั่งได้ยินประโยคค่อนแคะจากสาวใช้ทั้งสอง
“ได้ยินว่าอีกไม่นานท่านกั๋วกงจะแต่งแม่นางจากสกุลลี่เข้าจวน เห็นทีข้าคงต้องซ้อมเรียกฮูหยินให้คล่องปากแล้วกระมัง”
“เมื่อครู่เจ้าว่าอันใด”
เมื่อไร้เสียงตอบกลับ นางถึงได้ขว้างถ้วยชามลงพื้นเหมือนคนเสียสติก็ไม่ปาน
“ข้าถามว่าเจ้าพูดอะไร!”
“อะ...เอ่อ”
“เจ้าจะกลัวนางทำไมกันเล่า อย่างที่ท่านได้ยินท่านกั๋วกงกำลังจะแต่งแม่นางจากสกุลลี่เข้าจวน ไม่ใช่ในฐานะฮูหยินรองหรืออนุภรรยาอย่างที่ท่านคาดหวัง”
“ตำแหน่งฮูหยินของท่านเห็นทีคงจะรักษาเอาไว้ไม่ได้แล้ว” พูดพร้อมเหยียดยิ้มเยาะเย้ย เกิดมาเป็นลูกขุนนางแล้วอย่างไรเล่า สุดท้ายชีวิตของสตรีผู้นี้ก็เดินทางมาได้เท่านี้เอง
ใบหน้านวลฉายแววหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด เดิมทีคิดว่าเขาคงไม่คิดแต่งอนุเข้าจวนมา เพราะแม้แต่นางที่เป็นฮูหยินเขายังไม่เคยเหลียวแล อีกทั้งไม่เคยได้ยินว่าเขาเคยข้องเกี่ยวกับสตรีอื่นใด รวมทั้งเรื่องความรักระหว่างบุรุษกับสตรีนั่นก็ด้วย
หากเป็นดังที่สาวใช้สองเอ่ยอีกไม่นานเขาจะแต่งบุตรีของเสนาบดีลี่เข้าจวนสกุลเว่ยในฐานะฮูหยินเอก แล้วนางกลายเป็นตัวอะไร ร่างบางได้แต่ตัดพ้อในใจ
หลังจากที่ได้รู้ว่าสามีของตนกำลังจะแต่งสตรีอื่นเข้าจวนมาแทนที่ตัวเอง ร่างบางเอาแต่นอนซมอยู่บนเตียงด้วยใจปวดร้าว นางคงไม่ได้รู้สึกอันใด หากมิได้มีใจให้เว่ยกั๋วกง
ทางด้านของเว่ยฉีที่กำลังยุ่งอยู่กับการอ่านจดหมายที่ถูกส่งมาจากต่างเมืองจนแทบไม่ได้ก้าวเท้าออกจากเรือน
“นายท่าน”
“มีอะไร” น้ำเสียงเรียบนิ่งเอ่ยถามบ่าวรับใช้คนสนิท ขณะสายตายังคงจดจ่ออยู่กับจดหมายตรงหน้า
“เอ่อ คือว่า”
“มีอะไรก็ว่ามา ข้าไม่ได้มีเวลามารอฟังเจ้าเอาแต่อึกอักไม่ยอมพูด”
เว่ยฉีเงยหน้ามองไปยังจ้าวจื่อหลงที่ยืนเหงื่อแตกพลั่กอยู่ไม่ไกล
“ฮูหยินขว้างปาอาหารที่สาวใช้นำไปให้ขอรับ”
“เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ไม่จำเป็นต้องมารายงานข้า”
“ยังมีอีกเรื่องขอรับ”
“ว่ามา”
“หลายวันมานี้ฮูหยินไม่ยอมกินอาหาร พอสาวใช้เข้าไปด้านในก็เห็นว่านางนอนซมอยู่บนเตียง”
“กี่วันแล้ว”
“สองสามวันแล้วขอรับ”
ทันทีที่ได้ยินคำตอบ เขารุดตัวลุกขึ้นยืนแล้ววางจดหมายที่กำลังอ่านลงตามเดิม
“เจ้าป่วยเป็นอะไร” น้ำเสียงราบเรียบถามขึ้น แทนที่หญิงสาวจะหันกลับไปมองคนที่ตนเฝ้ารอให้มาหา แต่กลับร่ำไห้ออกมาอย่างไม่อาจอดกลั้นได้อีกต่อไป
“ข้าถาม เจ้าไม่ได้ยินรึ” ร่างสูงรุดตัวเข้ามาใกล้พร้อมกับจับไหล่ของนางให้หันมาเผชิญหน้ากับเขาด้วยท่าทางค่อนข้างแข็งกระด้าง
พอเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตา เว่ยฉีชะงักเล็กน้อยแล้วหันหน้าไปอีกทาง ต่อให้เขาจะไม่ได้รู้สึกอันใดกับนางแต่พอเห็นหญิงสาวร้องไห้ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเห็นใจ
“พวกสาวใช้บอกข้าว่าท่านจะแต่งงาน”
กั๋วกงหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นสูง เมื่อรู้สาเหตุที่นางร้องห่มร้องไห้
“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า”
“ทำไมจะไม่เกี่ยวเล่า ข้าเป็นฮูหยินของท่านนะ”
“หึ ข้าคงลืมบอกเจ้าไปกระมัง นับตั้งแต่ที่เจ้าถูกกักขังให้อยู่ที่นี่เจ้าก็ไม่ใช่ฮูหยินของข้าอีกต่อไป”
เซียวหรงกัดฟันกรอด ขณะที่สองมือกำเข้าหากันแน่น สุดท้ายแล้วมีเพียงนางที่คิดไปเองคนเดียวว่าตัวเองเป็นฮูหยินของเว่ยกั๋วกงผู้สูงศักดิ์ ช่างน่าสมเพชนักตอนที่เคยคิดว่านางจะสามารถยืนอยู่เคียงข้าเขาได้อย่างสง่าผ่าเผยในฐานะสามีภรรยา ยิ่งเห็นสภาพซอมซ่อของตัวเองยิ่งคับแค้นใจที่ไม่อาจไขว่คว้าอะไรไว้ได้สักอย่าง แม้กระทั่งความรักที่ตัวเองเฝ้าฝันถึง
