หากจะโลภก็ควรโลภให้ถูกที่
สายตาหม่นเศร้ามองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความหวังแสนริบหรี่ราวกับแสงของหิ่งห้อยที่รอวันตาย ย้อนกลับไปเมื่อครึ่งปีก่อนที่เซียวหรงเพิ่งแต่งเข้าจวนสกุลเว่ย หลังจากเสร็จสิ้นพิธีแต่งงานนางถูกส่งตัวมาที่เรือนหลังนี้ คืนเข้าหอระหว่างนางกับเว่ยกั๋วกงกลับกลายเป็นวันที่แสนโหดร้ายที่สุดในชีวิตนาง
ร่างบางในชุดเจ้าสาวกำลังนั่งรอคอยผู้เป็นสามีในคืนเข้าห้องหอด้วยรอยยิ้มแสนดีใจที่อย่างน้อยตนก็ได้แต่งงานกับบุรุษที่พึงใจ มิใช่แต่งงานโดยปราศจากความรักเหมือนคู่อื่น ก่อนที่หญิงสาววัยแรกแย้มจะยิ้มย่องมากไปกว่านี้ ร่างสูงโปร่งของเว่ยฉีได้เปิดประตูเข้ามาด้วยสีหน้าถมึงทึง
เขาเปิดผ้าคลุมหน้าของนางออกพร้อมกับเอ่ยวาจาแสนเย็นชาแก่นางซึ่งได้ชื่อว่าเป็นฮูหยินของเขาไม่ต่างจากคนแปลกหน้า
“จากนี้ไปเจ้าต้องอยู่ที่นี่ หากไม่ได้รับคำสั่งจากข้า เจ้าไม่มีสิทธิ์ก้าวเท้าออกไปจากเรือนหลังนี้แม้แต่ครึ่งก้าว”
“ท่าน...หมายความว่ายังไง”
“ข้าเคยบอกเจ้าไปแล้วมิใช่หรือ ว่าข้าจะแต่งงานกับสตรีจากสกุลเซียวก็ย่อมได้ แต่ชีวิตของเจ้านับตั้งแต่นี้ไปจะขึ้นอยู่กับข้า แม้แต่วันที่เจ้าตายเจ้ายังต้องเป็นผีของสกุลเว่ย”
“เรื่องนี้ข้ารู้ดี เพียงแต่เหตุใดเมื่อครู่ท่านถึงพูดราวกับว่าจะกักขังข้าไม่ให้ออกไปที่ใด” ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงฉงน เหตุเพราะยังติดใจกับคำพูดก่อนหน้าของเขา
“สตรีแซ่เซียว หากเจ้าจะโลภก็ควรโลภให้ถูกที่ ข้ายอมแต่งเจ้าเข้าจวนในฐานะฮูหยินเอกก็ถือว่าไว้หน้ามากแล้ว เจ้าก็อยู่ที่นี่อย่างสงบเสงี่ยมเถิด อย่าได้คิดหนีออกไป”
“ท่านมีเหตุผลอะไรถึงจะกักขังข้าให้อยู่ที่นี่!” เซียวหรงถามขึ้นเสียงดังด้วยความไม่พอใจ เขาไม่ยอมเรียกชื่อนางตรง ๆ เลยด้วยซ้ำ
“ข้าจะพูดแค่ครั้งเดียว บิดาของเจ้าขายเจ้าให้ข้าแล้ว ชีวิตของเจ้าเป็นของข้า”
“ท่านพ่อขายข้าเพื่อแลกกับอะไรงั้นหรือ” น้ำเสียงสั่นเครือเอ่ยถาม
“หึ ก็ตำแหน่งรองเจ้ากรมพิธีการอย่างไรเล่า” พูดเพียงเท่านี้แล้วออกจากห้องไป ก่อนที่เสียงลงกลอนประตูจากด้านนอกจะดังขึ้นในเวลาต่อมา
ครั้นได้ยินคำพูดนี้ของเขา นางถึงกับทรุดตัวลงกับเตียงอย่างหมดเรี่ยวแรงราวกับถูกฟาดด้วยแส้นับพัน ยามคิดว่าบิดาที่รักใคร่นางไม่ได้น้อยไปกว่าลูกคนอื่นกลับขายนางให้กับเว่ยกั๋วกงเพียงเพื่อตำแหน่งขุนนางในราชสำนัก
แม้ตระกูลเซียวจะเริ่มตกต่ำลงเพราะบิดาของนางถูกลดตำแหน่งขุนนาง แต่ก็ไม่น่าถึงกับจะทอดทิ้งลูกสาวอย่างนางได้ลงคอเช่นนี้
‘ท่านพ่อ เหตุใดท่านถึงไม่บอกกล่าวข้าสักนิด’ เซียวหรงได้แต่ถามประโยคนี้ขึ้นซ้ำ ๆ
จวบจนเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า แต่ละวันเวลาช่างผ่านไปเชื่องช้ายิ่งนักในความคิดของนาง จากสตรีที่มีใบหน้างดงามยากจะหาหญิงใดเปรียบเทียบ บัดนี้ใบหน้ากลับแห้งตอบลงจนแทบไม่เหลือเค้าลางของความงาม รอยยิ้มที่เคยพร่างพรายสะกดจิตใจของคนที่ได้พบเห็นกลับหลงเหลือเพียงความขื่นขม ดวงตาที่เคยส่องสว่างราวกับลูกแก้ว บัดนี้กับหลงเหลือเพียงแววตาเศร้าหมอง แม้แต่สาวใช้คนสนิทที่ติดตามนางมาจากสกุลเซียวยังถูกเขาส่งกลับทำให้นางต้องอยู่ในเรือนหลังนี้อย่างโดดเดี่ยว
“ฮูหยิน ข้าเอาอาหารมาให้แล้ว” เสียงสาวใช้ร้องบอก หลังจากวางหมั่นโถวสามลูกกับผักต้มไว้บนโต๊ะเหมือนเช่นทุกครั้ง
“หมั่นโถวอีกแล้วหรือ”
“เป็นแค่คนที่มาอยู่อาศัย ที่แม่นมให้พวกข้าเตรียมของพวกนี้มาให้ท่านก็ถือว่ามากเกินไปด้วยซ้ำ
ในหนึ่งเดือนนางจะได้กินเนื้อสัตว์แค่สี่มื้อ นอกเหนือจากนั้นจะเป็นหมั่นโถวกับผัดผักเพียงเท่านั้น หนึ่งเดือนที่ถูกกักขังให้อยู่ที่นี่ นางทั้งอัดอั้นและแค้นใจที่แม้แต่พวกสาวใช้ยังสามารถรังแกนางได้ สภาพของนางไม่ได้ต่างไปจากนักโทษในคุกใต้ดินเสียด้วยซ้ำ
ฮูหยินเว่ยกั๋วกงงั้นหรือ...ช่างน่าขันนัก
