ตอนที่ 6
บ้านไม้สองชั้นรั้วรอบขอบชิดแถวนนทบุรี อาณาบริเวณไม่กว้างใหญ่แต่ก็จัดสรรพื้นที่ใช้สอยได้อย่างลงตัว สวนดอกไม้นานาพรรณที่ออกดอกสะพรั่งอยู่ริมรั้วเป็นฝีมือการปลูกและดูแลของเจ้าของบ้าน ซึ่งในเวลานี้หญิงวัยกลางคนเพิ่งจัดการเรื่องกับข้าวเย็นเสร็จเรียบร้อย
"รสา ลงมาหาแม่หน่อยลูก" นางตะโกนเรียกบุตรสาวที่ชั้นล่าง แล้วออกไปเปิดก๊อกน้ำเพื่อรดน้ำต้นไม้อันเป็นภารกิจประจำวัน
"ขา แม่" รสาขานรับแล้วรีบลุกขึ้นเดินลงบันไดมาหา
"ให้รสาช่วยนะคะ" สาวน้อยแย่งสายยางมารดน้ำต้นไม้แทน ส่วนนางลอรยืนดูอยู่ข้างๆ มองต้นไม้ใบหญ้าที่ตนเองปลูกกับมือด้วยความสบายใจ
"พักนี้รสากลับบ้านเร็วจังเลย งานที่บริษัทน้อยหรือไงถึงได้กลับบ้านก่อนตะวันตกดินได้" นางลอรนั่งลงที่เก้าอี้มองบุตรสาวรดน้ำต้นไม้แทนตนอย่างสบายใจ
“ไม่มีอะไรค่ะแม่ ช่วงนี้รสาอยากกลับบ้านเร็วบ้างเท่านั้นเอง”
รสาไม่รู้ว่าจะบอกมารดาอย่างไรดี ว่าชีวิตตอนนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง เธอไม่ได้บอกให้นางลอรรู้ว่าลาออกจากงาน เรียกว่าตั้งใจที่จะไม่บอกหรือเล่าอะไรให้ฟังทั้งนั้น ไม่ว่าเรื่องของตนเองหรือใคร
บ้านหลังนี้มีแค่รสากับแม่สองคนเท่านั้น บิดาของหญิงสาวเป็นข้าราชการตำรวจซึ่งเสียชีวิตในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ไปตั้งแต่ที่รสาอายุได้ห้าขวบ ก่อนบิดาจะจากไปได้ทิ้งบ้านน้อยหลังนี้ให้สองแม่ลูกได้ใช้ชีวิตอาศัย
นางลอรรับจ้างซักผ้ารีดผ้าเป็นรายได้มาจุนเจือเลี้ยงดูเธอ ยามว่างก็หารายได้เพิ่มจากการทำขนมขาย ซึ่งรสชาติต้องบอกเลยว่าไม่เป็นสองรองใคร คนที่การันตีได้ดีที่สุดก็คือชิดชนกที่ถึงกับลงทุนมาเรียนเพื่อเอาไปเปิดร้านเลยทีเดียว
ตั้งแต่ที่เรียนจบรสาขอร้องให้มารดาเลิกอาชีพรับจ้างซักรีด เพราะอยากให้ได้พักผ่อนแต่นางลอรขอร้องที่จะดูแลลูกค้าเก่าแก่ ที่ใช้บริการกันมายาวนานเพียงไม่กี่เจ้า
ซึ่งหญิงสาวก็ไม่ขัดแต่คอยดูว่ามารดาจะเหนื่อยเกินไปหรือไม่อยู่ห่างๆ ซึ่งระยะหลังสุขภาพของนางลอรไม่สู้ดีนัก ทำให้รสาไม่กล้าที่จะทำอะไรให้นางต้องคิดมาก
"พักนี้ปราบไปไหน ทำไมไม่มาบ้างเลย" มารดาเอ่ยถามถึงชายหนุ่มที่เคยเข้านอกออกในที่นี่ ตั้งแต่สมัยที่บุตรสาวเรียนมหาวิทยาลัย
"งานยุ่งเหรอ รสาได้โทร.คุยกับปราบบ้างหรือเปล่า"
"คุยค่ะ คงงานยุ่งอย่างที่แม่ว่า" หญิงสาวพูดเพียงสั้นๆ แล้วเฉไฉชวนมารดาคุยไปเรื่องอื่น แทนที่จะเอ่ยถึงคนที่ไม่อยากพูดถึงอีก
"ปราบเป็นคนดี รสาต้องรักษาคนดีไว้นะลูก" มารดาวกกลับมาที่เรื่องปราบอีกจนได้
"คนเราถ้าจะแต่งงานกันต้องเป็นคนดีใช่ไหมคะ แม่" รสาย้อนถามกลับ แววตาหม่นลงเล็กน้อยเมื่อเอ่ยถึงคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนรัก
"ความดีมั่นคงและทนกว่าความรักนะลูก ผู้หญิงต้องเลือกคนดีมาเป็นคู่ชีวิต ชีวิตเราถึงจะมีความสุข"
"แล้วถ้าผู้ชายคนนั้นไม่ใช่คนดีแล้ว เราต้องทำอย่างไรคะแม่"
"ทำไมรสาพูดแบบนั้น หรือว่าปราบมีปัญหาอะไร" นางลอรเอะใจ
พักหลังปราบหายหน้าไปนานร่วมเดือนซึ่งไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน และท่าทีของรสาก็ดูไม่ทุกข์ไม่ร้อนต่อการหายตัวไปของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นแฟนกัน
ที่สำคัญนางแอบเห็นบุตรสาวมีสีหน้าคล้ายกับมีเรื่องหนักอกหนักใจอะไรบางอย่างหลายหน แต่เมื่อเผชิญหน้ากันความกังวลเหล่านั้นก็ไม่มีให้เห็นอีกเลย รสามีแต่รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และเรื่องดีๆ เท่านั้นให้กับนาง
"ไม่มีหรอกค่ะ ไปกินข้าวกันดีกว่า แม่ทำอะไรไว้ให้รสากินคะ" รสารีบวิ่งไปปิดก๊อกน้ำแล้วประคองมารดาเดินกลับเข้าไปในบ้าน เพื่อกินข้าวเย็นกันตามประสาสองคนแม่ลูกอย่างมีความสุข
สามทุ่มกว่ารสากำลังจะเข้านอน คืนนี้คงเป็นอีกคืนที่เธอไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ง่าย ความกังวลหลายเรื่องที่ประดังเข้ามาในหัวสมองทำให้สาวน้อยต้องลุกขึ้น และนั่งคิดว่าจะจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไรดี
เรื่องแรกเรื่องงานที่ยังหาไม่ได้ รสาหยิบสมุดบัญชีเงินฝากที่เป็นบัญชีเงินเก็บออกมาเปิดดูคร่าวๆ คงพออยู่ไปได้หลายเดือน แต่ว่าต้องใช้อย่างประหยัดและห้ามมีเรื่องอะไรฉุกเฉินเด็ดขาด
เรื่องต่อไปก็คือหางานใหม่ทำ พอคิดถึงเรื่องนี้สาวน้อยก็ต้องถอนหายใจออกมาดังๆ ด้วยความกลัดกลุ้ม งานหายากอย่างที่ใครๆ พูดจริง เพราะจนตอนนี้ยังไม่มีที่ไหนตอบรับหรือเรียกไปสัมภาษณ์เลยแม้แต่ที่เดียว
รสาอดคิดถึงงานที่เพิ่งตัดสินใจลาออกกะทันหันในวันนี้ไม่ได้ ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าของคือผู้ชายที่เธอไม่อยากเห็นหน้าแล้วละก็ หญิงสาวมั่นใจว่าสามารถเรียนรู้เจ้ารถยนต์ราคาแพงเหล่านั้นได้แน่ๆ
แต่เพราะเขา เพราะเขาคนเดียวเท่านั้น พอคิดถึงเขา ผู้ชายคนนั้น รสาก็อดคิดถึงความกังวลอันดับต่อไปไม่ได้
ปฏิทินอันเล็กที่วางอยู่บนหัวเตียงถูกหยิบขึ้นมานับวันอันตรายเป็นครั้งที่เท่าไรไม่รู้ รสากลัวเหลือเกินว่าความซวยที่เกิดขึ้นในคืนนั้น จะนำปัญหาอื่นตามมาให้อีกนั่นก็คือการตั้งครรภ์
เพราะในช่วงวันเวลาที่เกิดเรื่องอยู่ในช่วงที่พร้อมจะมีบุตรหรือไข่ตกพอดิบพอดี หญิงสาวไม่กล้ากินยาคุมฉุกเฉินเพราะกลัวว่าหากเกิดปัญหาขึ้นมาจริงๆ แล้ว เจ้าตัวน้อยที่ไม่รู้เรื่องด้วยก็จะได้รับอันตราย ดังนั้นความกังวลความทุกข์ใจทุกอย่างจึงอยู่ที่รสาเพียงคนเดียวเท่านั้น
และปัญหาสุดท้าย รสาไม่คิดว่ามันเป็นปัญหาของตัวเอง เพียงแต่มันคือเรื่องที่เธอต้องคิดคำพูดและหาเหตุผลไปอธิบายให้กับคนรอบข้าง เช่น มารดา ชิดชนก หรือเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยเข้าใจว่า เกิดอะไรขึ้นกับความสัมพันธ์ระหว่างเธอและปราบในเวลานี้
แต่ยังไม่ทันที่รสาจะคิดคำพูดหรือคิดเหตุผลที่จะอธิบายเรื่องนี้ เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นเสียก่อน หญิงสาวรีบกดรับสายเมื่อเห็นว่าชิดชนกเป็นผู้โทรศัพท์เข้ามา
"ว่าไงแก" รสาเอนตัวลงบนที่นอนอย่างสบายอารมณ์
"ก็ดี แต่ว่าฉันลาออกแล้ว" หญิงสาวตัดสินใจบอกชิดชนกเป็นคนแรก
"ก็มัน..."
สัญญาณหาย รสากดโทรศัพท์ทิ้งและกำลังจะกดไปใหม่เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นเสียก่อน หญิงสาวจึงรีบพูดต่อทันทีว่า
"ก็บริษัทมันไม่โอเค มีอย่างที่ไหนยังไม่ทันสอนเลยว่าอะไรเป็นอะไร เล่นให้ฉันไปขายลูกค้าแถมยังสั่งด้วยนะว่าต้องขายให้ได้ภายในวันนี้ก่อนสี่โมงเย็น เป็นแก แกจะทำต่อไหมล่ะ"
"คุณก็เลยลาออกดื้อๆ และทิ้งปัญหาไว้ให้บริษัทสินะ" ปลายสายที่ตอบมาไม่ใช่ชิดชนก แต่มันเป็นเสียงที่รสาไม่มีวันลืมและอยากจะกดสายทิ้งทันที
"ห้ามกดสายผมทิ้ง ผมรู้นะว่าคุณกำลังจะกดโทรศัพท์ทิ้งไม่คุยกับผม" อีกฝ่ายดักทางถูก
"คุณรู้เบอร์ฉันได้ไง" รสากระชากเสียงถามด้วยความตกใจเล็กน้อย ไม่คิดไม่ฝันมาก่อนว่าเขาจะตามมาราวีอีก
