ตอนที่ 6 สัญญาของพี่สาว - 2
“ฟังข้าให้ชัดเจนนะ ฉู่เหม่ยหลัน” น้ำเสียงของหลินเยว่ซินเด็ดขาดและทรงพลัง “เด็กสามคนนี้คือน้องชายของข้า คือครอบครัวของข้า พวกเราใช้นามสกุลหลิน และข้าก็คือสายเลือดคนโตของตระกูลหลิน พวกเราจะอยู่ที่นี่ จะอดตายหรือมีข้าวกินก็เป็นเรื่องของพวกเรา ไม่ต้องให้สุนัขบ้านอื่นมาแส่”
นางชี้มือไปยังประตูทางออก “ส่วนเรื่องโฉนดที่ดิน เก็บความฝันลมๆ แล้งๆ ของเจ้ากลับไปซะ ข้าไม่มีวันขาย และข้าก็ไม่มีวันยกลูกหลานตระกูลหลินให้คนหน้าไหว้หลังหลอกอย่างเจ้า หากใครหน้าไหนคิดจะพาตัวพวกเขาไปจากที่นี่ ก็จงข้ามศพข้าไปก่อน!”
คำประกาศกร้าวที่ดังก้องไปทั่วลานบ้านทำเอาทุกคนตกตะลึง ป้าเฉินกับป้าหวังเห็นท่าไม่ดีว่าเรื่องนี้อาจจะบานปลายจนถึงขั้นลงไม้ลงมือ จึงรีบดึงแขนเสื้อฉู่เหม่ยหลัน
“อาหลัน พวกเรากลับกันเถอะ ในเมื่อนางไม่ยอมก็ช่างปะไร ปล่อยให้อดตายอยู่บนเขานี่แหละ ไปๆ กลับกัน” ป้าหวังออกแรงลาก
ฉู่เหม่ยหลันสะบัดแขนอย่างหัวเสีย นางถลึงตาใส่หลินเยว่ซินด้วยความอาฆาตแค้น “ปากดีไปเถอะหลินเยว่ซิน ข้าจะคอยดูว่าสตรีโง่เขลาที่เพิ่งตาสว่างอย่างเจ้า จะปกป้องเด็กพวกนี้ไปได้สักกี่น้ำ!”
กล่าวจบนางก็สะบัดหน้าเดินกระแทกเท้าตึงตังออกไป ปล่อยให้ความเงียบสงบกลับคืนสู่ลานบ้านบนเขาชิงอวิ๋นอีกครั้ง
หลินเยว่ซินถอนหายใจยาว นางหันกลับมามองจิ้งเหยียนที่ยังคงยืนนิ่งกำหมัดแน่นอยู่หน้าโอ่งน้ำ เด็กชายสบตากับนาง แววตาของเขามีความสับสนปะปนอยู่ลึกๆ เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดพี่สาวที่เคยเห็นแก่ตัวและหน้ามืดตามัวเพราะความรักผู้นี้ จึงยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อปกป้องพวกเขาทั้งที่ไม่มีผลประโยชน์อันใดให้กอบโกยแล้ว
หญิงสาวไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม นางเดินตรงไปยังโอ่งน้ำดินเผาใบใหญ่ ค่อยๆ ย่อตัวลงนั่งยองๆ แล้วชะโงกหน้าเข้าไปดูด้านใน
ในความมืดมิดก้นโอ่ง ร่างเล็กจิ๋วของเสี่ยวเป่านั่งขดตัวกลมดิ๊ก สองมือกอดเข่าแน่นจนข้อขาว เสียงสะอื้นไห้แผ่วเบาดังลอดออกมาอย่างน่าสงสาร ลูกสุนัขป่าตัวน้อยมุดตามเข้าไปนั่งซบอยู่ข้างๆ คอยเลียแก้มที่เปื้อนน้ำตาของเด็กน้อยเป็นการปลอบโยน
“เสี่ยวเป่า” หลินเยว่ซินเรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ออกมาเถอะ คนพวกนั้นไปหมดแล้ว”
เด็กน้อยส่ายหน้าหวือ ซุกหน้าลงกับหัวเข่า “ข้าไม่ไป ข้าไม่อยากไป พี่ใหญ่... ข้ากินน้อยลงแล้ว ข้าช่วยเก็บฟืนด้วย ข้ามีประโยชน์นะ อย่าให้เขาพาข้าไปเลย”
คำพูดที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นว่าจะถูกทอดทิ้ง ทำให้หัวใจของคนฟังหล่นวูบ รอยแผลในใจของเด็กห้าขวบลึกเกินกว่าที่คาดคิด การถูกกระชากแขนเพื่อนำไปแลกกับเศษเงินในวันนั้น คงกลายเป็นฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนเขาไปอีกนาน
นางยื่นมือเข้าไปในโอ่ง แตะลงบนกลุ่มผมนุ่มของเด็กน้อยเบาๆ “ไม่มีใครพาเจ้าไปไหนทั้งนั้น ออกมาหาพี่เถอะ ในนั้นมันอับ ฝุ่นเยอะแยะ เดี๋ยวจะป่วยเอานะ”
เสี่ยวเป่าเงยหน้าขึ้นมองผ่านความมืด เมื่อเห็นรอยยิ้มบางๆ ของพี่สาวและไม่เห็นร่องรอยของคนใจร้าย เด็กน้อยก็ค่อยๆ คลานออกมาจากโอ่งอย่างเชื่องช้า สภาพเปรอะเปื้อนฝุ่นดินไปทั้งตัว ใบหน้ามอมแมมไปด้วยคราบน้ำตาและขี้มูก
หลินเยว่ซินหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากอกเสื้อ ค่อยๆ ซับน้ำตาและเช็ดคราบฝุ่นบนแก้มยุ้ยให้เขาอย่างเบามือ เสี่ยวเป่ายืนนิ่งยอมให้เช็ดแต่โดยดี มือเล็กๆ เอื้อมมาเกาะชายเสื้อของนางไว้แน่นราวกับกลัวว่านางจะหายไป
ช่วงบ่ายของวันนั้นไม่มีใครพูดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป หลินเยว่ซินกลับไปขุดแปลงผักต่อ ส่วนเด็กๆ ก็ช่วยงานอยู่เงียบๆ บรรยากาศมีความอึดอัดเล็กน้อย แต่ก็เจือไปด้วยความรู้สึกปลอดภัยที่ก่อตัวขึ้นเงียบๆ ในใจของทุกคน
จนกระทั่งดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า อากาศบนเขาชิงอวิ๋นเริ่มหนาวเย็นลง กองไฟกลางลานบ้านถูกจุดขึ้นเพื่อให้ความอบอุ่น ข้าวต้มผสมเนื้อหมูเค็มมื้อค่ำถูกจัดการจนเกลี้ยงชาม
ทุกคนนั่งล้อมวงกันหน้ากองไฟ แสงสีส้มสะท้อนใบหน้าของแต่ละคน หลินเยว่ซินมองดูเด็กทั้งสาม จิ้งเหยียนยังคงนั่งหลังตรงแววตาระแวดระวัง จิ้งอวี้มองกองไฟด้วยแววตาครุ่นคิด ส่วนเสี่ยวเป่านั่งเอนตัวพิงไหล่จิ้งเหยียน เปลือกตาเริ่มปรือด้วยความง่วง
“จิ้งเหยียน จิ้งอวี้ เสี่ยวเป่า ฟังข้านะ”
เสียงของหลินเยว่ซินทำลายความเงียบ นางไม่ได้ใช้คำพูดล้อเล่นหรือท่าทีสบายๆ เหมือนเวลาปกติ แววตาของนางจริงจังและเด็ดเดี่ยวสะท้อนกับแสงไฟ
เด็กทั้งสามหันมามองนางเป็นตาเดียว
“ข้าอาจจะเคยทำเรื่องเลวร้ายกับพวกเจ้าไว้มาก เคยเห็นแก่ตัว หลงเชื่อคนเลว เอาสมบัติไปปรนเปรอคนอื่นจนลืมดูแลพวกเจ้า หรือแม้แต่เกือบจะทำลายชีวิตพวกเจ้า” นางสูดลมหายใจลึก ยอมรับความผิดของร่างเดิมอย่างตรงไปตรงมา เพราะการแก้ตัวคือสิ่งที่คนพวกนี้เกลียดที่สุด “ความผิดเหล่านั้น ข้าไม่ขอให้พวกเจ้าลืม และไม่บังคับให้พวกเจ้าให้อภัยข้าในวันนี้”
จิ้งเหยียนเม้มปากแน่น เขาเตรียมใจจะฟังคำโกหกหลอกลวง แต่สิ่งที่ได้ยินกลับผิดคาด
“แต่สิ่งที่ข้าอยากจะบอกพวกเจ้าในคืนนี้ คือคำสัญญา” หลินเยว่ซินมองสบตาเด็กทั้งสามทีละคน เริ่มจากเสี่ยวเป่า จิ้งอวี้ และจบลงที่จิ้งเหยียน “ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ตราบใดที่ข้ายังมีลมหายใจ ข้าสัญญาว่าข้าจะไม่ขายพวกเจ้าให้ใคร ไม่ทิ้งพวกเจ้าไว้เบื้องหลัง และจะไม่ยอมให้ใครมาแยกพวกเราพี่น้องออกจากกันเป็นอันขาด”
เสียงฟืนแตกปะทุในกองไฟดังแทรกความเงียบ
“ที่ดินผืนนี้ บ้านหลังนี้ คือที่ของพวกเรา” หญิงสาวย้ำคำหนักแน่น “ข้าไม่ได้ขอให้พวกเจ้าเชื่อใจข้าในทันที ความเชื่อใจไม่ใช่สิ่งที่สร้างขึ้นได้ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ ข้าเพียงอยากให้พวกเจ้ารู้ไว้ หากวันใดมีอันตรายเข้ามา ข้าจะยืนอยู่ข้างหน้าพวกเจ้าเสมอ”
เสี่ยวเป่ากะพริบตาปริบๆ ความง่วงงุนหายไปครึ่งหนึ่ง เด็กน้อยไม่เข้าใจความหมายลึกซึ้งทั้งหมด แต่รับรู้ได้ถึงความปลอดภัยจากน้ำเสียงนั้น เขาขยับตัวออกห่างจากพี่ชาย แล้วค่อยๆ คลานเข้ามากอดเอวหลินเยว่ซิน ซบหน้าลงกับตักของนาง
จิ้งอวี้หลุบตาลงมองพื้นดิน ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากัน ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา แต่สองมือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกลับสั่นสะท้านเล็กน้อย
ส่วนจิ้งเหยียน เขาจ้องมองใบหน้าของหญิงสาวนิ่งนาน แววตาของเด็กชายสิบสองปีที่ผ่านความเจ็บปวดมามากมายยังคงมีความเคลือบแคลงซุกซ่อนอยู่ แต่กำแพงแห่งความเกลียดชังที่เคยตั้งตระหง่าน บัดนี้เริ่มสั่นคลอน
เขาไม่ตอบรับคำสัญญานั้น ไม่ได้เอ่ยคำขอบคุณ เขาเพียงแค่ลุกขึ้นยืน อุ้มเสี่ยวเป่าที่เริ่มตาปรือขึ้นมาพาดบ่า
“ดึกแล้ว พาจิ้งอวี้ไปนอนเถอะ พรุ่งนี้ยังมีงานต้องทำอีกมาก” จิ้งเหยียนพูดแค่นั้น ก่อนจะเดินหันหลังนำน้องชายเข้าเรือนไป
หลินเยว่ซินมองตามแผ่นหลังเล็กๆ เหล่านั้นด้วยรอยยิ้มบางๆ นางรู้ดีว่าหนทางยังอีกยาวไกล แต่ค่ำคืนนี้ เมล็ดพันธุ์แห่งความเชื่อใจได้ถูกฝังลงในดินแดนที่แห้งแล้งที่สุดแล้ว
[ระบบพิทักษ์ครอบครัว: แจ้งเตือน]
[ความไว้ใจของหลินจิ้งเหยียนเพิ่มขึ้น 3% (ปัจจุบัน 8%)]
[ความไว้ใจของหลินจิ้งอวี้เพิ่มขึ้น 2% (ปัจจุบัน10%)]
[ความไว้ใจของหลินเสี่ยวเป่าเพิ่มขึ้น 5% (ปัจจุบัน 19%)]
ตัวเลขที่ค่อยๆ ขยับขึ้นทีละน้อย เป็นดั่งแสงสว่างปลายอุโมงค์ หลินเยว่ซินเงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาว แต่ในความงดงามนั้น นางกลับสังเกตเห็นบางสิ่งที่ผิดปกติ
ที่ขอบฟ้าทิศเหนือ ดาวดวงหนึ่งซึ่งควรจะส่องประกายสีขาวบริสุทธิ์ กลับเริ่มทอแสงสีแดงเรื่อบางเบาราวกับสีของเลือด
วันสิ้นโลก ขยับเข้ามาใกล้พวกเขาทุกขณะแล้ว!
