บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 5 เงินก้อนแรกและเมล็ดพันธุ์

เช้าวันใหม่บนเขาชิงอวิ๋นเริ่มต้นด้วยเสียงนกร้องและอากาศเย็นเยียบ หยาดน้ำค้างเกาะตามใบหญ้าสะท้อนแสงอาทิตย์อ่อนๆ ผิดกับความอับชื้นในบ้านดินหลังเก่าตีนเขาอย่างสิ้นเชิง

หลินเยว่ซินตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง นางเดินไปตักน้ำจากบ่อที่เพิ่งมีน้ำซึมขึ้นมาเมื่อวาน วักน้ำใสแจ๋วขึ้นล้างหน้าล้างตา ความเย็นจัดช่วยปลุกร่างกายที่อ่อนล้าให้ตื่นตัวเต็มที่ ความปวดเมื่อยจากการแบกของเดินขึ้นเขาบรรเทาลงไปมาก น้ำในบ่อมีรสหวานปะแล่มและให้ความรู้สึกสดชื่นประหลาด คล้ายมีพลังชีวิตเจือปนอยู่

เมื่อจัดการธุระส่วนตัวเสร็จ นางสั่งให้จิ้งเหยียนดูแลน้องและลูกสุนัขป่าให้ดี ห้ามออกไปเพ่นพ่านนอกกำแพงหินเด็ดขาด ส่วนตัวนางคว้ามีดพร้าและตะกร้าสะพายหลัง เดินลัดเลาะเข้าไปในป่าลึกขึ้นอีกหน่อยเพื่อหาสมุนไพร

ด้วยความรู้ระดับผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์ในชาติก่อน ผนวกกับสัญชาตญาณที่เริ่มตื่นขึ้นในร่างนี้ การหาสมุนไพรจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็น สายตาของนางกวาดมองผ่านดงหญ้ารกชัฏ แยกแยะวัชพืชไร้ค่าออกจากพืชสมุนไพรได้อย่างแม่นยำ กลิ่นดินชื้นแฉะลอยแตะจมูก นางลงมือขุดรากซานชีที่มีสรรพคุณห้ามเลือดชั้นยอด และเก็บใบอ้ายเฉ่ามากระบุงใหญ่

นางกลับมาที่ลานบ้าน จัดการล้างสมุนไพรจนสะอาดเอี่ยม นำเศษหินผิวเรียบมาใช้แทนโกร่งบดยา ตำรากซานชีผสมกับสมุนไพรสมานแผลอีกสองสามชนิดจนกลายเป็นเนื้อครีมสีเขียวเข้ม จากนั้นคั้นน้ำใบอ้ายเฉ่าเคี่ยวกับกากมันหมูที่เหลือติดก้นไหเก่าๆ กลิ่นฉุนของสมุนไพรผสมกับกลิ่นมันหมูลอยคลุ้ง นางเคี่ยวจนได้ขี้ผึ้งกันยุงและแมลง บรรจุลงในกระบอกไม้ไผ่ที่ตัดเตรียมไว้

ใช้เวลาค่อนวันกว่ายาสมานแผลห้ามเลือดและยากันแมลงฉบับทำมือจะเสร็จสมบูรณ์ หญิงสาวปาดเหงื่อที่หน้าผาก มองผลงานในตะกร้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะสะพายตะกร้าเดินลงเขาไปที่หมู่บ้าน

โรงหมอของหมอซุนตั้งอยู่ท้ายตลาด เป็นเรือนไม้สองคูหาที่มีกลิ่นยาต้มลอยกรุ่นตลอดเวลา ชายชราผมขาวโพลนในชุดผ้าฝ้ายสีเทากำลังยืนคัดแยกตากสมุนไพรอยู่หน้าร้าน ใบหน้ามีรอยเหี่ยวย่นตามวัยแต่ดวงตากลับกระจ่างใสและใจดี เขาคือแพทย์ประจำหมู่บ้านที่เคยมีเมตตารับซื้อสมุนไพรจากนางไปคราวก่อน

“อ้าว แม่นางหลิน วันนี้ลงเขามาแต่กะวันเชียว ได้สมุนไพรตัวใดมาขายให้ข้าอีกล่ะ” หมอซุนเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร มือก็ปัดฝุ่นดินออกจากรากยา

หลินเยว่ซินยิ้มตอบ วางตะกร้าลงบนโต๊ะไม้อย่างระมัดระวัง หยิบกระบอกไม้ไผ่บรรจุยาออกมาวางเรียง “วันนี้ข้าไม่ได้เอาสมุนไพรสดมาขายเจ้าค่ะ ท่านหมอซุน ข้าลองปรุงยาสมานแผลกับยากันแมลงมาให้ท่านดู ไม่ทราบว่าทางโรงหมอรับซื้อยาที่ปรุงสำเร็จแล้วหรือไม่”

หมอซุนเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ เขาเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนแล้วหยิบกระบอกไม้ไผ่ขึ้นมาเปิดดม กลิ่นสมุนไพรเข้มข้นเตะจมูก ชายชราใช้นิ้วปาดเนื้อยาขึ้นมาดูใกล้ๆ จากนั้นแตะลงบนหลังมือของตนเองที่มีรอยขีดข่วนจากกิ่งไม้เมื่อเช้า

เพียงไม่กี่อึดใจ ความรู้สึกแสบร้อนจากบาดแผลก็มลายหายไป แทนที่ด้วยความเย็นสบาย เลือดที่ซึมอยู่หยุดไหลสนิทแทบจะในทันที

ชายชราเบิกตากว้าง หันมามองสตรีตรงหน้าด้วยสายตาชื่นชม “ยาตัวนี้ เจ้าปรุงเองงั้นหรือ”

“เจ้าค่ะ” หลินเยว่ซินตอบรับหนักแน่น

“ใช้ซานชี หวงฉิน และป่ายจื่อ เป็นส่วนผสมหลัก สัดส่วนแม่นยำ การบดและการเคี่ยวก็ทำได้ดีเยี่ยม ไม่เสียสรรพคุณยาไปแม้แต่น้อย” หมอซุนพึมพำกับตัวเองด้วยความทึ่ง “คราวก่อนข้าเห็นเจ้าหาสมุนไพรเก่งก็ว่าน่ายกย่องแล้ว ไม่นึกเลยว่าจะมีความรู้เรื่องการปรุงยาลึกซึ้งถึงเพียงนี้ ตำรับยานี้สกัดเอาตัวยาออกมาได้ดีกว่าการต้มกินเสียอีก”

“ข้าเคยได้อ่านจากตำราเก่าของท่านพ่อ และลองผิดลองถูกเอาเองเจ้าค่ะ” นางอ้างเหตุผลเดิมที่เคยเตรียมไว้

“ดีเยี่ยม ยาของเจ้ามีคุณภาพสูงมาก ข้าจะรับซื้อไว้ทั้งหมด” หมอซุนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เขาเดินไปที่โต๊ะคิดเงิน หยิบก้อนเงินก้อนเล็กๆ ออกมาวางตรงหน้านาง “กระบอกพวกนี้ ข้าให้ราคารวมสามตำลึงเงิน ถือว่าเป็นราคาของตัวยาที่สกัดมาอย่างดี”

หลินเยว่ซินรับเงินมาเก็บใส่กอดอกอย่างระมัดระวัง เงินสามตำลึงนี้มากพอจะต่อชีวิตครอบครัวนางไปได้อีกหลายเดือน หากใช้จ่ายอย่างประหยัด

“แม่นางหลิน” หมอซุนเอ่ยเรียกไว้ก่อนที่นางจะเดินออกจากร้าน สีหน้าของชายชราเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้น “ช่วงนี้หากขึ้นเขาไปหาสมุนไพร ก็ระวังตัวให้มากหน่อย พวกนายพรานที่ลงมาจากเขาบ่นกันว่า สัตว์ป่าช่วงนี้ดุร้ายผิดปกติ หมูป่าตัวเท่าลูกวัวไล่ขวิดคนไม่เลือกหน้า แถมตามตัวยังมีแผลพุพองประหลาด น้ำในลำธารสายล่างก็มีกลิ่นคาวคล้ายสนิมเหล็ก ข้าเกรงว่าป่ากำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง”

ประโยคนั้นทำให้หลินเยว่ซินหัวใจกระตุกวูบ

กลิ่นสนิมเหล็กในน้ำ สัตว์ป่าคลุ้มคลั่งและมีแผลพุพอง นี่คือสัญญาณแรกของการปนเปื้อน หมอกโลหิตกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้กว่าที่คิดเอาไว้

“ขอบคุณท่านหมอซุนที่เตือน ข้าจะระวังตัวให้มากเจ้าค่ะ” นางค้อมศีรษะให้ด้วยความเคารพจากใจจริง ก่อนจะรีบหมุนตัวเดินออกจากโรงหมอ มุ่งหน้าสู่ตลาดสดทันที

นางไม่มีเวลาให้โอ้เอ้อีกแล้ว

ตลาดกลางหมู่บ้านยามบ่ายยังคงคึกคัก ผู้คนเดินจับจ่ายซื้อของกันขวักไขว่ หลินเยว่ซินกำเงินสามตำลึงในอกเสื้อแน่น นางเดินผ่านร้านขายเครื่องประดับและร้านขายชาดทาปากที่ร่างเดิมมักจะแวะเวียนไปเป็นประจำ

“อ้าว แม่นางหลิน วันนี้มีปิ่นไม้หอมลายใหม่เพิ่งเข้ามาจากเมืองหลวง ไม่อยากแวะชมสักหน่อยหรือ” พ่อค้าเครื่องประดับร้องทักเมื่อเห็นหน้านาง

หลินเยว่ซินเพียงแค่ปรายตามอง ก่อนจะเดินผ่านไปโดยไม่แม้แต่จะชะลอฝีเท้า ทำเอาพ่อค้าถึงกับอ้าปากค้างด้วยความงุนงง

นางตรงดิ่งไปยังร้านขายข้าวสาร สั่งซื้อข้าวสารหยาบกระสอบใหญ่ห้าสิบชั่ง ข้าวฟ่างอีกยี่สิบชั่ง จากนั้นไปร้านขายของชำ ซื้อเกลือเม็ดใหญ่ น้ำมันหมู ถั่วเหลือง และเครื่องเทศพื้นฐานอีกจำนวนมาก นางไม่ลืมแวะร้านขายผ้า ซื้อผ้าฝ้ายทอเนื้อหนาสีพื้นๆ มาสองพับใหญ่ เตรียมไว้สำหรับตัดเย็บเสื้อผ้ากันหนาวให้เด็กๆ

ที่ร้านตีเหล็ก นางเลือกซื้อมีดทำครัวเล่มหนาที่คมกริบ ขวานตัดฟืนขนาดเหมาะมือ และเชือกป่านเส้นใหญ่ยาวหลายสิบจั้ง สิ่งเหล่านี้คืออาวุธและเครื่องมือเอาชีวิตรอดที่จำเป็นที่สุด

และท้ายที่สุด สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าข้าวสาร คือเมล็ดพันธุ์

นางกวาดซื้อเมล็ดพันธุ์ผักโตไวอย่างผักกาด หัวไชเท้า ผักบุ้ง รวมถึงเมล็ดข้าวโพดและข้าวสาลีมาจนหมดเกลี้ยงร้าน พ่อค้าแทบจะกราบกรานด้วยความดีใจที่ระบายของค้างสต็อกออกไปได้

เมื่อข้าวของทั้งหมดถูกยัดลงตะกร้าสานใบใหญ่และมัดรวมกันเป็นหอบพะรุงพะรัง น้ำหนักของมันก็มากจนแทบจะกดทับร่างผอมบางของหลินเยว่ซินให้จมดิน นางสูดลมหายใจลึก กัดฟันย่อตัวลงสอดแขนเข้าสายสะพาย แล้วใช้แรงฮึดรวบรวมกำลังกายทั้งหมดดันตัวลุกขึ้นยืน

เข่าของนางสั่นพั่บ เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มแผ่นหลัง สายตะกร้าบาดลึกลงไปในบ่า แต่หญิงสาวก็ไม่ยอมแพ้ นางก้าวเดินทีละก้าวอย่างมั่นคง มุ่งหน้ากลับสู่เขาชิงอวิ๋น

ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำจนเกือบจะแตะขอบเขา เมื่อหลินเยว่ซินพยุงร่างที่แทบจะหมดแรงล้มก้าวผ่านประตูเรือนเข้ามา จิ้งเหยียนที่กำลังฝึกแกว่งท่อนไม้แทนดาบอยู่ที่ลานบ้านหันมาเห็นเข้าก็เบิกตากว้าง เขารีบโยนท่อนไม้ทิ้งแล้ววิ่งเข้ามารับตะกร้าจากแผ่นหลังของหญิงสาวทันที

“เจ้าไปขนอะไรมาเนี่ย หนักอย่างกับหิน” เด็กชายบ่นอุบขณะช่วยวางตะกร้าลงบนพื้น

จิ้งอวี้และเสี่ยวเป่าเดินตามออกมาดูด้วยความสนใจ เสี่ยวเป่ายังคงอุ้มลูกสุนัขป่าตัวน้อยไว้ในอ้อมแขน

หลินเยว่ซินทิ้งตัวลงนั่งบนแคร่ไม้ไผ่ หอบหายใจฮัก เหงื่อชุ่มจนเสื้อผ้าแนบไปกับร่างกาย นางยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่หน้าผาก รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนริมฝีปากที่ซีดเซียว

“เปิดดูสิ” นางพยักพเยิดหน้าไปทางตะกร้า

จิ้งเหยียนขมวดคิ้ว เขาเอื้อมมือไปปลดเชือกที่มัดปากตะกร้าออก ในใจคิดเดาไปต่างๆ นานาว่าสตรีผู้นี้คงเอาเงินที่หามาได้อย่างยากลำบากไปแลกกับปิ่นปักผมหรือเสื้อผ้าสวยงามตามนิสัยเดิมเป็นแน่

แต่เมื่อปากตะกร้าเปิดออก สิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับทำให้เด็กชายถึงกับชะงักงัน

ไม่มีเครื่องประดับวับวาว ไม่มีชาดทาปากสีสด ไม่มีผ้าไหมเนื้อนุ่ม

มีเพียงกระสอบข้าวสารหยาบ ถุงเกลือ ไหใส่น้ำมัน เนื้อหมูหมักเกลือชิ้นโต ขวาน มีด เชือก และห่อผ้าฝ้ายสีทึมๆ

จิ้งเหยียนล้วงมือลงไปลึกขึ้น เขาหยิบห่อผ้าเล็กๆ หลายห่อที่ซ่อนอยู่ก้นตะกร้าขึ้นมาเปิดดู พบว่าเป็นเมล็ดพันธุ์พืชนานาชนิด

“นี่... นี่มัน...” เด็กชายเงยหน้ามองหญิงสาวด้วยความตกตะลึงระคนสับสน “เจ้าไม่ได้ซื้อปิ่นหรือแป้งผัดหน้าเลยหรือ เงินตั้งมากมาย เจ้าเอามาซื้อของพวกนี้หมดเลยรึ”

“แป้งผัดหน้ามันทำให้ท้องอิ่มหรือ ปิ่นปักผมมันเอาไปฟันหัวหมูป่าได้หรือไม่” หลินเยว่ซินหัวเราะในลำคอ ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืน “หน้าหนาวใกล้เข้ามาแล้ว หากไม่ตุนเสบียงกับเสื้อผ้าหนาๆ พวกเราได้แข็งตายอยู่บนเขานี้แน่ ส่วนเมล็ดพันธุ์พวกนั้น พรุ่งนี้ข้าจะเริ่มถางหญ้าแปลงผัก พวกเจ้าก็ต้องมาช่วยด้วยเข้าใจไหม”

จิ้งเหยียนกำถุงเมล็ดพันธุ์ในมือแน่น ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามกดทับไว้เริ่มตีตื้นขึ้นมาในอก สตรีตรงหน้าไม่เพียงแต่หาเงินมาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง แต่นางยังใช้มันทุกอีแปะเพื่อความอยู่รอดของครอบครัว ไม่ได้นึกถึงความสุขส่วนตัวเลยแม้แต่น้อย

หรือว่านางจะเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ

“เอาล่ะ เลิกจ้องข้าได้แล้ว ข้าหิวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว” หลินเยว่ซินตบมือแปะๆ “เสี่ยวเป่า ไปเก็บฟืน จิ้งเหยียนช่วยข้าหุงข้าว คืนนี้เราจะกินข้าวสวยร้อนๆ กับหมูผัดเค็มกัน”

คำว่าข้าวสวยร้อนๆ กับหมูผัดเค็มทำเอาเด็กๆ ตาลุกวาว แม้แต่จิ้งอวี้ที่เก็บอาการเก่งยังลอบกลืนน้ำลาย

มื้อค่ำวันนั้นเป็นมื้อที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในรอบหลายเดือน ข้าวฟ่างหุงผสมข้าวสารเม็ดอวบอ้วนส่งกลิ่นหอมฉุย หมูหมักเกลือหั่นชิ้นบางผัดกับกระเทียมป่าจนน้ำมันแตกซ่าน รสชาติเค็มมันเข้ากันได้ดีกับข้าวสวยร้อนๆ

ทุกคนนั่งล้อมวงกันที่โต๊ะเตี้ยกลางลานบ้าน อาศัยแสงจากกองไฟส่องสว่าง หลินเยว่ซินรับหน้าที่ตักข้าวและแบ่งกับข้าว นางตักข้าวพูนชามให้เด็กทั้งสาม คีบเนื้อหมูชิ้นโตวางโปะหน้าให้อย่างเท่าเทียมกัน ก่อนจะตักส่วนของตนเองเป็นคนสุดท้าย

จิ้งอวี้รับชามข้าวมา แต่เขายังไม่ลงมือสอดตะเกียบเข้าปาก สายตาคมกริบของเด็กเก้าขวบลอบสังเกตชามข้าวของพี่สาวอย่างเงียบๆ

ในอดีต หากมีเนื้อหรือของดีๆ ร่างเดิมจะคีบกินเองจนหมด เหลือเพียงน้ำแกงจางๆ ให้พวกเขาซดประทังชีวิต แต่วันนี้ หลินเยว่ซินไม่ได้ตักเนื้อชิ้นใหญ่ที่สุดให้ตัวเอง นางแบ่งทุกอย่างเป็นสี่ส่วนเท่าๆ กัน ชามของนางมีปริมาณข้าวและเนื้อหมูไม่ต่างจากชามของเสี่ยวเป่าเลยแม้แต่น้อย

จิ้งอวี้มองเนื้อหมูในชามของตน สลับกับใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มบางๆ ของพี่สาวขณะที่นางกำลังคีบข้าวเข้าปากด้วยความหิวโหย

ริมฝีปากที่แห้งแตกของเด็กชายเม้มเข้าหากัน กำแพงน้ำแข็งในหัวใจที่หนาทึบและเย็นเยียบมาตลอด เริ่มมีรอยร้าวเล็กๆ ปรากฏขึ้นโดยที่เขาเองก็ไม่ทันตั้งตัว

เขาไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงแค่ก้มหน้าลงคีบข้าวเข้าปาก เคี้ยวเนื้อหมูที่อร่อยที่สุดในชีวิตช้าๆ ซึมซับความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย

[ระบบพิทักษ์ครอบครัว: แจ้งเตือน]

[ความไว้ใจของหลินจิ้งอวี้เพิ่มขึ้น 5% (ปัจจุบัน 8%)]

[แต้มครอบครัวที่ได้รับ: 5 แต้ม]

[หมายเหตุ: เป้าหมายเริ่มตระหนักถึงความเท่าเทียมและการเสียสละของโฮสต์ โปรดรักษามาตรฐานนี้ไว้]

หลินเยว่ซินที่กำลังเคี้ยวข้าวอยู่ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงระบบ นางแอบปรายตามองจิ้งอวี้ที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตากินข้าวเงียบๆ

‘เด็กฉลาดอย่างเจ้านี่ ซื้อใจยากเสียจริงนะ’ นางคิดในใจพลางลอบยิ้ม

เงินก้อนแรกถูกเปลี่ยนเป็นเสบียงและเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังแล้ว แต่ความสงบสุขนี้เป็นเพียงพายุที่กำลังก่อตัว วันสิ้นโลกกำลังนับถอยหลัง และนางต้องเร่งสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งกว่านี้ ก่อนที่ฝนสีแดงระลอกแรกจะตกลงมาอาบย้อมแผ่นดิน!
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel