ตอนที่ 4 บ้านร้างบนเขาชิงอวิ๋น
“ย้ายไปอยู่บนเขา? ตอนนี้เลยหรือ” หลินจิ้งเหยียนร้องเสียงหลง ดวงตาเบิกกว้างราวกับได้ยินเรื่องตลกที่ขำไม่ออก “เจ้าบ้าไปแล้วจริงๆ ใช่หรือไม่ บนนั้นมีแต่ป่ารกร้าง สัตว์ป่าชุกชุม แถมยังไกลจากตลาดและโรงหมอ หากจิ้งอวี้ไข้กลับขึ้นมาอีกจะทำอย่างไร”
คำคัดค้านของเด็กชายสมเหตุสมผลทุกประการ หากเป็นสถานการณ์ปกติ การอพยพเด็กป่วยและเด็กเล็กขึ้นไปอยู่บนเขารกร้างย่อมเป็นการหาเรื่องใส่ตัว แต่หลินเยว่ซินรู้ดีว่าเวลาของพวกเขามีน้อยลงทุกที
[เหลือเวลาอีก 89 วัน ก่อนวันสิ้นโลกจะเริ่มต้น]
ตัวเลขสีแดงในหัวของนางขยับลดลงไปอีกหนึ่งวัน ย้ำเตือนว่าหายนะกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้กว่าที่คิด
“จิ้งเหยียน เจ้าลองใช้หัวคิดดูให้ดี” หญิงสาวหันไปสบตาเขา แววตาจริงจังไม่มีแววล้อเล่น “เฉินห้าวต้องการที่ดินผืนนั้นมากจนถึงขั้นยอมรวมหัวกับบ่อนพนันมาบีบข้า เจ้าคิดว่าคนอย่างมันจะยอมรามือไปง่ายๆ หรือ หากเรายังขืนอยู่ที่นี่ คืนนี้หรือคืนพรุ่งนี้ พวกมันอาจจะลอบมาจุดไฟเผาบ้าน หรือไม่ก็จับพวกเจ้าไปขายตอนที่ข้าไม่อยู่”
เด็กชายเม้มปากแน่น เขาตระหนักดีถึงความเลวทรามของคนพวกนั้น แต่การหนีขึ้นเขาแลดูจะเป็นการหนีเสือปะจระเข้เสียมากกว่า
“อีกอย่าง” หลินเยว่ซินลดเสียงลงให้ได้ยินกันแค่ในบ้าน “ข้าได้ยินมาว่าช่วงนี้สัตว์ป่าเริ่มมีพฤติกรรมแปลกๆ น้ำในลำธารก็เริ่มขุ่นมัว หมู่บ้านตีนเขานี้แออัดเกินไป หากเกิดโรคระบาดหรือภัยพิบัติ พวกเราจะหนีไม่ทัน การอยู่บนที่สูงและมีกำแพงปิดล้อมต่างหากคือทางรอด”
จิ้งอวี้ที่พิงกรอบประตูอยู่ขยับตัวเล็กน้อย ดวงตาดำขลับของเด็กชายวัยเก้าขวบฉายแววครุ่นคิด “ที่พี่ใหญ่พูดมาก็มีเหตุผล บนเขาชิงอวิ๋นมีเรือนเก่าของท่านพ่อท่านแม่ แม้จะทรุดโทรมไปบ้าง แต่ก็มีกำแพงหินล้อมรอบ หากซ่อมแซมเสียหน่อยก็พอใช้กันภัยได้”
เมื่อจิ้งอวี้เอ่ยปากสนับสนุน จิ้งเหยียนก็ถึงกับพูดไม่ออก เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะพยักหน้าอย่างเสียไม่ได้ “ก็ได้ ข้าจะไปเก็บของ แต่หากขึ้นไปแล้วมันอยู่ไม่ได้ ข้าจะพาน้องกลับลงมาเอง”
การเก็บของเป็นไปอย่างรวดเร็ว เพราะแทบไม่มีสมบัติอะไรให้เก็บ นอกจากเสื้อผ้าเก่าขาดไม่กี่ชุด ผ้าห่มบางๆ หม้อดิน มีดทำครัว และเสบียงที่เพิ่งแลกมาเมื่อวาน หลินเยว่ซินจับทุกอย่างยัดใส่ตะกร้าสานใบใหญ่สะพายขึ้นหลัง
ทางเดินขึ้นเขาชิงอวิ๋นคดเคี้ยวและสูงชัน ใบไม้แห้งร่วงหล่นทับถมกันจนกลายเป็นพรมสีน้ำตาล หญิงสาวเดินนำหน้า มือถือมีดพร้าคอยถางกิ่งไม้ที่ขวางทาง จิ้งเหยียนเดินรั้งท้ายคอยระวังหลังให้เสี่ยวเป่า แต่คนที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือจิ้งอวี้ ร่างกายของเขาเพิ่งสร่างไข้ เดินไปได้ไม่ถึงครึ่งทางก็เริ่มหอบฮัก ใบหน้าซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด
หลินเยว่ซินหยุดเดิน นางวางตะกร้าลงบนก้อนหินข้างทาง ก่อนจะย่อตัวลงตรงหน้าเด็กชายคนรอง
“ขึ้นมาสิ ข้าจะแบกเจ้าเอง”
จิ้งอวี้ชะงัก ถอยหลังไปครึ่งก้าวด้วยความตกใจ จิ้งเหยียนรีบขยับเข้ามาขวาง “ไม่ต้อง ข้าแบกน้องเองได้ เจ้าห่วงตัวเองเถอะ ขาเจ้าสั่นจนจะยืนไม่อยู่แล้ว”
“เจ้าอายุแค่สิบสอง ตัวก็เล็กแค่นี้ แบกจิ้งอวี้ขึ้นเขาจะพากันกลิ้งตกลงไปทั้งคู่น่ะสิ” นางดุเบาๆ ไม่เปิดโอกาสให้เถียง “จิ้งอวี้ ขึ้นมาเถอะ ข้าแบกไหว ตะกร้านั่นให้จิ้งเหยียนช่วยถือก็แล้วกัน”
จิ้งอวี้มองแผ่นหลังบอบบางของพี่สาวสลับกับใบหน้าเหนื่อยล้าของพี่ชาย สุดท้ายเด็กชายตัวผอมก็ยอมโอบแขนรอบคอหญิงสาวอย่างระมัดระวัง หลินเยว่ซินช้อนตัวเขาขึ้นขี่หลัง ร่างของเด็กเก้าขวบเบาหวิวเสียจนนางใจหาย นี่ร่างเดิมปล่อยให้เด็กพวกนี้อดอยากจนแทบจะเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกเลยเชียวหรือ
ใช้เวลาเกือบชั่วยามกว่าทั้งหมดจะปีนขึ้นมาถึงบริเวณที่ราบลุ่มบนเขาชิงอวิ๋น
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือกระท่อมดินปนไม้ที่หลังคายุบลงมาแถบหนึ่ง ผนังบางส่วนแตกร้าว ยุ้งฉางเก่าด้านข้างมีแต่หยากไย่และฝุ่นหนาเตอะ บริเวณโดยรอบถูกล้อมด้วยกำแพงหินสูงระดับอกที่พังทลายลงมาหลายจุด ลานดินที่ควรจะกว้างขวางบัดนี้เต็มไปด้วยวัชพืชสูงท่วมหัว กลางลานมีบ่อน้ำก่อด้วยหินทิ้งร้างไว้อยู่หนึ่งบ่อ
บรรยากาศวังเวงจนน่าขนลุก เสี่ยวเป่ารีบวิ่งไปเกาะขาจิ้งเหยียนแน่น
“นี่หรือบ้านใหม่ของเจ้า” จิ้งเหยียนประชดประชัน วางตะกร้าลงบนพื้นเสียงดัง “หลังคาก็รั่ว กำแพงก็พัง ที่สำคัญ... บ่อน้ำนั่นมันแห้งขอดมาหลายปีแล้ว! ไม่มีน้ำ แล้วเราจะเอาอะไรดื่มกิน จะเอาอะไรไปรดแปลงผัก หากเจ้าคิดจะปลูกมันล่ะก็ ฝันไปเถอะ”
คำพูดของจิ้งเหยียนแทงทะลุความจริงทุกข้อ หากไม่มีน้ำ ที่ดินผืนนี้ก็เป็นเพียงสุสานคนเป็นดีๆ นี่เอง
แต่หลินเยว่ซินกลับไม่ได้มีทีท่าตื่นตระหนก นางปล่อยจิ้งอวี้ลงยืนบนพื้นอย่างนุ่มนวล ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความพึงพอใจ
ในสายตาของเด็กๆ ที่นี่คือบ้านร้าง แต่ในสายตาของอดีตนักวิจัยผู้รู้ล่วงหน้าถึงวันสิ้นโลก ที่นี่คือปราการชั้นยอด
“กำแพงหินพวกนี้ฐานยังแข็งแรงดี แค่หาก้อนหินมาเรียงซ่อมแซมส่วนที่ถล่มลงมา ทาด้วยโคลนผสมฟางก็กันลมและสัตว์ร้ายได้แล้ว” นางชี้ให้เด็กๆ ดู “ลานบ้านกว้างขวาง ดินตรงนี้ก็ร่วนซุย สีดินดำอมแดงบ่งบอกว่าแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ หากถางหญ้าออกก็แบ่งเป็นแปลงปลูกมันปลูกผักได้สบาย ส่วนยุ้งฉางนั่น แม้จะเก่าแต่โครงสร้างไม้ยังดี เอาไว้เก็บเสบียงในหน้าหนาวได้”
“แล้วน้ำล่ะ” จิ้งเหยียนแย้ง “เจ้าพูดสารพัดเรื่อง แต่ถ้าไม่มีน้ำ ทุกอย่างที่เจ้าพูดมาก็ไร้ค่า ลำธารที่ใกล้ที่สุดต้องเดินลงเขาไปเป็นลี้ เจ้าจะหาบน้ำขึ้นมาไหวหรือ”
หลินเยว่ซินยิ้มบางๆ “ข้าไม่ได้บอกสักคำว่าเราต้องหาบน้ำขึ้นมา”
ระหว่างที่พี่น้องกำลังโต้เถียงกันอยู่นั้น หลินเสี่ยวเป่าที่รู้สึกเบื่อหน่ายก็เริ่มเดินเตาะแตะสำรวจไปรอบๆ ลานบ้าน เด็กน้อยไม่ได้สนใจเรื่องกำแพงหรือดินปลูกผัก ความสนใจของเขาไปสะดุดอยู่กับพุ่มหญ้ารกชัฏใกล้กับกำแพงหินที่พังทลาย
หูเล็กๆ ของเขาขยับกระดิก เมื่อได้ยินเสียงประหลาดแว่วมาตามสายลม
‘เจ็บ... ข้าเจ็บจังเลย... แม่จ๋า...’
เสียงนั้นเล็กแหลมและสั่นเครือ ราวกับเสียงเด็กน้อยกำลังร้องไห้ เสี่ยวเป่าหันซ้ายหันขวา แต่ก็ไม่เห็นมีเด็กที่ไหนนอกจากพวกเขาสี่คน
‘ช่วยด้วย... ข้าหิว... เลือดออกเยอะเลย...’
เสียงนั้นดังขึ้นอีก คราวนี้เสี่ยวเป่ามั่นใจว่ามันดังมาจากในพุ่มหญ้าตรงหน้า เด็กน้อยก้าวเท้าสั้นๆ เข้าไปใกล้ ใช้มือเล็กแหวกกอหญ้าออกอย่างกล้าๆ กลัวๆ
ภาพที่เห็นทำให้ดวงตากลมโตเบิกกว้าง
สิ่งที่นอนขดตัวสั่นเทาอยู่ตรงนั้นไม่ใช่เด็กคนไหน แต่เป็นลูกสุนัขป่าตัวน้อย ขนสีเทาหม่นเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลน ที่ขาหลังของมันมีรอยเขี้ยวสัตว์ใหญ่กัดจนเนื้อแหว่ง เลือดสีแดงสดไหลซึมออกมาไม่หยุด มันช้อนตามองเสี่ยวเป่า ส่งเสียงครางหงิงๆ ในลำคอ
แต่ในหัวของเสี่ยวเป่า เสียงครางนั้นกลับแปลเป็นคำพูดได้อย่างชัดเจน
‘อย่ากินข้าเลย... ข้าไม่อร่อยหรอกนะ...’
เด็กน้อยเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงฟังภาษาของสุนัขรู้เรื่อง แต่ความสงสารกลับมีมากกว่าความตื่นกลัว เสี่ยวเป่าย่อตัวลง นั่งยองๆ ตรงหน้าลูกสุนัขป่า มือเล็กๆ เอื้อมออกไปข้างหน้าอย่างช้าๆ
“ข้าไม่กินเจ้าหรอก เจ็บมากใช่ไหม” เสี่ยวเป่ากระซิบตอบ
ลูกสุนัขผงะไปเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ว่ามนุษย์ตัวจิ๋วผู้นี้สื่อสารกับมันได้ มันดมกลิ่นมือของเด็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ แลบลิ้นเลียปลายนิ้วของเขาอย่างขอความเมตตา
“พี่ใหญ่ พี่รอง ข้าเจอหมาป่า มันเจ็บมากเลยขอรับ!” เสี่ยวเป่าตะโกนเรียกสุดเสียง
ทุกคนหันขวับไปมอง จิ้งเหยียนเป็นคนแรกที่พุ่งตัวเข้าไปหาน้องชาย เขากระชากเสี่ยวเป่าออกห่างจากพุ่มหญ้าทันที “อย่าเข้าไปใกล้ สุนัขป่ามันดุร้าย หากแม่มันอยู่แถวนี้พวกเราจะซวยเอา”
“มันไม่ดุนะขอรับพี่ใหญ่ มันบอกข้าว่ามันเจ็บ เลือดออกเยอะเลย” เสี่ยวเป่าพยายามขืนตัว ชี้มือไปที่สัตว์ตัวน้อย
หลินเยว่ซินเดินตามมาสมทบ นางก้มลงมองลูกสุนัขที่บาดเจ็บ แววตาของหญิงสาวฉายความประหลาดใจเล็กน้อย นางรู้จากนิยายว่าเสี่ยวเป่ามีพลังควบคุมและสื่อสารกับสัตว์กลายพันธุ์ได้ แต่ไม่คิดว่าพลังของเขาจะตื่นขึ้นเร็วขนาดนี้ ทั้งที่ยังไม่ถึงวันสิ้นโลกด้วยซ้ำ
นี่เป็นสัญญาณแรกที่บ่งบอกว่า โลกใบนี้เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว
“ไม่ต้องกลัว มันยังเด็กมาก น่าจะพลัดหลงกับแม่ หรือไม่ก็ถูกสัตว์อื่นทำร้ายมา” หญิงสาวพูดพลางคุกเข่าลง นางปลดตะกร้าจากหลัง ค้นเอาห่อผ้าที่ใส่สมุนไพรจินอิ๋นฮวาที่เหลือจากการต้มย้อนหลังออกมา หยิบหินใกล้ๆ มาทุบใบสมุนไพรจนแหลกละเอียด
“เจ้าจะทำอะไร” จิ้งเหยียนถามอย่างไม่ไว้ใจ
“มันเลือดออกเยอะ หากไม่ห้ามเลือด มันจะตาย” นางตอบเรียบๆ ก่อนจะหันไปหาเสี่ยวเป่า “เสี่ยวเป่า เจ้าช่วยคุยกับมันที บอกให้มันอยู่นิ่งๆ พี่จะทายาให้ มันจะแสบนิดหน่อยแต่เลือดจะหยุดไหล”
จิ้งเหยียนอ้าปากจะด่าว่านางเพ้อเจ้อที่ให้เด็กคุยกับสุนัข แต่ภาพตรงหน้ากลับทำให้เขากลืนคำพูดลงคอ
เสี่ยวเป่าขยับเข้าไปใกล้ ยื่นมือไปลูบหัวลูกสุนัขเบาๆ ปากเล็กๆ ขยับมุบมิบส่งเสียงกระซิบที่คนอื่นไม่ได้ยิน ลูกสุนัขที่ตอนแรกมีท่าทีระแวงและแยกเขี้ยวขู่หลินเยว่ซิน กลับค่อยๆ สงบลง มันทิ้งหัวเกยกับหน้าตักของเสี่ยวเป่า และยอมให้หญิงสาวแปลกหน้านำสมุนไพรกลิ่นฉุนมาพอกที่บาดแผลแต่โดยดี
หลินเยว่ซินฉีกชายเสื้อของตนเองออกเป็นริ้วยาว นำมาพันแผลให้ลูกสุนัขอย่างเบามือและคล่องแคล่ว ทุกการเคลื่อนไหวของนางอยู่ในสายตาของเด็กชายทั้งสอง จิ้งอวี้ลอบมองพี่สาวด้วยแววตาครุ่นคิด การทำแผลของนางดูชำนาญราวกับเคยทำมานับครั้งไม่ถ้วน ไม่เหมือนคุณหนูตกยากที่หยิบจับอะไรไม่เป็นอย่างแต่ก่อนเลย
“เอาล่ะ เรียบร้อย” หลินเยว่ซินผูกปมผ้าให้แน่นกระชับ “เสี่ยวเป่า เจ้าดูแลมันไปก่อนนะ พี่จะไปสำรวจบ่อน้ำนั่นเสียหน่อย”
นางลุกขึ้นเดินตรงไปยังบ่อน้ำเก่ากลางลาน ก้อนหินที่ก่อเป็นปากบ่อมีตะไคร่น้ำแห้งกรังเกาะอยู่ประปราย นางชะโงกหน้ามองลงไป ก้นบ่อลึกราวสามจั้ง (ประมาณ 10 เมตร) แห้งขอด มีเพียงดินแตกระแหงและเศษซากใบไม้ทับถมอยู่
จิ้งเหยียนเดินตามมาสมทบ แขนกอดอก “เห็นเต็มสองตาหรือยัง ข้าบอกแล้วว่ามันแห้ง”
“บ่อน้ำนี้ไม่ได้แห้งเพราะไม่มีตาน้ำ” หลินเยว่ซินวิเคราะห์พลางกวาดสายตามองสภาพแวดล้อม “ดินรอบๆ ปากบ่อยังมีความชื้น ต้นหญ้าบริเวณนี้ก็งอกงามกว่าจุดอื่น ตาน้ำข้างล่างต้องยังอยู่ เพียงแต่มีโคลนหินถล่มลงไปอุดตันทางน้ำไหลเท่านั้น หากขุดลอกลงไปสักหน่อย น้ำก็ต้องซึมขึ้นมา”
แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง การขุดบ่อลึกสิบเมตรด้วยตัวคนเดียวและไม่มีเครื่องมือช่าง ย่อมเป็นไปไม่ได้
นางกำลังชั่งใจว่าจะใช้ ‘พลังพฤกษา’ ที่เพิ่งรู้สึกได้รางๆ ในร่างกาย หยั่งรากพืชลงไปทะลวงตาน้ำดีหรือไม่ แต่การใช้พลังในตอนที่ยังไม่ชำนาญอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้
ขณะที่กำลังครุ่นคิด หลินเสี่ยวเป่าก็อุ้มลูกสุนัขป่าเดินเตาะแตะตามมา เด็กน้อยอยากรู้อยากเห็นว่าพี่ๆ กำลังดูอะไรกัน จึงเขย่งปลายเท้าเกาะขอบปากบ่อ
“พี่ใหญ่ ในนั้นมีน้ำให้เสี่ยวโก่วกินไหมขอรับ” เสี่ยวเป่าถาม (เสี่ยวโก่ว แปลว่า หมาน้อย เด็กน้อยตั้งชื่อให้มันเสร็จสรรพ)
ด้วยความที่ตัวเล็ก เสี่ยวเป่าจึงต้องพยายามปีนป่ายขอบบ่อ แต่จังหวะนั้นเอง เท้าเล็กๆ ของเขากลับสะดุดเข้ากับก้อนหินประหลาดก้อนหนึ่งที่ฝังตัวอยู่ใกล้กับฐานบ่อน้ำ หินก้อนนั้นมีสีดำอมแดง รูปร่างคล้ายหยดน้ำ ครึ่งหนึ่งจมอยู่ในดิน
“อ๊ะ!” เสี่ยวเป่าอุทานเมื่อมือไปค้ำโดนก้อนหินนั้นเต็มๆ เพื่อพยุงตัว
พริบตาที่ฝ่ามือเล็กสัมผัสกับหินประหลาด ความรู้สึกเย็นเยียบสายหนึ่งก็แล่นปราดเข้าสู่ร่างกายของเด็กน้อย หินสีดำอมแดงทอประกายเรืองรองขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะดับวูบไปอย่างรวดเร็วจนไม่มีใครทันสังเกตเห็น ยกเว้นหลินเยว่ซินที่ตาไวพอจะจับความผิดปกตินั้นได้
ครืน... ครืน...
เสียงสะเทือนแผ่วเบาดังมาจากใต้ฝ่าเท้า คล้ายเสียงของเหลวจำนวนมากกำลังเคลื่อนตัวปะทะกับแผ่นดิน
จิ้งเหยียนชะงัก รีบดึงตัวเสี่ยวเป่าถอยห่างจากปากบ่อ “เสียงอะไรน่ะ บ่อจะถล่มหรือเปล่า”
“ไม่ใช่” หลินเยว่ซินดวงตาเบิกกว้าง นางก้าวเข้าไปชะโงกดูในบ่ออีกครั้ง
ภาพที่เห็นทำให้นางต้องกลั้นหายใจ ดินแตกระแหงที่ก้นบ่อกำลังค่อยๆ ปริแยกออก น้ำสีใสแจ๋วราวกับผลึกแก้วกำลังผุดซึมขึ้นมาจากรอยแยกเหล่านั้น มันไม่ได้พุ่งทะลักรุนแรง แต่ค่อยๆ ไหลรินและเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่นานนัก น้ำก็เริ่มเอ่อท่วมเศษใบไม้ และไต่ระดับสูงขึ้นมาเรื่อยๆ จนหยุดอยู่ที่ระดับความลึกราวหนึ่งจั้งครึ่งจากปากบ่อ
จิ้งเหยียนและจิ้งอวี้ที่ตามมาดูถึงกับเบิกตาค้าง ปากอ้าค้างด้วยความตกตะลึง
บ่อน้ำที่แห้งขอดมานับสิบปี จู่ๆ กลับมีน้ำซึมขึ้นมาจนเต็มบ่อได้อย่างปาฏิหาริย์
“น้ำ... น้ำจริงๆ ด้วย!” จิ้งเหยียนละล่ำละลัก รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยความแข็งกร้าวมาตลอดเป็นครั้งแรก เขาหันมองหน้าน้องชายและพี่สาวสลับกันไปมา ความตื่นเต้นดีใจทำให้เขาลืมความบาดหมางไปชั่วขณะ
หลินเยว่ซินลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก นางหันไปมองก้อนหินประหลาดที่เสี่ยวเป่าเพิ่งจับไปเมื่อครู่ สัญชาตญาณบอกนางว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ พลังบางอย่างของ ‘ว่าที่ราชาอสูร’ อาจจะไปกระตุ้นกลไกหรือตาน้ำวิเศษบางอย่างในพื้นที่แห่งนี้เข้าให้แล้ว
หมากกระดานแรกของการเอาชีวิตรอดในวันสิ้นโลก ถูกวางลงบนเขาชิงอวิ๋นอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
หญิงสาวหันกลับมาส่งยิ้มบางๆ ให้กับเด็กทั้งสาม ท่ามกลางแสงแดดยามสายที่สาดส่องลงมากระทบผิวน้ำในบ่อจนเป็นประกายระยิบระยับ
“เห็นหรือไม่” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่มั่นคง “ข้าบอกแล้ว ว่าที่นี่แหละ คือบ้านใหม่ของเรา”