ตอนที่ 3 หนี้ของคนตาย
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านรอยแตกของหลังคากระทบลงบนพื้นดินอัดแน่น หลินเยว่ซินยืดเส้นยืดสายขับไล่ความปวดเมื่อยจากการนั่งพิงขอบเตียงมาทั้งคืน นางปรายตามองไปบนเตียงไม้กระดาน หลินจิ้งอวี้ยังคงหลับสนิท แต่สีหน้าดูผ่อนคลายขึ้นมาก ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอไร้เสียงหอบเหนื่อยครากแคลงให้ได้ยิน ร่างกายของเด็กชายไม่ได้ร้อนรุ่มดั่งไฟสุมอีกต่อไป
ที่มุมห้อง หลินจิ้งเหยียนกำลังงัวเงียตื่นขึ้นมา เด็กชายขยี้ตา รีบผุดลุกขึ้นพุ่งตัวไปที่เตียงน้องชายทันที เมื่อหลังมือเล็กแตะลงบนหน้าผากของจิ้งอวี้และพบว่าอุณหภูมิกลับเป็นปกติ แววตาดุดันที่เคยมีก็อ่อนแสงลงวูบหนึ่ง เขาลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะตวัดสายตากลับมามองหญิงสาวที่กำลังเก็บกะละมังน้ำเช็ดตัว
ไม่มีคำขอบคุณหลุดจากปากเด็กชายวัยสิบสอง หลินเยว่ซินเองก็ไม่ได้คาดหวัง นางเพียงหยิบถ้วยยาเปล่าเดินออกไปล้างที่ลานซักล้างด้านนอก
แต่ความสงบยามเช้าอยู่ได้ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังตึงตังมาจากหน้าบ้าน ตามด้วยเสียงทุบประตูดังสนั่นหวั่นไหวราวกับจะพังมันเข้ามา
ปัง ปัง ปัง!
“เปิดประตู! นังตัวดี! อย่าคิดนะว่ามุดหัวอยู่ในกระดองแล้วพวกข้าจะหาเจ้าไม่เจอ!”
เสียงตะคอกหยาบคายดังก้อง หลินเสี่ยวเป่าที่เพิ่งตื่นนอนสะดุ้งสุดตัว วิ่งหน้าตื่นมาเกาะชายเสื้อพี่ชายคนโตแน่น จิ้งเหยียนคว้าท่อนไม้ที่วางอยู่ข้างเตียงขึ้นมาถือไว้โดยสัญชาตญาณ ขยับตัวบังน้องทั้งสองไว้ด้านหลัง
หลินเยว่ซินขมวดคิ้ว วางชามในมือลง เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนแล้วเดินไปดึงสลักประตูออก
บานประตูไม้ผุพังถูกถีบสวนเข้ามาอย่างแรงจนนางต้องก้าวถอยหลังไปสองก้าว ชายฉกรรจ์หน้าตาถมึงทึงสามคนก้าวอาดๆ เข้ามาในลานบ้าน นำโดย ‘อาหวัง’ นักเลงคุมบ่อนพนันท้ายตลาด รอยแผลเป็นทางยาวบนใบหน้าของเขากระตุกขึ้นเมื่อเห็นหน้าหญิงสาว
“นึกว่าตายเป็นผีเฝ้าบ้านไปแล้วเสียอีก” อาหวังแค่นเสียง “สัญญาสามวันเมื่อวานซืนหมดลงแล้ว หนี้พนันที่เจ้าค้างไว้ทั้งหมดยี่สิบห้าตำลึง เตรียมไว้พร้อมแล้วใช่หรือไม่”
“ยี่สิบห้าตำลึง?” หลินเยว่ซินทวนคำ เสียงของนางราบเรียบ “เมื่อวานเถ้าแก่หม่าเพิ่งมายึดปิ่นเงินของข้าไปตีเป็นดอกเบี้ยสิบห้าตำลึง ต้นเงินข้าค้างอยู่เพียงห้าตำลึง เหตุใดวันนี้จึงกลายเป็นยี่สิบห้าตำลึงไปได้”
“ถุย!” นักเลงลูกน้องถ่มน้ำลายลงพื้น “เถ้าแก่หม่ามันก็ส่วนของเถ้าแก่หม่า หนี้บ่อนมันคนละส่วนกัน! เจ้าค้างเงินนายท่านจางตั้งแต่ต้นเดือน ดอกเบี้ยทบต้น ต้นทบดอก คิดแค่ยี่สิบห้าตำลึงก็นับว่าเมตตามากแล้ว”
ข้ออ้างหน้าด้านๆ เช่นนี้ทำให้หลินเยว่ซินแค่นหัวเราะในลำคอ พวกมันเห็นว่านางเป็นเพียงสตรีตัวเปล่าไร้ที่พึ่ง จึงคิดจะมารีดเลือดกับปู กะจะสูบสมบัติชิ้นสุดท้ายของบ้านนี้ไปจนหมดเกลี้ยง
“บ้านข้าไม่มีเงินหรอก ข้าวสารจะกรอกหม้อกลายเป็นน้ำข้าวยังแทบไม่มีให้เห็น” นางกวาดสายตามองพวกอันธพาลอย่างไม่สะทกสะท้าน “หากอยากได้นัก ก็เอาชีวิตข้าไปแทนแล้วกัน”
“ปากดีนักนะอีตัวซวย!” อาหวังเงื้อมือขึ้นเตรียมจะตบหน้าหญิงสาวให้สั่งสอน
“ช้าก่อนอาหวัง อย่าเพิ่งลงไม้ลงมือเลย”
เสียงนุ่มนวลแต่แฝงความจอมปลอมดังแทรกขึ้นจากหน้าประตู ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา ท่าทางสำอางในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนก้าวเข้ามาในลานบ้าน มือหนึ่งถือพัดจีบโบกไปมาประหนึ่งบัณฑิตผู้ทรงภูมิ เขาส่งยิ้มบางๆ ให้พวกนักเลง ก่อนจะปรายตามองมาที่หลินเยว่ซินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเวทนา
‘เฉินห้าว’ ชายคนรักของเจ้าของร่างเดิม ชายผู้หลอกล่อให้หญิงสาวลุ่มหลงจนยอมขโมยเงินเก็บของครอบครัวไปเล่นพนัน และเป็นคนยุยงให้นางขายเสี่ยวเป่าเพื่อเอาเงินมาบำเรอความสุขของเขา
“น้องเยว่ซิน เจ้าดื้อรั้นเกินไปแล้ว” เฉินห้าวทอดเสียงอ่อนโยน ขยับเข้าไปใกล้หญิงสาว “ข้าได้ยินเรื่องเถ้าแก่หม่าเมื่อวานแล้ว เจ้าฉีกสัญญาขายทาสทิ้งทำไมกัน เด็กนั่นอยู่ไปก็เป็นภาระ เปลืองข้าวสุกเปล่าๆ ขายน้องชายเจ้าไปเสีย หนี้สินจะได้จบๆ”
จิ้งเหยียนที่แอบฟังอยู่หลังประตูบีบท่อนไม้ในมือแน่นจนข้อขาว แววตาของเขาเต็มไปด้วยความคั่งแค้น เขาเกลียดบุรุษผู้นี้พอๆ กับที่เกลียดพี่สาวตนเอง
“แล้วหนี้บ่อนยี่สิบห้าตำลึงนี่เล่า” หลินเยว่ซินถามกลับ เสียงของนางนิ่งสนิทจนคนฟังเดาอารมณ์ไม่ออก
เฉินห้าวคลี่พัดออก บังครึ่งล่างของใบหน้าเพื่อซ่อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง ข้าเจรจากับอาหวังให้แล้ว เพียงแค่เจ้าส่งมอบโฉนดที่ดินบนเขาชิงอวิ๋นมาให้ข้า ข้าจะรับหน้าเคลียร์หนี้ก้อนนี้ให้เอง ส่วนเจ้า... ก็เก็บเสื้อผ้าไปอยู่กับข้าที่บ้าน ไม่ต้องทนลำบากอดมื้อกินมื้ออยู่ที่นี่อีกต่อไป”
เขายื่นมือออกมาหมายจะกุมมือของหญิงสาวอย่างที่เคยทำมาตลอด ร่างเดิมมักจะหน้าแดงและยอมตกลงทุกอย่างเมื่อเขาใช้น้ำเสียงอ่อนหวานเช่นนี้
แต่ครั้งนี้ หลินเยว่ซินกลับเบี่ยงตัวหลบอย่างรังเกียจ
สายตาคมกริบของอดีตนักวิจัยกวาดมองเสื้อผ้าเนื้อดีของเฉินห้าว รอยยิ้มมุมปากของอาหวัง และจังหวะการสบตากันของคนทั้งสอง ทุกอย่างมันสอดคล้องกันจนน่าสะอิดสะเอียน
‘ไอ้สวะนี่ร่วมมือกับเจ้าหนี้จัดฉากมาบีบข้าชัดๆ’ นางคิดในใจ
“ช่างเป็นน้ำใจที่ประเสริฐแท้ๆ” หลินเยว่ซินเอ่ยขึ้น มุมปากยกยิ้มเย็นเยียบ “ท่านยอมจ่ายหนี้ยี่สิบห้าตำลึง แลกกับโฉนดที่ดินภูเขารกร้างที่ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้นงั้นหรือ เฉินห้าว ท่านเห็นข้าเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญาถึงเพียงนั้นเชียว”
เฉินห้าวชะงักไปเล็กน้อย “เยว่ซิน เจ้าพูดอะไรกัน ข้าทำไปเพราะรักและหวังดีต่อเจ้าล้วนๆ”
“หวังดี?” นางทวนคำเสียงสูง ก่อนจะก้าวฉับๆ กลับเข้าไปในเรือน ตรงดิ่งไปยังตู้เสื้อผ้าเก่าๆ ที่มุมห้อง นางล้วงมือเข้าไปใต้กระดานพื้นตู้แผ่นหนึ่งที่ขยับได้ ดึงเอาสมุดบัญชีปกสีน้ำตาลเล่มบางออกมา
การกระทำนั้นทำให้เฉินห้าวและพวกนักเลงหน้าตึงขึ้นมาทันที
หญิงสาวเดินกลับมาเผชิญหน้าพวกมัน เปิดสมุดบัญชีออกหน้าหนึ่งแล้วชูให้ทุกคนดู
“บัญชีหนี้สินของบ่อนนายท่านจาง” หลินเยว่ซินอ่านออกเสียงชัดถ้อยชัดคำ “วันที่เจ็ดเดือนสิบเอ็ด ยืมเงินห้าตำลึง วันที่สิบห้าเดือนสิบเอ็ด เฉินห้าวยืมเพิ่มอีกสามตำลึงลงชื่อประทับตราด้วยตนเอง... หนี้เดิมมีเพียงแปดตำลึง กฎหมายต้าเยี่ยนระบุชัดเจนว่าดอกเบี้ยเงินกู้ห้ามเกินหนึ่งส่วนต่อเดือน หากผ่านไปสองเดือน หนี้ทั้งหมดรวมดอกเบี้ยสูงสุดต้องไม่เกินเก้าตำลึงกับอีกหกเฉียน”
นางปิดสมุดบัญชีดังป้าบ สายตาจดจ้องไปที่ใบหน้าซีดเผือดของบุรุษชุดฟ้า
“ยี่สิบห้าตำลึงที่พวกท่านกล่าวอ้าง เป็นดอกเบี้ยหน้าเลือดที่ขูดรีดผิดกฎหมาย หากข้านำสมุดบัญชีเล่มนี้ไปตีกลองร้องทุกข์ที่ศาลาว่าการ พวกท่านคิดว่าใต้เท้าผู้ว่าการจะสั่งโบยพวกท่านกี่ไม้ และบ่อนของนายท่านจางจะถูกสั่งปิดกี่เดือน”
“นังแพศยา! เจ้ากล้าขู่ข้าเรอะ!” อาหวังคำรามลั่น ชักมีดสั้นสอดไส้ออกมาจากเอว
หลินเยว่ซินไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว นางเชิดหน้าขึ้น “ข้าขู่หรือไม่ ท่านลองฟันข้าดูสิ หากข้าเลือดตกยางออกแม้แต่หยดเดียว ข้าจะให้จิ้งเหยียนวิ่งทะลุประตูหลังไปแจ้งทางการเดี๋ยวนี้หลักฐานในมือข้ามัดตัวพวกท่านแน่นหนา โทษฐานปล่อยกู้ผิดกฎหมายและสมรู้ร่วมคิดหลอกลวงเอาทรัพย์สิน ท่านคิดว่านายท่านจางจะออกหน้าปกป้องสุนัขรับใช้ที่ทำงานพลาดอย่างท่าน หรือจะตัดหางปล่อยวัดเพื่อรักษาบ่อนเอาไว้เล่า”
คำขู่นั้นแทงทะลุจุดตายของนักเลงบ่อน อาหวังชะงักงัน เหงื่อเย็นผุดซึมตามไรผม เขาเป็นแค่อันธพาลปลายแถว หากเรื่องถึงศาล นายท่านจางย่อมจับเขาโยนรับผิดแทนแน่นอน
เฉินห้าวเห็นท่าไม่ดี รีบก้าวเข้ามายืนขวาง “เยว่ซิน เจ้าอย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เลย สมุดบัญชีนั่นมันของปลอม เจ้าสับสนไปหมดแล้ว ส่งมันมาให้ข้าเถอะ”
เขาพยายามจะเอื้อมมือมาแย่งสมุด แต่หลินเยว่ซินเบี่ยงหลบอย่างรวดเร็ว พร้อมกับใช้สันสมุดตบเข้าที่หลังมือของเขาอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง ‘เพียะ!’
“โอ๊ย! เจ้าทำบ้าอะไร!” เฉินห้าวสะบัดมือด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าที่เคยปั้นแต่งความอ่อนโยนบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ
“เก็บมือสกปรกของท่านไป เฉินห้าว” ดวงตาของหญิงสาววาวโรจน์ “ท่านหลอกปอกลอกข้า หลอกให้ข้าเอาเงินไปให้ท่านถลุงในบ่อน พอเงินหมดท่านก็ไปร่วมมือกับพวกมัน วางแผนจะเอาโฉนดที่ดินผืนสุดท้ายของข้าไปแบ่งกัน ท่านคิดว่าข้าจะยอมเป็นเหยื่อให้ท่านสูบเลือดสูบเนื้อไปจนตายอย่างนั้นหรือ”
“เจ้า... เจ้าเปลี่ยนไป” เฉินห้าวกัดฟันชี้หน้านาง “เจ้าเคยบอกว่ารักข้า ยอมทำทุกอย่างเพื่อข้า”
“ความรักกินไม่ได้หรอกนะ เฉินห้าว” นางสวนกลับด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “ตอนที่ข้าและน้องๆ เกือบอดตาย ท่านเคยเอาข้าวสารมาให้สักเม็ดหรือไม่ ตอนที่เถ้าแก่หม่ามาบีบบังคับเอาตัวเสี่ยวเป่า ท่านไปมุดหัวอยู่ที่ไหน บุรุษที่เก่งแต่หลอกใช้สตรีเช่นท่าน ไม่คู่ควรแม้แต่จะให้ข้าชายตามอง”
คำด่าทอที่ชัดเจนและไร้เยื่อใยราวกับมีดคมกริบเฉือนลงบนศักดิ์ศรีของชายหนุ่ม เฉินห้าวหน้าแดงสลับเขียว อับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี เขาไม่เคยคิดว่าสตรีโง่งมที่เคยเดินตามเขาต้อยๆ จะกล้าฉีกหน้าเขาต่อหน้าคนอื่นเช่นนี้
หลินจิ้งเหยียนที่ยืนดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่หลังบานประตู ถึงกับเผลอคลายมือที่กำท่อนไม้ออก นัยน์ตาของเด็กชายเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง หญิงสาวผู้นี้เคยหลงใหลบุรุษตรงหน้าจนยอมทิ้งทุกอย่าง แต่วันนี้นางกลับด่าทอเขาอย่างไม่ไว้หน้า แถมยังมองทะลุแผนการสกปรกได้อย่างเฉียบขาด
นางมิใช่หญิงโง่เขลาคนเดิมอีกต่อไปแล้วจริงๆ
“กลับไปซะ” หลินเยว่ซินประกาศกร้าว “หนี้เก้าตำลึงหกเฉียน ข้าจะหาไปคืนที่บ่อนให้ครบภายในสิ้นเดือน หากพวกท่านกล้ามาก่อกวนที่นี่อีก ข้าจะเอาสมุดเล่มนี้ไปมอบให้ทางการ”
อาหวังขบกรามกรอด เขามองสมุดบัญชีในมือหญิงสาวสลับกับใบหน้าเอาเรื่องของนาง ก่อนจะถ่มน้ำลายลงพื้นอีกครั้ง “ฝากไว้ก่อนเถอะนังตัวดี สิ้นเดือนหากเจ้าไม่มีเงินมาคืน ข้าจะเผาบ้านเจ้าทิ้งซะ ไปเว้ย!”
นักเลงทั้งสามกระทืบเท้าเดินออกจากลานบ้านไปอย่างหัวเสีย เฉินห้าวที่ยืนเค้งอยู่คนเดียวก็ไม่อาจทนสายตาเย้ยหยันของหลินเยว่ซินได้อีก เขาสะบัดแขนเสื้อเดินหนีตามออกไป โดยไม่ลืมหันมาทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงอาฆาต
“เจ้าจะต้องเสียใจที่ทำกับข้าเช่นนี้ หลินเยว่ซิน!”
เมื่อกลุ่มคนกวนใจจากไปจนลับสายตา หลินเยว่ซินก็ปิดประตูบ้านลงกลอนอย่างแน่นหนา นางถอนหายใจยาวๆ แผ่นหลังพิงกับบานประตู ความตึงเครียดที่ฝืนทนไว้ค่อยๆ คลายลง หากเมื่อครู่พวกมันไม่กลัวกฎหมายและบุกเข้ามาแย่งสมุด นางก็ไม่รู้จะรับมือด้วยกำลังของสตรีตัวเปล่าได้อย่างไร
“ทำไม”
เสียงแหบห้าวของเด็กชายดังขึ้น หญิงสาวลืมตาขึ้นมอง หลินจิ้งเหยียนยืนอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว แววตาของเขามีความสับสนและไม่เข้าใจปิดบังไว้ไม่มิด
“ทำไมเจ้าถึงไม่ตามเขาไป” จิ้งเหยียนถามต่อ “เขาบอกว่าจะใช้หนี้ให้ จะพาเจ้าไปอยู่ด้วย นั่นไม่ใช่สิ่งที่เจ้าต้องการมาตลอดหรอกหรือ”
หลินเยว่ซินเดินไปนั่งลงบนม้านั่งเตี้ยๆ ที่ลานบ้าน นางรินน้ำชาเย็นชืดจากป้านเก่าๆ ใส่ถ้วยแล้วยกขึ้นจิบ “ข้าบอกแล้วว่าความรักมันกินไม่ได้ อีกอย่าง คนที่ร่วมมือกับเจ้าหนี้มาบีบเอาโฉนดที่ดินของคนรัก เจ้าคิดว่าเขาจะเลี้ยงดูข้าอย่างดีหรือ พอได้โฉนดไป เขาก็คงถีบหัวข้าส่ง หรือไม่ก็ขายข้าเข้าซ่องเพื่อเอาเงินไปเล่นพนันต่อ”
เด็กชายเม้มปากแน่น เหตุผลของนางทะลุปรุโปร่งจนเขาเถียงไม่ออก
ขณะนั้นเอง หลินจิ้งอวี้ที่พยุงตัวออกมายืนพิงกรอบประตูห้องตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครสังเกต ก็เอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้งแต่แฝงความเฉียบแหลม
“แล้วเหตุใดเขาถึงต้องการโฉนดที่ดินบนเขาชิงอวิ๋นนักเล่า ที่ดินตรงนั้นเป็นแค่ภูเขาหิน ปลูกข้าวก็ไม่ได้ สร้างเรือนก็ยากลำบาก ท่านพ่อบอกว่าเป็นเพียงที่ดินรกร้างที่ไม่มีใครเอาไม่ใช่หรือ”
คำถามของจิ้งอวี้ราวกับสายฟ้าแลบแปลบปลาบในหัวของหลินเยว่ซิน นางชะงักถ้วยชาในมือ ความทรงจำจากนิยายที่เคยอ่านพุ่งปรี๊ดเข้ามาปะติดปะต่อกันอย่างรวดเร็ว
ในนิยายวันสิ้นโลก... ฝนสีแดงและหมอกโลหิตจะปกคลุมไปทั่วแผ่นดินต้าเยี่ยน ผู้ที่สูดดมจะติดเชื้อและกลายร่างเป็นศพเดินได้ แหล่งน้ำจะปนเปื้อน พืชพรรณจะกลายพันธุ์เป็นอสูรกินเนื้อ
แต่มีเพียงไม่กี่สถานที่บนโลกที่รอดพ้นจากหมอกโลหิตได้อย่างปาฏิหาริย์ หนึ่งในนั้นคือพื้นที่ที่มีพลังปราณบรรพกาลคุ้มครอง
เขาชิงอวิ๋น!
นางเบิกตากว้าง หวนนึกถึงเนื้อเรื่องตอนที่เฉินห้าวกลายเป็นหัวหน้ากลุ่มผู้รอดชีวิตที่มีพลังไฟ เขาตั้งฐานที่มั่นอันแข็งแกร่งบนภูเขาแห่งหนึ่ง ซึ่งผู้คนพากันเรียกว่า ‘ป้อมปราการชิงอวิ๋น’
ที่แท้ไอ้สวะนั่นก็รู้ความลับบางอย่าง หรืออาจจะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของธรรมชาติที่กำลังจะเกิดขึ้น มันถึงได้พยายามทุกวิถีทางเพื่อฮุบที่ดินผืนนี้ไปเป็นของตนเอง
“จิ้งอวี้ เจ้าพูดถูก” หลินเยว่ซินผุดลุกขึ้นยืน นัยน์ตาทอประกายมุ่งมั่นบางอย่างที่เด็กทั้งสองไม่เคยเห็น “เขาชิงอวิ๋นไม่ใช่ภูเขารกร้าง มันคือสมบัติล้ำค่าที่สุดที่เรามี”
นางหันไปมองหน้าเด็กชายทั้งสอง ก่อนจะประกาศการตัดสินใจที่ทำให้จิ้งเหยียนต้องเบิกตาค้าง
“พวกเราจะเก็บของ เราจะย้ายไปอยู่บนเขาชิงอวิ๋นกันวันนี้เลย!”