บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 2 ข้าวต้มชามแรก

แสงอัสดงลับขอบฟ้าทิ้งไว้เพียงความมืดมิดที่กลืนกินหมู่บ้านเชิงเขา หลินเยว่ซินผลักบานประตูไม้ผุพังให้เปิดออก เสียงบานพับดังเอี๊ยดอ๊าดทำลายความเงียบงันภายในเรือนดินซอมซ่อ นางก้าวเท้าข้ามธรณีประตูพร้อมกับตะกร้าสานบนหลังที่บัดนี้ไม่ได้ว่างเปล่าอีกต่อไป

โชคยังดีที่ความรู้ด้านพฤกษศาสตร์ในชาติก่อนไม่สูญเปล่า พื้นที่ตีนเขาชิงอวิ๋นแม้จะถูกชาวบ้านถางไปมาก แต่ป่าชั้นนอกก็ยังมีพืชพรรณซุกซ่อนอยู่ นางอาศัยช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนค่ำขุดมันป่ามาได้หัวสองหัว และที่โชคดีที่สุดคือการบังเอิญเจอเถา ‘จินอิ๋นฮวา’ หรือดอกสายน้ำผึ้งป่าที่กำลังบานสะพรั่ง สมุนไพรชนิดนี้มีฤทธิ์ขับพิษร้อนถอนพิษไข้ นางจึงเด็ดมันไปแลกเปลี่ยนที่โรงหมอของท่านตาซุนเหอท้ายหมู่บ้าน

หมอชราประหลาดใจนักที่สตรีไม่ได้ความเช่นนางรู้จักสมุนไพร แต่ก็ยอมแลกข้าวสารหยาบครึ่งถุงเล็ก ไข่ไก่สองฟอง และเทียบยาต้มลดไข้มาให้ นับว่าต่อชีวิตไปได้อีกมื้อสองมื้อ

ภายในเรือนเงียบกริบ ไร้ตะเกียง ไร้แสงไฟ มีเพียงแสงจันทร์เสี้ยวที่สาดส่องผ่านรอยแตกของหลังคาคาบเกี่ยวลงมากลางห้อง

เมื่อสายตาเริ่มชินกับความมืด หลินเยว่ซินก็เห็นเงาตะคุ่มซุกตัวอยู่ที่มุมเดิม หลินเสี่ยวเป่ายังคงนั่งกอดเข่าคุดคู้ มือเล็กจิ๋วของเด็กน้อยกำแน่นอยู่ที่หน้าอกเสื้อ ปกป้องเศษหมั่นโถวแข็งกระด้างราวกับเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายบนโลกใบนี้

“เสี่ยวเป่า พี่กลับมาแล้ว” นางเอ่ยเสียงเบา พลางปลดตะกร้าลงจากหลัง

เด็กน้อยสะดุ้งเฮือก เงยหน้าขึ้นมองนางด้วยดวงตาเบิกกว้าง ริมฝีปากแห้งผากเม้มเข้าหากันแน่น ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงตอบรับ ท่าทางหวาดกลัวราวกับลูกนกตกน้ำนั้นทำให้นางลอบถอนหายใจ

“จิ้งเหยียนล่ะ” นางถามพลางจุดตะเกียงน้ำมันตะขบที่เหลือค้างอยู่ก้นถ้วย แสงไฟสีส้มสลัวสว่างวาบขึ้น ขับไล่ความมืดออกไปได้เพียงเล็กน้อย

“พะ... พี่ใหญ่อยู่ในห้องขอรับ” เสี่ยวเป่าตอบเสียงสั่นเครือ ชี้มือสั่นเทาไปยังประตูด้านใน “พี่รองไอหนักมาก ตัวร้อนจี๋เลย”

หลินเยว่ซินขมวดคิ้ว ขยับเท้าเตรียมจะเดินไปดู แต่อีกใจก็ชะงักไว้ จิ้งเหยียนไม่มีทางยอมให้นางเข้าใกล้จิ้งอวี้แน่ในยามนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้ไม่ใช่การเข้าไปทะเลาะกับเด็กหัวรั้น แต่คือการเติมกระเพาะอาหารที่ว่างเปล่าของทุกคนให้เต็ม และต้มยาให้เด็กที่กำลังป่วยหนัก

“รอเดี๋ยวนะ พี่จะไปทำมื้อค่ำ”

นางหันหลังเดินเข้าครัวแคบๆ ที่อยู่ติดกัน จัดการก่อไฟในเตาดินอย่างทุลักทุเล มือที่คุ้นชินกับการจับหลอดทดลองและมีดผ่าตัดพืชต้องมาจับหินเหล็กไฟตีกระทบกันจนมือแดงเถือก กว่าสะเก็ดไฟจะติดเศษฟางก็เล่นเอาหอบเหนื่อย

เมื่อไฟติด นางจัดการล้างหม้อดินที่ฝุ่นเกาะหนาตื้น ตักน้ำจากโอ่งที่เหลือเพียงก้นกะละมังมาต้มให้เดือด ฝานมันป่าเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ลงไปเคี่ยวจนเปื่อยยุ่ย ก่อนจะซาวข้าวสารหยาบตามลงไป

เสียงน้ำเดือดปุดๆ คลุกเคล้ากับกลิ่นหอมของข้าวและมันป่าที่ระเหยขึ้นมาแตะจมูก มันเป็นเพียงอาหารพื้นๆ ที่ในยุคก่อนนางคงไม่ชายตามอง แต่สำหรับร่างกายที่อดอยากมาหลายวัน กลิ่นนี้กลับหอมหวนยิ่งกว่าอาหารเหลาชั้นเลิศ หลินเยว่ซินตอกไข่ไก่หนึ่งฟองใส่ชาม ตีจนเข้ากันแล้วค่อยๆ เทเป็นสายลงในหม้อข้าวต้ม คนให้ไข่สุกเป็นเส้นสีเหลืองทองน่ากิน โรยเกลือหยาบลงไปหยิบมือเพื่อปรุงรส

กลิ่นหอมกรุ่นของข้าวต้มไข่ใส่หัวมันลอยฟุ้งทะลุประตูครัวออกไปถึงห้องโถง

เมื่อนางยกถาดไม้ที่มีชามดินเผาสามใบวางเรียงกันออกมา เสี่ยวเป่าก็ลุกขึ้นยืนเกาะขอบประตูครัวตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้ ดวงตากลมโตของเด็กน้อยจ้องเป๋งไปที่ชามข้าวต้ม น้ำลายสอจนต้องลอบกลืนลงคออึกใหญ่ แต่ถึงกระนั้น ขาทั้งสองข้างก็ยังไม่กล้าก้าวเข้ามาใกล้นางอยู่ดี

ในขณะเดียวกัน ประตูห้องนอนเล็กก็เปิดออก หลินจิ้งเหยียนก้าวออกมาขวางหน้าประตู แววตาของเด็กชายวัยสิบสองปีดุดันและแข็งกร้าว สายตาของเขาตวัดมองชามข้าวต้มในมือหญิงสาว ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาสบตานางอย่างเย็นชา

“เจ้าเอาเงินจากไหนมาซื้อของพวกนี้” เสียงของจิ้งเหยียนแหบพร่าและเต็มไปด้วยความคลางแคลงใจ “หรือว่าขายอะไรในบ้านไปอีกแล้ว”

“ข้าขึ้นเขาไปขุดมันป่า กับเก็บสมุนไพรไปแลกที่โรงหมอตาซุนมา” นางตอบตามจริง พลางวางถาดไม้ลงบนโต๊ะกลางห้อง “มากินข้าวเถอะ ข้าต้มเผื่อจิ้งอวี้ด้วย”

“สมุนไพร? หึ!” จิ้งเหยียนแค่นเสียงหัวเราะเยาะ “คนอย่างเจ้าเนี่ยนะรู้จักสมุนไพร โกหกไม่เนียนเอาเสียเลย เจ้าใส่ยาอะไรลงไปในข้าวต้มพวกนี้ คิดจะวางยาพวกข้าแล้วเอาเสี่ยวเป่าไปขายตอนที่พวกข้าหลับใช่หรือไม่!”

คำกล่าวหานั้นรุนแรง แต่หลินเยว่ซินกลับไม่รู้สึกโกรธ นางเข้าใจดีว่าความหวาดระแวงนี้เป็นผลพวงมาจากการกระทำอันเลวร้ายของร่างเดิม หากจิ้งเหยียนยอมเชื่อใจนางง่ายๆ สิถึงจะเรียกว่าแปลก

นางไม่แก้ตัว ไม่ด่าทอ และไม่อธิบายให้มากความ หญิงสาวเพียงแค่หยิบช้อนไม้ขึ้นมา ตักข้าวต้มจากชามที่หมายตาไว้ให้จิ้งเหยียนขึ้นมาเป่าไล่ความร้อน แล้วส่งเข้าปากเคี้ยวกลืนลงคอไปคำโต

ความร้อนของข้าวต้มไหลลื่นลงสู่กระเพาะ สร้างความอบอุ่นไปทั่วร่างกาย นางตักกินอีกสองสามคำให้เห็นเต็มสองตา ก่อนจะวางช้อนลง

“ข้าวต้มมันป่าใส่ไข่ ปรุงรสด้วยเกลือ ไม่มีพิษหรอก” นางมองหน้าเด็กชายที่ยืนอึ้งไปเล็กน้อย “ถ้าข้าจะขายเสี่ยวเป่า ข้าปล่อยให้พวกเจ้าอดตายไปเลยไม่ดีกว่าหรือ จะเสียเวลาหาข้าวหายามาให้ทำไม”

จิ้งเหยียนเม้มปากแน่น เหตุผลของนางฟังขึ้น แต่ทิฐิและความเจ็บปวดในใจยังคงต่อต้าน แต่เสียงร้องจ๊อกๆ จากกระเพาะอาหารของเขากลับทรยศผู้เป็นนาย มันดังสนั่นจนเด็กชายหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย

“มากินเถอะ เสี่ยวเป่าก็หิวจนจะกินนิ้วตัวเองอยู่แล้ว” นางพยักพเยิดไปทางเด็กน้อยที่มองชามข้าวต้มตาละห้อย “ส่วนของจิ้งอวี้ ข้าจะยกเข้าไปให้เอง”

“ไม่ต้อง!” จิ้งเหยียนตวาด รีบพุ่งเข้ามากางแขนบังประตูห้องไว้แน่น “ข้าจะป้อนน้องข้าเอง เจ้าอย่าเข้ามายุ่ง”

หลินเยว่ซินถอนหายใจยาว “จิ้งอวี้ไข้ขึ้นสูง ข้าวต้มอย่างเดียวรักษาไม่ได้ ข้าได้เทียบยาจากหมอซุนมาด้วย ข้าจะไปต้มยาให้ ส่วนข้าวเจ้ายกเข้าไปป้อนน้องก็แล้วกัน”

พูดจบนางก็ไม่รอคำตอบ หมุนตัวกลับเข้าครัวไปจัดการต้มยาทันที ปล่อยให้จิ้งเหยียนยืนจ้องแผ่นหลังของนางด้วยสายตาสับสนปนหวาดระแวง

เมื่อเห็นพี่สาวลับสายตาไปแล้ว จิ้งเหยียนจึงรีบกวักมือเรียกเสี่ยวเป่า เด็กน้อยวิ่งเตาะแตะเข้ามาหา พี่ชายหยิบชามข้าวต้มที่หลินเยว่ซินเพิ่งกินไปเมื่อครู่ยื่นให้น้องคนเล็ก

“กินชามนี้” จิ้งเหยียนสั่งเสียงเฉียบขาด เขาเลือกชามที่แน่ใจว่าปลอดภัยที่สุดให้น้อง ส่วนตัวเองหยิบชามที่ยังไม่มีใครแตะต้องขึ้นมาถือไว้ แล้วเดินประคองชามอีกใบกลับเข้าห้องไปหาจิ้งอวี้

หลินเยว่ซินแอบมองลอดช่องประตูครัวออกมา นางเห็นการกระทำของจิ้งเหยียนทุกอย่าง ริมฝีปากบางยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เด็กคนนี้ฉลาด รอบคอบ และรักน้องเหนือสิ่งอื่นใด สมแล้วที่เป็นอดีตจอมมารผู้บัญชาการกองทัพอสูร หากดึงมาเป็นพวกได้ เขาจะเป็นเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดในวันสิ้นโลก

ครึ่งชั่วยามผ่านไป กลิ่นยาต้มขมปร่าก็ลอยฟุ้งไปทั่วบ้าน หลินเยว่ซินเทยาดำปี๋ใส่ชาม ถือกระโจมอกเดินมาที่หน้าห้องนอนเล็ก นางเคาะประตูเบาๆ สองครั้งก่อนจะผลักเข้าไปโดยไม่รอให้คนข้างในอนุญาต

ภายในห้องแคบๆ มีเพียงเตียงไม้กระดานปูด้วยฟางและผ้าห่มเก่าขาดวิ่น บนนั้นมีร่างเล็กจ้อยของจิ้งอวี้ นอนขดตัวสั่นสะท้านอยู่ เด็กชายวัยเก้าขวบแต่ตัวเล็กผอมบางราวกับเด็กหกขวบ ใบหน้าที่เคยงดงามตามคำบรรยายในนิยายบัดนี้ซีดเผือด ซีดเซียวจนแทบจะกลืนไปกับสีผ้าห่ม เหงื่อเม็ดโตผุดพรายเต็มหน้าผาก ริมฝีปากแห้งแตกเป็นขุยเผยอปากหอบหายใจอย่างยากลำบาก

จิ้งเหยียนนั่งอยู่ริมเตียง มือหนึ่งถือชามข้าวต้มที่พร่องไปเพียงครึ่งเดียว อีกมือถือผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าให้น้องชาย เมื่อเห็นนางเดินเข้ามา เขาก็ผุดลุกขึ้นยืนทันที แววตาเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจน

“ยาลดไข้” นางยื่นชามยาให้ “ให้เขากินตอนที่ยังอุ่นๆ จะได้ออกฤทธิ์เร็วขึ้น”

จิ้งเหยียนรับชามยามาอย่างลังเล เขาก้มลงดมกลิ่น กลิ่นขมของสมุนไพรแตะจมูกชัดเจน แต่ใครจะรู้ว่ามียาพิษซ่อนอยู่หรือไม่

“ข้าไม่รู้ว่าเจ้ามีแผนอะไร” เด็กชายกัดฟันพูดเสียงลอดไรฟัน “แต่ถ้าจิ้งอวี้เป็นอะไรไป ข้าเอาเจ้าตายแน่”

“ถ้าเขาตาย ข้าก็คงไม่ได้เงินหรอกจริงไหม รีบป้อนเถอะ ปล่อยไว้นานไข้จะกินสมองจนกลายเป็นคนโง่เอาได้” นางใช้คำพูดที่ดูไร้เยื่อใยเพื่อลดความระแวงของเขา บางครั้งการทำตัวเป็นแม่พระก็ทำให้คนสงสัยมากกว่าการทำตัวเห็นแก่ตัวนิดๆ

จิ้งเหยียนแค่นเสียง ประคองศีรษะน้องชายขึ้นมาจรดริมฝีปากกับขอบชาม จิ้งอวี้ละเมอครางเบาๆ เมื่อความขมไหลลงคอ เขาพยายามเบือนหน้าหนี แต่พี่ชายก็พยายามกล่อมจนยอมกลืนลงไปได้ค่อนชาม

“ข้าจะเช็ดตัวให้เขา เจ้าไปพักเถอะ” หลินเยว่ซินเดินไปหยิบกะละมังไม้น้ำอุ่นที่เตรียมมาด้วย บิดผ้าผืนเล็กให้หมาด

“ไม่ต้อง ข้าทำเอง” จิ้งเหยียนแย่งผ้าไปจากมือนางทันที

“เจ้าเพิ่งโดนซ้อมมา ร่างกายเจ้าก็บอบช้ำไม่ต่างกัน” นางกวาดตามองรอยฟกช้ำตามแขนและใบหน้าของเขา “ไปนอนซะ พรุ่งนี้ยังมีเรื่องต้องทำอีกเยอะ ถ้าเจ้าล้มไปอีกคน ใครจะปกป้องเสี่ยวเป่ากับจิ้งอวี้”

ประโยคสุดท้ายแทงใจดำเด็กชายอย่างจัง เขาชะงักไป ความเหนื่อยล้าจากการถูกทุบตีและการอดนอนเริ่มโจมตีร่างกายอย่างหนักหน่วง แม้ใจอยากจะเฝ้าน้อง แต่หนังตากลับหนักอึ้งจนแทบจะลืมไม่ขึ้น

จิ้งเหยียนยอมถอยออกมานั่งพิงผนังห้องด้านหนึ่ง แต่ดวงตายังคงเบิกกว้างจ้องมองทุกการกระทำของหญิงสาวไม่วางตา

หลินเยว่ซินไม่ได้สนใจสายตาจับผิดนั้น นางนั่งลงริมเตียง ค่อยๆ ปลดเสื้อผ้าเก่าขาดของจิ้งอวี้ออก ร่างกายของเด็กเก้าขวบผอมจนเห็นซี่โครงทุกซี่ นางรู้สึกสะท้อนในใจอย่างบอกไม่ถูก มือบางจับผ้าชุบน้ำอุ่นค่อยๆ ลูบไล้เช็ดตามซอกคอ ข้อพับ และแผ่นหลัง เพื่อระบายความร้อนออกจากร่างกาย

จังหวะที่นางสอดมือเข้าไปใต้ผ้าห่มเพื่อเช็ดแขนให้เขา ปลายนิ้วของนางบังเอิญสัมผัสเข้ากับวัตถุบางอย่างที่แข็งและคมกริบ

หลินเยว่ซินชะงักมือเล็กน้อย ก้มลงมองผ่านแสงสลัว

จิ้งอวี้ไม่ได้หลับสนิท เปลือกตาของเขาเผยอขึ้นเพียงเสี้ยวเดียว ดวงตาดำขลับที่ซ่อนอยู่ภายใต้แพขนตาจ้องมองนางด้วยแววตาเย็นเยียบเกินเด็กวัยเก้าขวบ และในมือเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าห่มนั้น กำเศษกระเบื้องแตกคมกริบเอาไว้แน่นจนเลือดซึม

เขาเตรียมพร้อมเสมอ หากนางมีท่าทีจะทำร้ายเขา เศษกระเบื้องนั้นคงพุ่งเสียบเข้าที่ลำคอของนางอย่างไม่ต้องสงสัย

อนาคต ‘หมอพิษมรณะ’ ผู้สังหารคนทั้งเมืองด้วยโรคระบาด ไม่ใช่ตัวละครที่จะมานั่งรอให้ใครรังแกง่ายๆ แม้จะอยู่ในสภาพไข้ขึ้นสูง เขาก็ยังมีสัญชาตญาณระวังภัยเต็มเปี่ยม

หญิงสาวทำทีเป็นมองไม่เห็น นางไม่ดึงเศษกระเบื้องออกจากมือเขา แต่กลับค่อยๆ ขยับมือเช็ดแขนให้เขาอย่างเบามือที่สุด นุ่มนวลเสียจนจิ้งอวี้เผลอคลายมือที่กำแน่นออกเล็กน้อย

“หลับซะนะ พรุ่งนี้ไข้ก็ลดแล้ว” นางกระซิบเสียงแผ่ว ลูบผมที่ชื้นเหงื่อของเขาเบาๆ

ความอบอุ่นที่ส่งผ่านฝ่ามือ และจังหวะการเช็ดตัวที่สม่ำเสมอ ทำให้ความตึงเครียดในร่างกายของจิ้งอวี้ค่อยๆ คลายลง ความเหนื่อยล้าจากพิษไข้ดึงตัวเขาให้จมดิ่งลงสู่ห้วงนิทราในที่สุด มือเล็กที่กำเศษกระเบื้องไว้หลุดร่วงลงข้างลำตัว ปล่อยให้อาวุธชิ้นสุดท้ายตกลงบนฟูกนอน

หลินเยว่ซินนั่งเฝ้าไข้เปลี่ยนผ้าชุบน้ำเช็ดตัวให้จิ้งอวี้ตลอดทั้งคืน โดยมีจิ้งเหยียนที่ฝืนถ่างตาไม่ไหวเผลอหลับพิงผนังห้องไปตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้ ส่วนเสี่ยวเป่านั้นมุดตัวเข้ามานอนขดอยู่ปลายเตียงตั้งแต่กินข้าวต้มเสร็จ

ค่ำคืนอันยาวนานผ่านพ้นไปพร้อมกับแสงแรกของรุ่งอรุณที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างบานเล็ก

หลินเยว่ซินยกมือขึ้นนวดขมับที่เต้นตุบๆ จากการอดนอน นางเอื้อมมือไปแตะหน้าผากจิ้งอวี้เป็นครั้งสุดท้าย ความร้อนระอุเมื่อคืนมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงอุณหภูมิร่างกายปกติ เสียงลมหายใจของเด็กชายสม่ำเสมอและสงบลงมาก

นางถอนหายใจด้วยความโล่งอก ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างเงียบเชียบเพื่อไม่ให้เด็กๆ ตื่น ขยับผ้าห่มคลุมตัวให้จิ้งอวี้และเสี่ยวเป่า ก่อนจะหมุนตัวเตรียมเดินออกจากห้องไปเตรียมมื้อเช้า

[ระบบพิทักษ์ครอบครัว: แจ้งเตือน]

เสียงโมโนโทนดังขึ้นในหัวพร้อมกับหน้าจอสีฟ้าที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า

[การดูแลเอาใจใส่ตลอดคืนส่งผลต่อเป้าหมาย] [ความไว้ใจของหลินเสี่ยวเป่าเพิ่มขึ้น 2% (ปัจจุบัน 14%)] [ความไว้ใจของหลินจิ้งเหยียน: 5% (ไม่มีการเปลี่ยนแปลง)] [ความไว้ใจของหลินจิ้งอวี้: 3% (ไม่มีการเปลี่ยนแปลง)]

หลินเยว่ซินมองตัวเลขที่แทบไม่ขยับของเด็กโตทั้งสองแล้วก็ได้แต่ยิ้มขื่นในใจ

‘เอาเถอะ อย่างน้อยไข้ก็ลดแล้ว การจะทลายกำแพงน้ำแข็งในใจเด็กพวกนี้ คงต้องใช้เวลาและความอดทนมากกว่าข้าวต้มเพียงชามเดียว’

นางเดินออกจากห้องไป ทิ้งเรื่องความกังวลไว้เบื้องหลัง เพราะวันนี้นางยังมีเรื่องสำคัญกว่าที่ต้องจัดการ... หนี้สินยี่สิบตำลึงของเถ้าแก่หม่า และพวกปลิงดูดเลือดที่กำลังจะดาหน้ากันเข้ามาทวงหนี้ของคนตาย!
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel