ตอนที่ 1 สัญญาขายเด็ก
ความปวดร้าวแล่นริ้วจากท้ายทอยขึ้นมาถึงขมับราวกับถูกค้อนเหล็กทุบ หลินเยว่ซินพยายามลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่รับรู้คือกลิ่นอับชื้นของดินโคลนผสมกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยแตะจมูก ตามมาด้วยเสียงร้องไห้จ้าของเด็กเล็กที่ดังบาดโสตประสาท
“พี่ใหญ่ อย่าขายข้า! ข้าจะกินให้น้อยลง ข้าจะทำงานทุกอย่าง อย่าเอาข้าไปเลยนะขอรับ!” เสียงเล็กแหบพร่าเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด
ภาพตรงหน้าค่อยๆ ชัดเจนขึ้น หลินเยว่ซินพบว่าตนเองกำลังถูกชายร่างท้วมหน้าตาเหี้ยมเกรียมบีบข้อมือแน่นจนกระดูกแทบแหลก ชายคนนั้นกำลังฝืนบังคับให้นิ้วหัวแม่มือของเธอประทับลงบนแท่นหมึกสีชาด ถัดไปบนโต๊ะไม้ผุพังมีกระดาษสัญญาแผ่นหนึ่งวางอยู่ เนื้อความบนนั้นระบุชัดเจนว่าเป็นสัญญาซื้อขายทาสขาดตลอดชีวิต แลกกับเงินเพียงยี่สิบตำลึง
ที่มุมห้อง เด็กชายตัวผอมบางแก้มกลมเปื้อนคราบน้ำตากำลังถูกชายฉกรรจ์อีกคนหิ้วปีกขึ้นจากพื้น ขาทั้งสองข้างของเด็กน้อยพยายามเตะถีบกลางอากาศดิ้นรนสุดชีวิต ขณะที่เด็กชายอีกคนซึ่งโตกว่า แต่สภาพร่างกายเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและเลือดซบอยู่ที่มุมปาก กำลังพยายามตะเกียกตะกายเข้ามาช่วยน้องชาย แม้เพิ่งจะถูกเตะอัดเข้าที่ชายโครงจนร่วงลงไปกองกับพื้นก็ตาม
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน
วินาทีนั้น ความทรงจำมากมายที่ไม่ใช่ของเธอไหลบ่าเข้าสู่สมองอย่างรวดเร็ว หลินเยว่ซิน อดีตนักวิจัยด้านพืชและสมุนไพรผู้เพิ่งเสียชีวิตจากการถูกซากอาคารถล่มทับระหว่างเข้าไปช่วยเด็ก ได้เข้ามาอยู่ในร่างของหญิงสาวชื่อเดียวกันในแคว้นต้าเยี่ยน ร่างเดิมนี้มีนิสัยเห็นแก่ตัว ผีพนันเข้าสิง และเชื่อคำหวานของชายคนรักจนยอมผลาญสมบัติทุกอย่างในบ้าน และตอนนี้กำลังจะถึงขั้นขายน้องชายคนเล็กเพื่อเอาเงินไปใช้หนี้พนัน!
เด็กสามคนในบ้านนี้คือ หลินจิ้งเหยียน หลินจิ้งอวี้ และหลินเสี่ยวเป่า
หัวใจของหลินเยว่ซินกระตุกวูบ ชื่อพวกนี้มันคุ้นเคยเกินไป นี่คือตัวละครในนิยายวันสิ้นโลกที่เธอเพิ่งอ่านจบ และเด็กสามคนนี้ก็คือ ‘สามจอมมาร’ ผู้ที่จะกลายเป็นฝันร้ายของมวลมนุษยชาติและเปิดประตูแดนอสูรเพื่อทำลายล้างโลกในอนาคต
[ระบบพิทักษ์ครอบครัวเริ่มทำงาน]
เสียงโมโนโทนเย็นชาดังขึ้นในหัวของเธอโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย
[ภารกิจแรก: ยับยั้งการขายหลินเสี่ยวเป่าภายในหนึ่งเค่อ หากล้มเหลว โอกาสที่เป้าหมายจะเข้าสู่เส้นทางจอมมารจะเพิ่มขึ้นจนไม่อาจแก้ไขได้]
หลินเยว่ซินสะบัดศีรษะไล่ความมึนงง สัญชาตญาณเอาตัวรอดของคนที่เพิ่งผ่านความตายมาหมาดๆ ทำให้เธอได้สติกลับมาอย่างสมบูรณ์
“ประทับตราลงไปสิหนังสือนังแพศยา จะมัวยึกยักหาบิดาเจ้าหรือ เงินยี่สิบตำลึงนี่มากพอจะล้างหนี้พนันที่เจ้าก่อไว้แล้ว” ชายร่างท้วม หรือเถ้าแก่หม่า พ่อค้าทาสเถื่อนตวาดลั่น พร้อมกับออกแรงกดนิ้วของเธอให้เข้าใกล้กระดาษสัญญามากขึ้น
“ปล่อยมือข้า” เสียงของหญิงสาวราบเรียบ เย็นเยียบจนเถ้าแก่หม่าชะงักไปครู่หนึ่ง
หญิงสาวขี้ขลาดที่เคยโวยวายเอาแต่ใจคนนั้นหายไปไหน เหตุใดแววตาที่มองมาจึงดูเหมือนคมมีดที่พร้อมจะเชือดคอเขา
เมื่อเห็นอีกฝ่ายชะงัก หลินเยว่ซินไม่รอช้า เธอออกแรงบิดข้อมือตามหลักข้อต่อร่างกาย พลิกหลุดจากการเกาะกุมของชายร่างท้วมอย่างรวดเร็ว ก่อนจะคว้ากระดาษสัญญาบนโต๊ะมาฉีกทิ้งต่อหน้าต่อตาทุกคนในพริบตา
แคว่ก แคว่ก
เศษกระดาษปลิวว่อนตกลงบนพื้นดินเหนียว
“นี่เจ้าบ้าไปแล้วรึ” เถ้าแก่หม่าเบิกตากว้าง เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบด้วยความโกรธจัด “ฉีกสัญญาก็ไม่ได้แปลว่าหนี้ของเจ้าจะหายไปนะเว้ย จับตัวมันไว้”
ชายฉกรรจ์ที่จับตัวเสี่ยวเป่าอยู่ปล่อยเด็กลงพื้น แล้วทำท่าจะพุ่งเข้ามาหาเธอแทน
หลินเยว่ซินไม่ถอยหนี เธอเอื้อมมือไปด้านหลังศีรษะ ดึงปิ่นปักผมเงินแท้สลักลายดอกมู่หลานออกมา ปิ่นเล่มนี้เป็นของดูต่างหน้าชิ้นสุดท้ายของมารดาร่างเดิม ซึ่งร่างเดิมหวงแหนยิ่งกว่าชีวิตและไม่เคยยอมนำไปจำนำแม้จะไม่มีข้าวกินก็ตาม
“หยุดอยู่ตรงนั้น” หญิงสาวยกปิ่นในมือขึ้น ปลายแหลมของมันสะท้อนแสงสลัวในห้อง “เถ้าแก่หม่า หนี้ของข้ามีทั้งหมดยี่สิบตำลึง ปิ่นเงินเล่มนี้เป็นงานฝีมือจากช่างหลวงที่ท่านแม่ข้าเคยได้มาเป็นรางวัลสมัยยังสาว น้ำหนักและเนื้อเงินเอาไปโรงรับจำนำในเมือง อย่างน้อยที่สุดก็ต้องได้สิบห้าตำลึง”
เถ้าแก่หม่าหรี่ตาลง มองปิ่นในมือหญิงสาวด้วยความโลภ “สิบห้าตำลึงแล้วอย่างไร เจ้ายังขาดอีกห้าตำลึง”
“อีกห้าตำลึง ข้าจะหามาคืนให้ภายในเจ็ดวัน”
“ถุย น้ำหน้าอย่างเจ้าเนี่ยนะจะหาเงินห้าตำลึงได้ในเจ็ดวัน สู้เอาตัวน้องชายเจ้าไปขายให้ซ่องนายโลมซะตอนนี้เลยไม่ดีกว่ารึ ข้ามีคนจ่อคิวรอซื้อเด็กหน้าตาสะอาดสะอ้านแบบนี้เยอะแยะ”
หลินเยว่ซินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ แววตาของเธอไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย “ท่านคิดว่าข้าไม่รู้กฎหมายของต้าเยี่ยนหรือ กฎหมายระบุไว้ชัดเจน การซื้อขายทาสที่อายุต่ำกว่าสิบปี หากไม่มีผู้ใหญ่บ้านหรือญาติผู้ใหญ่สายตรงร่วมลงนามเป็นพยาน ถือเป็นการค้ามนุษย์เถื่อน โทษคือโบยห้าสิบไม้และเนรเทศไปเป็นแรงงานชายแดนตลอดชีวิต”
เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของพ่อค้าทาส “ข้าฉีกสัญญาไปแล้ว ตอนนี้ท่านไม่มีหลักฐานอะไรทั้งนั้น หากท่านกล้าแตะต้องตัวน้องชายข้า หรือพยายามลากเขาออกไปจากประตูบ้านแม้แต่ก้าวเดียว ข้าจะวิ่งไปตีกลองร้องทุกข์ที่ศาลาว่าการเดี๋ยวนี้ ดูสิว่าทางการจะเชื่อหญิงสาวที่ถูกบีบบังคับ หรือจะเชื่อพ่อค้าทาสที่มีประวัติสกปรกค้ามนุษย์เถื่อนอย่างท่าน”
คำขู่ที่ยกเอาข้อกฎหมายมาอ้างทำให้เถ้าแก่หม่าผงะไปทันที เขาทำธุรกิจมืดมานาน ย่อมรู้ดีว่าทางการเข้มงวดเรื่องการลักลอบค้าทาสเด็กมากแค่ไหน ปกติแล้วหญิงร้ายกาจตรงหน้าโง่เขลาเบาปัญญา แต่วันนี้กลับมีฝีปากกล้าและรู้จักอ้างกฎหมายมาข่มขู่กลับ
“ฝากไว้ก่อนเถอะนังตัวดี” เถ้าแก่หม่ากระชากปิ่นเงินจากมือเธอไปอย่างหัวเสีย “เจ็ดวัน หากเจ็ดวันเจ้ายังหาเงินห้าตำลึงมาคืนข้าไม่ได้ ข้าจะเอาตัวเจ้าไปขายที่ซ่องคณิกาชายแดนแทน”
พูดจบเขาก็ถ่มน้ำลายลงพื้นบ้าน พยักหน้าเรียกสมุนให้เดินกระแทกเท้าออกจากบ้านไป
ทันทีที่แผ่นหลังของคนทวงหนี้ลับสายตา ความเงียบอันหนักอึ้งก็เข้าปกคลุมบ้านดินซอมซ่อหลังนี้ทันที
หลินเยว่ซินถอนหายใจยาว ความเจ็บปวดที่ข้อมือยังคงเต้นตุบ เธอหันหน้าไปทางมุมห้อง หลินเสี่ยวเป่าวัยห้าขวบยังคงนั่งขดตัวอยู่บนพื้นดิน ใบหน้าเล็กเปื้อนฝุ่นและน้ำตาซุกอยู่ที่หัวเข่า เสียงสะอื้นสั่นเครือดังลอดออกมาเป็นระยะอย่างน่าสงสาร
เธอขยับเท้าก้าวเข้าไปหา ความตั้งใจแรกเพียงแค่อยากจะดูว่าเด็กน้อยบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่
แต่เพียงแค่ก้าวเดียว เงาร่างหนึ่งก็พุ่งพรวดเข้ามาขวางหน้าเธอไว้
หลินจิ้งเหยียน เด็กชายวัยสิบสองปี ผู้มีใบหน้าคมคายแต่ซูบตอบ สภาพของเขาดูแทบไม่ได้ หางคิ้วแตกมีเลือดซึม เสื้อผ้าขาดวิ่น เขายืนกางแขนบังเสี่ยวเป่าไว้ด้านหลัง ในมือขวาของเขากำเศษชามดินเผาที่แตกคมกริบไว้แน่นจนเลือดซึมออกมาตามง่ามนิ้วหยดลงบนพื้น
ดวงตาของจิ้งเหยียนที่มองมายังหญิงสาวเต็มไปด้วยความเกลียดชังและระแวดระวัง ราวกับลูกหมาป่าบาดเจ็บที่พร้อมจะสู้ตายเพื่อปกป้องน้องชายของตน
“อย่าเข้ามา” เสียงของเขาสั่นพร่าแต่แฝงไปด้วยจิตสังหาร “หากเจ้าแตะต้องเสี่ยวเป่าอีกแม้แต่ปลายนิ้ว ข้าจะแทงคอเจ้าให้ทะลุด้วยมือของข้าเอง”
หลินเยว่ซินชะงักฝีเท้า เธอช้อนตามองน้องชายคนโตของร่างนี้ อนาคตจอมมารโลหิตผู้บัญชาการกองทัพอสูรที่โหดเหี้ยม ตอนนี้เป็นเพียงเด็กชายตัวผอมที่ต้องแบกรับความโหดร้ายของโลกไว้บนบ่าเล็กๆ
เธอรู้ดีว่าความเกลียดชังนี้ไม่ได้มาอย่างไร้เหตุผล ร่างเดิมเคยทุบตี ดุด่า และเอาเปรียบพวกเขามานับไม่ถ้วน ความเชื่อใจมันพังทลายไปจนไม่เหลือชิ้นดีแล้ว การจะหวังให้เขาเชื่อว่าเธอเปลี่ยนเป็นคนดีในชั่วพริบตาเป็นเรื่องที่เพ้อเจ้อที่สุดในโลก
“พี่ใหญ่” เสียงเล็กๆ ของเสี่ยวเป่าดังขึ้นจากด้านหลังจิ้งเหยียน เด็กน้อยเกาะชายเสื้อพี่ชายแน่น ดวงตากลมโตมองมาที่เธออย่างหวาดกลัว “ข้าหิว ข้าทำงานได้ ข้าจะไปเก็บฟืน อย่าขายข้านะ”
คำพูดนั้นเหมือนเข็มแหลมนับพันเล่มทิ่มแทงลงกลางใจคนฟัง หลินเยว่ซินสูดลมหายใจลึก พยายามกดความรู้สึกสงสารและสมเพชตัวเองลงไปให้ลึกที่สุด
“ข้าจะไม่ขายใครทั้งนั้น” เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ชัดเจน และปราศจากการล้อเล่น “ปิ่นนั่นขัดดอกไปแล้ว ข้าบอกว่าจะหาเงินมาใช้หนี้ที่เหลือ ข้าก็ต้องหามาให้ได้”
หลินจิ้งเหยียนแค่นยิ้มหยัน “คนอย่างเจ้าน่ะหรือจะทำเพื่อพวกเรา เจ้าเพิ่งเสียปิ่นของท่านแม่ไป เพียงเพื่อซื้อเวลาให้ตัวเองรอดจากการถูกพวกมันซ้อมต่างหาก เจ้ามันก็แค่คนเห็นแก่ตัว”
หญิงสาวไม่ได้โต้เถียง เธอรู้ว่าคำพูดไม่มีความหมายเท่าการกระทำ เธอค่อยๆ ย่อตัวลงคุกเข่าบนพื้นดิน ให้ระดับสายตาอยู่ต่ำกว่าจิ้งเหยียนเล็กน้อย เพื่อลดท่าทีคุกคามลง
“เจ้าจะคิดอย่างไรก็ช่าง จิ้งเหยียน” เธอสบตาเขาตรงๆ “แต่จำคำข้าไว้ให้ดี ตั้งแต่นี้ต่อไป ข้า หลินเยว่ซิน จะไม่มีวันเอาพวกเจ้าไปแลกกับสิ่งใดอีก และถ้ามีใครหน้าไหนกล้ามาแตะต้องคนในบ้านนี้ มันผู้นั้นต้องข้ามศพข้าไปก่อน”
บรรยากาศในห้องตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง จิ้งเหยียนหรี่ตามองหญิงสาวตรงหน้า เขาพยายามค้นหาความเสแสร้งที่มักจะเห็นเป็นประจำจากผู้หญิงคนนี้ แต่กลับพบเพียงแววตาเด็ดเดี่ยวและนิ่งสงบอย่างประหลาด
เขากระชับเศษกระเบื้องในมือแน่นขึ้น ไม่ยอมคล้อยตามคำหวานหูพวกนี้เด็ดขาด ความรักของพี่สาวคนนี้มีราคาเสมอ และเขาจะไม่ยอมให้น้องชายต้องมาจ่ายมันอีก
“ไปดูจิ้งอวี้เถอะ” หลินเยว่ซินเปลี่ยนเรื่องเพื่อทำลายความกดดัน “เมื่อครู่ข้าได้ยินเสียงเขาไอหนักมากในห้องหลัง ใช่ว่าไข้กลับมาอีกแล้วหรือเปล่า”
เมื่อได้ยินชื่อน้องชายคนรอง จิ้งเหยียนก็ชะงักไปทันที เขากัดฟันแน่น หันขวับไปมองประตูห้องนอนเล็กที่ปิดสนิท ก่อนจะรีบโยนเศษกระเบื้องทิ้งและพุ่งตัวเข้าไปในห้องนั้นอย่างร้อนรน โดยไม่ลืมหันมาตวัดสายตาดุร้ายใส่เธอเป็นการเตือนว่าอย่าตามมาเด็ดขาด
หลินเสี่ยวเป่ายังคงยืนตัวสั่นอยู่ที่เดิม พอพี่ชายไม่อยู่เป็นเกราะกำบัง เด็กน้อยก็รีบหดตัวลีบติดกำแพง ก้มหน้างุดไม่กล้าสบตา
หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ เธอไม่เดินเข้าไปหา แต่เลือกที่จะเดินไปที่มุมครัวเก่าๆ แทน เปิดดูไหน้ำที่เหลือเพียงก้นไหและถังข้าวสารที่มีแต่ฝุ่นตะกอน ไม่มีอาหารเหลืออยู่เลยแม้แต่นิดเดียว
จนตอกจริงๆ ร่างเดิมผลาญทุกอย่างไปจนหมดสิ้นแล้ว
[ระบบพิทักษ์ครอบครัว: แจ้งเตือน]
[ภารกิจแรกสำเร็จ: ช่วยเหลือหลินเสี่ยวเป่าจากการถูกขาย]
[ได้รับแต้มครอบครัว: 0 แต้ม]
[หมายเหตุ: เนื่องจากเป้าหมายยังคงมีความหวาดกลัวและระแวงในตัวโฮสต์ระดับสูงสุด ความไว้ใจของหลินเสี่ยวเป่าเพิ่มขึ้น 2% (ปัจจุบัน 12%)]
[ความไว้ใจของหลินจิ้งเหยียน: 5% (ไม่มีการเปลี่ยนแปลง)]
[ความไว้ใจของหลินจิ้งอวี้: 3% (ไม่มีการเปลี่ยนแปลง)]
หลินเยว่ซินขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นตัวเลข ค่าความไว้ใจต่ำเตี้ยเรี่ยดินขนาดนี้ ไม่แปลกใจเลยที่เด็กพวกนี้จะกลายเป็นจอมมารในอนาคต โลกทอดทิ้งพวกเขาตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ด้วยซ้ำ
เธอหันกลับมามองเสี่ยวเป่าอีกครั้ง มือเล็กๆ สกปรกของเด็กน้อยล้วงเข้าไปในสาบเสื้อราวกับกำลังปกป้องสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิต เธอสังเกตเห็นรอยนูนใต้เสื้อนั้น
“เสี่ยวเป่า” เธอเรียกเสียงนุ่ม
เด็กน้อยสะดุ้งเฮือก ไหล่ลู่ลงทันที
“ในเสื้อนั่น ซ่อนอะไรไว้หรือ”
เสี่ยวเป่าส่ายหน้าหวือ น้ำตาร่วงแหมะ “มะ ไม่มีอะไรขอรับ พี่ใหญ่ข้าเปล่าซ่อนของมีค่า ข้าไม่ได้ขโมยอะไรมานะ”
เธอก้าวเข้าไปช้าๆ ไม่ให้เขารู้สึกถูกคุกคาม คุกเข่าลงอีกครั้ง เว้นระยะห่างพอสมควร “พี่ไม่ได้จะตีเจ้า พี่แค่ถามว่าซ่อนอะไรไว้ หิวใช่หรือไม่”
เด็กน้อยลังเลอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะค่อยๆ ล้วงมือเข้าไปในเสื้อ หยิบเอาเศษหมั่นโถวสีหม่นที่แข็งจนแทบจะปาหัวสุนัขแตกออกมา สภาพของมันมีรอยกัดเล็กๆ แหว่งไปเพียงนิดเดียว
“ข้า... ข้าเก็บไว้กินพรุ่งนี้” เสี่ยวเป่าพูดเสียงเครือ “ถ้าพี่ใหญ่หิว ข้าแบ่งให้ครึ่งหนึ่งก็ได้ แต่พี่ใหญ่... อย่าขายข้านะ”
คำพูดไร้เดียงสานั้นทำให้เธอรู้สึกปวดหนึบในอก เด็กห้าขวบในโลกเดิมควรจะได้กินขนมอร่อยๆ วิ่งเล่นในสนามหญ้า ไม่ใช่ต้องมาซ่อนเศษอาหารแข็งๆ ไว้ประทังชีวิตและหวาดกลัวว่าจะถูกขายเป็นทาส
เธอส่ายหน้าช้าๆ ส่งยิ้มบางๆ ที่พยายามให้ดูอ่อนโยนที่สุด “เก็บไว้เถอะ พี่ไม่แย่งของเจ้าหรอก หมั่นโถวนั่นแข็งเกินไปแล้ว เดี๋ยวพี่จะไปหาอะไรที่มันกินง่ายกว่านี้มาให้”
[ระบบขอแจ้งเตือนเวลาที่เหลือ]
หน้าจอโปร่งแสงสีฟ้าปรากฏขึ้นตรงหน้าเธอ เป็นตัวเลขที่กำลังนับถอยหลัง
[เหลือเวลาอีก 90 วัน ก่อนวันสิ้นโลกจะเริ่มต้น] [โปรดเตรียมตัวรับมือกับดาวหางโลหิตและการปนเปื้อนของแผ่นดิน]
หลินเยว่ซินหลับตาลงนิ่งๆ รับรู้ถึงภาระอันหนักอึ้งที่เพิ่งหล่นทับบ่า นิยายเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ซอมบี้หรือโรคระบาดธรรมดา แต่มันคือการกลายพันธุ์ของทั้งพืช สัตว์ และมนุษย์ โลกจีนโบราณที่อาวุธมีเพียงดาบและธนู จะเอาอะไรไปสู้กับสัตว์ประหลาดพวกนั้น
หากจะรอดไปให้ได้ เธอต้องเปลี่ยนเด็กสามคนนี้ให้กลายเป็นกำลังสำคัญ ไม่ใช่ศัตรูที่จะมาเชือดคอเธอในภายหลัง
และสิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่การวางแผนกู้โลก แต่เป็นการหาอาหารยัดปากเด็กพวกนี้ให้รอดตายไปก่อนในคืนนี้
เธอต้องออกไปหาอาหาร แต่ในบ้านไม่มีเงินเหลือสักอีแปะเดียว สายตาของเธอไปสะดุดกับตะกร้าสานเก่าๆ ทรงใบใหญ่ที่วางทิ้งไว้มุมลานซักล้างด้านนอก
ความรู้ด้านพฤกษศาสตร์สมุนไพรของเธอในยุคปัจจุบันผุดขึ้นมาในหัว หลังหมู่บ้านนี้คือตีนเขาชิงอวิ๋น แม้ชาวบ้านจะบอกว่าป่าชั้นนอกถูกถางไปจนหมดแล้ว แต่สำหรับนักวิจัยพันธุ์พืชอย่างเธอ ภูเขาก็คือคลังสมบัติขนาดใหญ่
“รออยู่นี่นะเสี่ยวเป่า ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด หากมีใครมาเคาะประตู อย่าเปิด ให้เรียกจิ้งเหยียน เข้าใจหรือไม่” เธอหันมากำชับ
เด็กน้อยพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย แม้แววตาจะยังมีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่
หลินเยว่ซินลุกขึ้นยืน คว้าตะกร้าสานและมีดพร้าบิ่นๆ เล่มหนึ่งที่วางพิงผนังไว้ ก่อนจะก้าวเดินออกจากประตูบ้านไป ทิ้งให้แสงยามเย็นสาดส่องเข้ามาในบ้านที่เงียบงัน
จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงโชคชะตา ไม่ใช่การวางแผนรบกับสัตว์อสูรที่ไหน แต่มันคือการดิ้นรนเอาชนะความอดอยากที่อยู่ตรงหน้านี้ต่างหาก