บทที่ 9 เจรจา
เปลือกตาสีอ่อนที่ปิดสนิทมาทั้งคืนผลจากความเหนื่อยล้า ค่อยๆเปิดขึ้นในช่วงเช้าของอีกวัน หากเป็นความฝันที่ไม่ว่าจะเลวร้ายแค่ไหน ก็ควรจะจบลงเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา แต่นี่..
กึก!
จากตาปรือที่งัวเงียจะต้องสู้รบกับแสงแดดสาดส่องผ่านช่องลมประตูเข้ามา คือค่อยๆเปิดตาขึ้นก่อนจึงจะถูก บัดนี้ข้ามขั้นตอนนั้นเป็นเบิกกว้างชนวนเหตุเพราะเสียงไม่เป็นมิตร และความอึดอัดจากการถูกพันธนาการแทน
ในดวงตาสีน้ำตาลเข้มโดดเด่นความแพรวพราวจากน้ำหล่อเลี้ยงคล้ายตาแมวที่ใครต่างเห็นเป็นต้องตกภวังค์ ยามนี้ได้เปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก หลังเห็นทุกอย่างชัดเจนขึ้นหลังกวาดมองไปรอบ แล้วก้มลงมองตัวเอง ชุดราตรีกำมะหยี่ที่ยับเยินไม่ต่างจากผิวหน้า เครื่องตกแต่งประทินโฉมเมื่อคืนหมดอายุการใช้งานไปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างไหลมากองรวมกัน โดยเฉพาะที่เขียนตา มาสคาร่า และอายไลเนอร์ ทำเธอเป็นผีบ้าดีๆนี่เอง และเรื่องที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ยังไม่ได้ทำให้ใจหายวาบเท่ากับโซ่ตรวน
ใช่ เธอถูกมัด!
ในห้องที่เคยหรูหรา ทว่าปัจจุบันเก่ากึก
ลำคอระหงของเธอแห้งผาก ขยับเขยื้อนเป็นระยะเนื่องจากการกลืนของก้อนเจ็บ เธอรู้สึกกระหายน้ำขั้นรุนแรง ไอ้ที่หิวข้าวก่อนหน้านี้ไม่มีอีกเลย ราวกับผ่านเวลาไปมากจนกระเพาะเฉยชา และต่อให้มาวางตรงหน้าก็คงกินมันไม่ลง
ขณะพยายามหาคำตอบ ไล่ต้อนความจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับตัวเองก่อนจะตกอยู่ในสภาพนี้ จังหวะนั้นภาพมากมายได้ไหลเวียนย้อนกลับมา เป็นฉากๆ ตั้งแต่แสงสีเสียงของงานรื่นรมณ์ เท้าก้าวลงจากเรือ เสียงบ่นพึมพำของตัวเองระหว่างเดินทอดน่องด้วยสภาพอิดโรยไปเรื่อยๆจนเจอคนแปลกหน้า มีภาพร้องขอโทรศัพท์ และภาพสุดท้ายก็คือ
ฉึก!
‘ลลิสา คุณนี่มัน..หาเรื่องใส่ตัวจริงๆ’
การฆาตกรรม
เมื่อจำทุกอย่างได้ในเวลาอันรวดเร็ว ดวงตาคู่สวยก็เบิกกว้างทันที ร่างเล็กที่ถูกล้อมด้วยโซ่เส้นเล็กเริ่มดิ้น บรรยากาศภายในห้องที่ไร้แสงทวีคูณความกลัว ทำให้หลุดร้องตะโกนสุดเสียง
“ปล่อยฉันออกไปเดี๋ยวนี้นะ!!!”
สาวเจ้ารู้แล้วว่าเธอ ถูกผู้คนเหล่านั้นมัดไว้
ย่าน San Polo ร่างสูงสมส่วนที่ไม่สามารถหาได้ทั่วไปตามท้องถนน แต่ควรโดดเด่นอยู่บนนิตยสาร ไม่ก็จอหนังฟอร์มยักษ์ระดับฮอลีวูด ทว่าบุรุษผู้นี้กลับไม่ เขาลึกลับเกินกว่าที่ใครจะหาเจอ เป็นช้างเผือกที่เหนือช้างเผือกอีกที และต่อให้ไม่อยู่ในป่าลึก อยู่ท่ามกลางเมืองศรีวิไลก็ใช่ว่าจะมีใครเห็น จะเป็นเขาซะส่วนใหญ่ที่เป็นฝ่ายไปเจอมากกว่า ซึ่งจะเป็นเฉกเช่นนั้น บุคคลนั้นต้องมีอยู่สองอย่าง
ไม่ผู้มีพระคุณ ก็คนที่สมควรตาย
และใครก็ตาม ไม่ใช่คนที่เขาต้องการให้เข้ามามีส่วนในชีวิต หรือไม่สนิทแต่จำเป็นต้องรู้จัก ก็ต้องรู้จักภายใต้ชื่อนามว่า อิน – เวร์ – โน เท่านั้น ไม่ใช่ชื่อ เหมันต์ อย่างที่มารดาเขาตั้งให้ ชื่อนี้มีรู้จักอยู่แค่ไม่กี่คน ซึ่งคนนั้นจะต้องเป็นคนพิเศษสำหรับเขา
ในขณะที่เขากำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุดไม้โอ๊ก ที่มีแสงร่ำไรจากเปลวเทียน
“นายครับ เธอตื่นแล้วครับ”
คานโลเป็นผู้เดินเข้ามาทำลายความเงียบ ทว่าเขาไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดแม้แต่น้อย เพราะนั่นเป็นเรื่องที่เขารอคอยอยู่ก่อนแล้ว
หนังสือปกสีเขียวสันตอกลายกนกดด้วยทองคำเปลวถูกปิดลงอย่างอ่อนโยน ด้วยมือนิ้วเรียวสวยดูไม่ออกเลยว่าเคยฆ่าคนมา เขาไม่ได้หันไปมองลูกน้องในทันที แต่เลือกที่จะหยิบเอกสารอย่างอื่นขึ้นมาตรวจ
“จะให้ผมทำอย่างไรกับเธอดีครับ”
“เจราจา ดูว่าเธอมีความสามารถอะไร หากมีก็ให้เธออยู่ แต่ถ้าเธอไม่อยากอยู่ ก็ฆ่าซะ”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยผ่านสีหน้าเรียบเฉย ไม่แสดงอารมณ์ทั้งที่เมื่อคืนเพิ่งจะจับดาบฟันคนมา แถมนำศพไปอำพราง
“ถ้าเกิดไม่มีความสามารถเลยล่ะครับ”
ดวงตาไร้ซึ่งแสงประกาย เห็นกันจนชินในบรรดาลูกน้อง บ่งบอกว่าเขาไม่เคยมีความสุข ละจากเอกสารนั้นตวัดมายังคนถามไถ่ ก่อนจะหรี่แคบเป็นวงรี ยิ้มเย็นยะเยือกที่มุมปากไม่ถึงดวงตา
“แล้วจะเก็บไว้ทำซากอะไร”
..........
เพราะเอาแต่ตะโกนทั้งที่ลำคอแห้งผาก ลลิสาจึงเกิดอาการไอจนตัวงอ เธอหมดแรงส่งเสียงตั้งแต่ครั้งที่สาม เพราะร่างกายอ่อนแรงเกินจะไหว ก่อนทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้ในเวลาต่อมา
แอด..
ผ่านไปครึ่งค่อนวัน ประตูห้องนั้นถูกเปิดออก ปล่อยลำแสงภายนอกเข้ามาเจิดจ้ากระทบผิวเนียนถัดไปทางขาวซีด
ลลิสาผงกศีรษะขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นคานโลจึงหายจากอาการงัวเงียเป็นปลิดทิ้ง
“คุณคานโล..”
เสียงแหบพร่าผลจากการขาดน้ำมานานเกินไปเรียกชื่อ ร่างสูงตรงหน้าไม่ได้ตอบสนอง ทว่าคลี่ยิ้มบางๆ ประหนึ่งมาพบเจอใครคนหนึ่งที่นัดหมายกันเอาไว้ ไม่ใช่ถูกมัดหลังติดเก้าอี้อยู่แบบนี้
ท่าทางนั้นเลือดเย็นซะจนน่ากลัว
