บท
ตั้งค่า

บทที่ 8 หาเรื่องใส่ตัว

และเขาคงจะมองออกว่าเธอกำลังวิตกกังวลอยู่ ถึงได้แนะนำสถานที่หนึ่งให้เธอไปยืนรอให้ แน่นอนว่าหญิงสาวไม่ค่อยจะเข้าใจ หากแต่เพียงเจ้าหน้าที่เป็นคนชี้นำและชี้ไปทางนั้นเธอก็เชื่อเขา

เท้าเล็กที่ปวดระบมจนแทบจะยืนไม่ไหวเลยก้าวเดินต่อ เธอคิดจะเอาแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่เต็มที่กับการเดินครั้งนี้ พาตัวเองไปยังสถานที่ตรงนั้น เพื่อหาที่พัก ที่นั่ง และหนีจากความวุ่นวาย

แต่แล้วขณะกำลังเดินพร้อมกับมือขยุ้มกระโปรงขึ้น เพื่อให้เท้าก้าวเร็วๆ ไม่เสี่ยงต่อการขาสะดุดจนพาล้มอยู่นั้น กลับเกือบจะเซล้มขึ้นมาจริงๆ เพราะใครบางที่เดินสวนมา เขาไม่ขอโทษเธอไม่พอ ท่าทางของเขาเหมือนจะเร่งรีบด้วย และไม่นานเธอก็ได้คำตอบ เมื่อรอบตัวเธอไม่ได้มีแค่เขาที่รีบจนลนลาน แต่มีคนอื่นที่เดินไปทางเดียวกันกับเขาด้วยความตื่นเต้น พร้อมกับเสียงแว่วดังประมาณว่า มีดาราคนดังโผล่มาในชุดแม่มดผู้สง่างาม

แน่นอนว่าเสียงวุ่นวายและความอึดอัดทางกายภาพที่มีมากขึ้นทำให้เธอต้องเร่งหนี หาหลุมหลบภัยโดยด่วน ไม่อย่างนั้นอาจจะเป็นลมเป็นแล้งเพราะหิวข้าวเอาได้

“พ่อแก้วแม่แก้วจ๋า ช่วยลลิสาด้วย ฮื้อ”

แต่เธอคงลืมนึกไปว่าที่จัตุรัสซานมาร์โก สถานที่จัดงานหน้ากากเวนิสแห่งนี้ เป็นสถานที่ที่ซับซ้อนเอาการ เพียงแค่เดินเลี้ยวผิดก็สามารถเปลี่ยนจากจุดที่หรูหราเป็นจุดที่มืดสนิทได้เลย

แถมยิ่งเดินก็ยิ่งแคบลงไปเรื่อยๆอีก ถึงขนาดเกิดการชนและเสียดสีของหัวไหล่ หากมีการเดินสวนกันของคนสองคน

และแน่นอนว่าหญิงสาวหลุดเข้าไปในนั้น

ทีแรกเธอไม่มีความคิดที่จะเดินมาไกลขนาดนี้ เพียงเพราะหูแว่วไปได้ยินอะไรบางอย่าง คล้ายกับเสียงคนคุยกัน และเดินใกล้เข้ามาทางเธอ แถมสัญชาตญาณตอนนั้นก็คิดว่าพวกเขาจะต้องเลี้ยวเข้ามาในนี้แน่ เธอที่ยืนตรงปากซอยแต่ก็เข้ามาค่อนข้างเยอะ เพื่อที่จะหลบมุมนวดเท้า ถอดรองเท้าดูแผลว่าถูกกัดเยอะแค่ไหน จึงต้องเดินต่อไปเพราะไม่อยากให้พวกเขาเจอตัวเอง

ท้ายที่สุดก็ไม่มีใครตามมา ที่มั่นใจเพราะเสียงหัวเราะและพูดคุยกันคนในงานก็หายไปด้วย

เหลือแต่ความเงียบสงบแลกมาด้วยอันตรายที่เธอไม่อาจรู้ ร่างเล็กเดินต่อไป คิดว่าอาจจะเจอที่ใดสักแห่งที่สามารถพากลับไปยังจุดที่เธอจากมา คือโรงแรมหรูห้าดาวของเธอ ทว่ายิ่งเดินก็เหมือนจะยิ่งลึก เสียงอึกทึกภายในงานได้หายไปแล้ว เหลือแต่เสียงส้นเข็มตอกพื้น และลมหายใจเหนื่อยหอบของตัวเอง

ลลิสาเดินฝ่าความเงียบไปตามตรอกซอกซอยลำพัง จนกระทั่งเจอทางแยกถึงจะหยุดนิ่ง พลันหันกลับไปยังทางเก่า

ความเจ็บปวดของเท้าและอึดอัดของชุดที่เธอสวมใส่ ทำให้เธอหงุดหงิด ตัดสินใจดึงหน้ากากออกไปจนพ้นทาง จบสิ้นงานที่ทำแล้วนาทีนี้ไม่จำเป็นต้องสนใจอะไร สิ่งที่กำลังประหม่าและเกรงกลัวอยู่ คือเส้นทางข้างหน้า และเส้นทางที่จากมานั้นมากกว่า

กลายเป็นว่านางแบบสาวตกอยู่ในสภาพกลับก็ไม่ได้ไปก็ไม่ถึง ยืนลังเลอยู่อย่างนั้น

จนกระทั่ง..

“เอาวะ เผื่อเจอทางออก”

เธอเลือกที่จะเดินต่อ เพราะไม่อยากกลับไปทางเก่า

หญิงสาวรู้สึกว่า นาทีนี้ ณ ที่นี่ คงมีแค่เธอแล้ว หลังตัดสินใจเดินเข้ามาแล้วได้ยินแค่เสียงลมหายใจของตัวเอง

กับส้นสูงที่กระทบพื้นหินสลับกับเสียงน้ำในคลองที่กระฉอกขึ้นมาตามรอยแตก เธอเลี้ยวโค้งผ่านแสงไฟเส้นสุดท้ายเข้าไปหาความมืดเรื่อยๆ หากมีคงเป็นเพียงแสงจันทร์ที่สาดส่องนำทาง แต่เพราะเป็นพระจันทร์กึ่งข้างแรมจึงสาดส่องไม่ค่อยจะเต็มที่นัก ถัดไปทางส่งผลให้ชวนขนลุกซะมากกว่า เมื่อรอบๆแสงเหลืองนวลนั้น มีแสงสีเงินปะปนอยู่ด้วย หากอยู่กลางน้ำคลองเวนิส บนเรือแท็กซี่ แล้วทอดสายตามองออกไกล ไม่นับแสงไฟจากการแสดงพาดมากระทบพื้นผิว พระจันทร์ดวงนี้ที่ลอดผ่านหมอกปกคลุมเหนือน้ำสีดำสนิทจะมองว่ามันคล้ายกับเกล็ดงูนั่นเอง

ทว่าที่ที่เธอยืนอยู่ไม่เป็นอย่างนั้น นอกจากไม่โรแมนติกชวนหลงใหลแล้ว ยังชวนเธอขนลุกอีกด้วย

“เวรกรรมอะไรของฉันเนี่ย หรือว่าจะกลับไปทางเดิมดี”

เมื่อเดินมาค่อนข้างไกลแล้วยังไม่เจอทางออก ใจของคนตัวเล็กก็เริ่มแป้ว เธอพึมพำกับตัวเอง และชะลอหยุดเดินอีกรอบ

แต่แล้ว..

จังหวะนั้นเหมือนจะได้ยินเสียงปริศนา ที่แว่วตามสายลมมา ซึ่งคล้ายกับเสียงของคน หญิงสาวเงี่ยหูฟังให้ดีอีกรอบ ก่อนจะใจชื้นกลับขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นจึงจะเดินตามเสียงไป เพราะคิดว่าเป็นเสียงคนแน่นอน

และถ้ามีเสียงคน นั้นก็คงจะเป็นทางออก

เธอเดินเร็วกว่าปกติพร้อมกับชุดราตรีที่เป็นอุปสรรค ฝ่าความมืดไปยังเสียงที่ได้ยินแว่วๆ แต่จินตนาการล้ำเลิศ เพียงแค่คิดว่ามันคือเสียงของคน บวกกับความเหนื่อยล้าที่เธอมี ลืมนึกไปว่าขนาดเธอยังหลบหลีกความวุ่นวายจนหลงทางเข้ามาในนี้โดยไม่ตั้งใจได้ แล้วบุคคลเหล่านั้นที่ตั้งใจ เขามาทำอะไรกัน

กว่าจะรู้ตัวก็ตอนที่สายไปแล้ว

ฉึก!

“............”

หลังเจอกลุ่มคน เธอจำได้ทันทีเลยว่าคนเหล่านั้นเป็นกลุ่มเดียวกันกับที่เจอมาก่อน

“คะ คานโลเหรอ..”

เสียงที่เธอควรจะได้ยินต้องเป็นเสียงพูดคุยกัน แต่ทว่ากลับเป็นเสียงของคมดาบเสียบปักเข้ากลางอก ทะลุไปถึงหลังของใครคนหนึ่ง

ภาพนั้นไม่ต่างจากฉากในหนัง คนถูกฆ่ากำลังนั่งคุกเข่า มือสังหารแทงจวกเข้าไปอย่างไม่ลังเล นำพาเสียงคมดาบเฉือนเนื้อดังกังวาน เท้าข้างหนึ่งของเขาค้ำกับไหล่แกร่งเอาไว้ ถีบดันยันไปข้างหลังเพื่อให้ดาบหลุดออก แทนที่ตนจะเป็นฝ่ายดึงออกมาซะเอง จนร่างนั้นร่วงหล่นตกพื้น แล้วแน่นิ่งไป

เธอไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เนื่องจากพวกเขาสวมหน้ากากกันทุกคน รู้แค่ว่ามือสังหารไม่ใช่คานโลแน่ เพราะคานโลยืนอยู่ฝั่งซ้ายของผู้ตาย มีหน้าที่คอยคุมไม่ให้ผู้ตายหนี ส่วนมือแทงยืนหันหลัง ทว่าความเหี้ยมโหดถึงปานนั้น ผู้หญิงที่รักตัวกลัวตาย ใช้ชีวิตอยู่แต่ในวงการมายา อย่าได้ถามหาเรื่องมีสติ

เพราะมันหลุดหายไปทั้งแต่นั้น

“กรี๊ด!!!!”

เธอร้องสุดเสียง เรียกคนเหล่านั้นหันมาทั้งกลุ่ม หากแต่ว่าสายตาเวรนี่กลับสบตาแค่ฆาตกรคนเดียว ที่ค่อยๆหันกลับมาอย่างเชื่องช้า ไม่มีทีท่าว่าจะตกใจแม้แต่น้อย

ไม่พอ แสงสลัวจากพระจันทร์กึ่งข้างแรมขับให้ความอำมหิตที่มีอยู่ทวีคูณมากขึ้นไปอีก ตอนมันจับใบหน้าครึ่งหนึ่งของเขา หน้ากากสีเงินเย็นเยียบ มือที่สวมถุงมือหนังสีดำสนิทยังคงถือดาบปลายแหลมไว้มั่น เธอหลุบตาขึงกว้างมองไปตรงจุดนั้น เห็นของเหลวสีเข้มหยดลงจนนองพื้น

ความตกใจทำให้เธอหลบหนี กลายเป็นว่าช้อนตาขึ้นมามองเขา คราวนี้แสงจันทราสาดส่องเสี้ยวหน้า เผยให้เห็นดวงตาครั่นคร้าม ภายใต้หน้ากากเหมือนหลุมดำที่ไม่มีก้นบึ้ง

เธอกลัวจนตัวสั่น มือตะปบปากของตัวเอง และจังหวะนั้นถึงเพิ่งนึกได้ว่าเธอ... ไม่มีหน้ากากครอบอยู่แล้ว

ตายแน่ๆ

จังหวะเขาเดินมา สมองสั่งให้ถอยร่นและวิ่งหนีไป แต่เท้าทั้งสองข้างกลับแข็งทื่อไร้เรี่ยวแรง กลายเป็นหงายท้องก้นกระแทกพื้น

“ยะ อย่าเข้ามานะ”

เธอพยายามกรีดร้องอีกรอบ แต่ความกลัวที่พุ่งสูงทำให้ออกซิเจนในอากาศหายไป ชุดราตรีที่ให้ความสวยตอนเดินในงานในตอนแรก ตอนนี้กลับกลายเป็นพันธนาการของเธอ นอกจากหนีไปไหนไม่ได้ ยังลุกไม่ขึ้นอีก

ได้ยินแต่เสียงหัวใจของตัวเองเต้นรัวอยู่ในหู แข่งกับเสียงฝีเท้าของมือสังหารที่เดินเข้ามาอย่างไม่รีบ ร้อน เธอที่กลัวจนถึงขีดสุดช็อคจนหมดสติ ครั้งสุดท้ายที่ได้ยิน และสมองรับรู้คือความเจ็บปวดจากขมับ และเสียงของเขาที่เป็นเอกลักษณ์

“ลลิสา คุณนี่มัน .. หาเรื่องใส่ตัวจริงๆ”

ตุบ!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel