บทที่ 7 ไม่มีเงิน
ลลิสาเดินทอดน่องไปตามทางที่คานโลชี้แนะคือท่าเทียบเรือเดิมที่เธอจากมา หากแต่ว่ามองไปทางไหนก็ไม่เห็นเรือที่บ่งบอกว่ามารับเธอสักลำ แถมเรือแท็กซี่ก็เหมือนว่าจะเต็มแล้วด้วย และการใช้บริการในช่วงเทศกาลแบบนี้จะต้องจองไว้ล่วงหน้า
นอกจากเธอไม่ได้จอง เธอยังไม่มีโทรศัพท์ และไม่มีเงิน!
“บ้าเอ๊ย ลำไหนเนี่ย”
หญิงสาวเหมือนจะหงุดหงิดขึ้นมาบ้างแล้ว ความคุกรุ่นเมื่อมี ทุกอย่างรอบตัวก็จะถูกรำคาญ แม้แต่หน้ากากที่สวมใส่ เธออยากจะกระชากทิ้งให้รู้แล้วรู้รอด แต่เมื่อคิดว่าการสวมใส่น่าจะปลอดภัยมากกว่าถึงได้ยั้งมือเอาไว้ทัน
คิดว่าในงานนี้จะไม่รู้จักนางแบบดังอย่างเธอได้ไง มันต้องมีสักคนแหละน่า
ร่างสูงสมกับที่เป็นนางแบบ ยืนอยู่ตรงนั้นนานนับชั่วโมง ตอนแรกรอเรือ ต่อมาเธอไม่รู้แล้วว่ารออะไรไม่มีทีท่าว่าจะมีเรือลำดังกล่าวโผล่มาให้เห็นแม้แต่กาบ แถมเท้าของเธอก็เริ่มเจ็บปวดขึ้นทุกที เหตุเพราะถูกมันกัดอย่างรุนแรง และปลีน่องตึงเนื่องจากเดินเยอะจนเกินไป รู้ว่าประสบการณ์เดินแบบที่มีมาหลายต่อหลายปีนั้น ยากที่จะทำให้เจ็บปวดได้ง่าย แต่นั่นมันเดินบนเวที ไม่ใช่ถนนพื้นหินขรุขระราวกับเดินป่าแบบนี้
ที่นี่ไม่ใช่ถิ่นของเธอซะด้วย
“เยี่ยมเลย”
ลลิสากัดฟันกรอดให้กับความรันทดของตัวเอง ถ้ารู้ว่าความร้อนสะสมประสบการณ์จะทำให้เธอตกอยู่บนที่นั่งลำบาก ต่อให้จ้างเป็นร้อยล้านเธอคงไม่ทำ
เพราะเป็นแบบนั้น ตอนนี้ถึงได้ตกอยู่ในสภาพแบบนี้ และถ้าเธอไม่ได้อยู่ในการแต่งกายในธีม ไม่สวมหน้ากาก หรือใส่ชุดอลังการ เธอก็คือคนไร้บ้านดีๆนี่เอง
ลลิสาตัดสินใจเดินออกมาจากตรงนั้น เดินกลับเข้าไปในงาน เพราะคิดว่าอย่างน้อยก็ยังมีผู้คนหนาตา ถึงไม่ได้ช่วยอะไรมาก แต่ความวุ่นวายก็ไม่ทำให้เธอรู้สึกเหงาหรือเดียวดายได้
แต่หารู้ไม่ว่าคิดผิด
เพราะหลังจากที่เธอหมุนตัวไปได้ไม่กี่อึดใจ เรือลำที่เธอเฝ้ารอคอยมาเป็นชั่วโมง ก็โผล่มา
“นายครับ ไม่เห็นเธอเลยครับ”
(กูนึกว่ามึงพาเธอกลับไปแล้ว)
“ขอโทษครับ ตอนขามาเกิดปัญหานิดหน่อย ตอนนี้ก็เพิ่งจะได้จอดเทียบท่า เกิดเหตุเรือชนกันครับ”
(งั้นก็รออีกหน่อยแล้วกัน)
“ครับนาย”
และเพราะเธอหงุดหงิดปนเหนื่อยจนไม่สนสุนทรียภาพในการเดิน กระโปรงซีฟองที่เหมือนจะเป็นอุปสรรคตั้งแต่ต้น เกือบทำให้สะดุดล้มหน้าคะมำตั้งหลายรอบ ก็ถูกขยุ้มขึ้นมาอย่างไม่สนใจใครจะมอง
จะบ้าตาย!
สุดท้ายก็กลับมายืนอยู่ตรงใจกลางของงาน ณ ที่เดิม และดูท่าว่าจะหาจิ๋วไม่ง่ายเลยด้วย
คนยังหนาตา แถมบางคนเมา เดินเพ่นพ่านเต็มลานไปหมด ยิ่งบนสะพานยิ่งเธอไม่ควรไป เนื่องจากคนเยอะระดับที่ว่า หากรองเท้าเกาะพื้นไม่ดี หกล้มขึ้นมาอาจเสี่ยงถูกเหยียบตายได้
ตอนอยู่โรงแรมก่อนมา จิ๋วกับเธอนัดกันตรงที่บาร์ เวลาหลังเที่ยงคืน เพราะบาร์นั้นปิดดึกที่สุด แต่ในเวลานี้ที่เพิ่งจะสามทุ่ม กับภารกิจไม่เป็นไปตามคาด เนื่องจากเสร็จเร็วกว่าที่คิด ถึงกับคิดไม่ออกว่าควรไปอยู่ไหน
ที่นั่นทุกคนล้วนแต่ต้องจองกันก่อน จิ๋วจองเอาไว้หลังเที่ยงคืน เป็นเวลาที่คาดคะเนเอาไว้ว่าภารกิจมูลค่าห้าสิบล้านจะสำเร็จเป็นไปด้วยดี ไม่คิดเลยว่าจะผิดแผนแบบนี้ และที่สำคัญเธอไม่ได้พกอะไรมาเลย จะเข้าไปตอนนี้ก็คงไม่มีที่นั่ง
ตอนนั้นคานโลห้ามหมดทุกอย่าง
ห้ามพกโน่น ห้ามพานี่
จนเธอฉุนกึก ชั่ววูบเดียวถึงกับประชดเขาโดยการกระแทกกระเป๋าลงบนโต๊ะอย่างแรง ก่อนจะเดินตามเขาไปแบบกระฟัดกระเฟียด ซึ่งแน่นอนทุกสัพเพเหระที่เธอพกมาอยู่ในกระเป๋านั้น และที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ ตอนนี้เธอหิวมาก
ก็ไม่คิดว่าพอเสร็จจากงานแรก จะได้สวมบทบาทเป็นคนไร้บ้านและขอทานยาจกเป็นงานถัดไป
“ทำไงดี”
ท่ามกลางผู้คนเดินผ่านนับพัน ลลิสายืนนิ่งอยู่พักราวกับกำลังตั้งสติเพราะต้องใช้ความคิด จากนั้นจึงจะพ่นลมหายใจออกมา สิ่งแรกที่นึกถึงคือเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัย เธอกวาดสายตามองหา เมื่อเจอจึงจะเดินเข้าหาอย่างกล้าๆกลัวๆ
“Excuse me, I'm terribly sorry to bother you, but I'm lost.”
(ขอโทษนะคะ รบกวนเวลาสักครู่ พอดีฉันหลงทางค่ะ)
โชคดีที่เจ้าหน้าที่ใส่ใจเธอ เขาหยุดฟังทันที และโน้มหน้าลงมา เหมือนว่าเขากำลังงุนงงว่าเธอจะหลงทางได้ยังไง ในเมื่อตอนนี้เธออยู่ในงานที่เต็มไปด้วยคนพลุกพล่าน ใครๆก็ต้องการมาที่นี่ จุดแลนด์มาร์คเธอจึงอธิบายปนโกหกไปว่าแยกกับเพื่อนตอนไหนไม่รู้ ตอนนี้หาเพื่อนไม่เจอและกระเป๋าของเธอก็อยู่ที่นาง เขาถึงเชื่อและให้ยืมโทรศัพท์
“Much appreciated”
(ขอบคุณค่ะ)
มือบางรับมาถือไว้พร้อมกับรอยยิ้ม ก่อนจะกดหมายเลขโทรออกหาเครื่องตัวเอง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีคนรับ เธอจึงโทรหาจิ๋ว สรุปว่ารายนั้นก็ไม่รับเหมือนกัน
“เกิดอะไรขึ้น..”
หญิงสาวพึมพำพร้อมกับอัตราการเต้นของหัวใจที่เริ่มผิดจังหวะ เธอเหลือบมองเจ้าหน้าที่เล็กน้อย เห็นเหมือนเขากำลังใช้วิทยุสื่อสาร ถ้าได้ยินไม่ผิดเหมือนต้องไปอารักขาใครคนหนึ่งที่กำลังมาถึงที่นี่
เขามองมาด้วยท่าทีที่เร่งรีบ ในขณะเธอเองก็พยายามลุ้นให้ปลายสายนั้นรับไวๆ ทว่าบนสรวงสวรรค์ไม่มีใครเข้าข้างเธอ เจ้าของโทรศัพท์มองกันด้วยสายตากดดันเช่นนี้ เธอที่พ่อแม่สอนมาดี มีหรือเมินเฉยลง
ยื่นกลับคืนไปให้เขา พร้อมกับบอกว่าไม่เป็นไรจะหาสถานที่รอเพื่อนเอง ทั้งที่ความจริงมันย้อนแย้งทุกอย่าง เธอไม่มีทั้งเพื่อน เธอไม่มีทั้งเงิน
