บทที่ 5 เริ่มแผน
สุดท้ายลลิสาก็ต้องแยกกับจิ๋ว เหตุเพราะไม่ได้อยู่ในข้อตกลง คานโลเดินนำเธอไปไม่ห่างมาก และเพิ่งจะสังเกตว่าข้างหลังของเธอมีคนเดินตามประกบอีกคนด้วย
ถึงท่าเรือส่วนตัวเขาก็หลีกให้เธอเดินขึ้นไปก่อน โดยไม่ลืมยื่นแขนมาให้เธอจับ แน่นอนว่าด้วยชุดราตรีที่ทำให้ทุลักทุเลเธอจะไม่เย่อหยิ่งแม้แต่นิดเดียว
และเพื่อให้งานออกมาดีและราบรื่นที่สุด เธอจะยอมเป็นแมวเชื่องๆของพวกเขาวันนึงก็ได้
ที่สำคัญกำลังใจคือเงินห้าสิบล้าน
แต่แทนที่เรือจะล่องไปทางคลองใหญ่ Grad Canal ที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน เรือกลับพาไปยังอีกทางที่เธอไม่รู้จัก รู้เพียงว่าอยู่ในย่าน Castello ที่ทั้งเงียบ และน่าขนลุกสุดๆ แต่กลับรู้สึกผ่อนคลายแปลกๆ
“แล้วเขาละคะ”
เธอหลุดถามในจังหวะหันไปสบตากับคานโล ซึ่งเขาละสายตามาจากวิวทิวทัศน์พอดี เขาก้มศีรษะลงเล็กน้อย จากนั้นจึงจะคลี่ยิ้ม
“รออยู่ที่เกาะลิโดแล้วครับ”
ม่านตาลลิสาขยายกว้าง พลันตวัดออกมาจากใบหน้าของเขา หัวคิ้วชนกันเพราะไม่เข้าใจ ก่อนจะหันกลับมามองใหม่อีกที ส่งยิ้มตอบให้ เลือกที่จะไม่ถามต่อ ทั้งที่ภายในใจสงสัยหลายอย่าง
และท้ายที่สุดก็ต้องมาทำความเข้าใจเอาเองว่าเขาอาจจะไปรอเธออยู่ตรงจุดใดสักจุด ไม่จำเป็นต้องมารับเธอด้วยตัวเองหรอก
แต่แล้ว..
ถึงที่หมายเธอก็ยังไม่เจอเขา
“เอ่อ รออะไรเหรอคะ”
ทั้งที่เรือมาถึงสักพักแล้ว กลับไม่มีทีท่าว่าพวกเขาจะลงไป ร่างเล็กที่อยู่ในชุดราตรีจิตใจสงบอยู่ตั้งแต่แรก เริ่มเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง จากท่าทางและสีหน้าของคานโล ที่ดูเคร่งเครียด จริงจังจนชวนอึดอัด ต่างจากก่อนหน้านี้ราวกับคนละคน และลูกน้องอีกสองคนก็ยืนนิ่งสงบจนน่าสงสัยเช่นกัน
ทว่าคำตอบที่ได้มากลับกลายเป็นมุมปากยกยิ้มขึ้น แต่แววตาไม่ได้ยิ้มด้วย
“รออีกหน่อยครับ ใกล้ถึงคิวของคุณแล้ว”
“คิวฉัน?”
ร่างบางผงะ คำตอบของเขาทำให้เธอนึกถึงนกน้อยที่ถูกล่า เตรียมถูกถอนขนและขึ้นเขียง ยิ่งฟังก็ยิ่งเวียนหัว เธอไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาบอกกันเลยสักนิด แต่เพราะท่าทางของเขา เหมือนไม่ได้มายืนให้เธอถาม จึงเอาตัวรอดโดยการถอยร่นออกมา เดินกลับเข้าไปในห้องแต่งตัวดังเดิม
เธอนั่งบีบมือเข้าหากันอยู่พัก หวังระบายความตื่นเต้น คานโลก็เดินเข้ามา พร้อมกับหน้ากากครึ่งหน้าของเธอ เป็นหน้ากากสำหรับเปิดเผยรอยยิ้ม ประดับด้วยคริสตัลระยิบระยับเข้ากันกับชุด
เธอรับมันมาด้วยใบหน้าสวยงามจากการแต่งแต้ม แต่ปราศจากความชื่นมื่น เนื่องจากเริ่มมึนงงกับสถานการณ์อย่างจริงจัง
เขาไม่ได้ลวงเธอมาฆ่าใช่ไหม
“อีกสิบนาทีคุณเดินเข้าไปในงานได้เลยครับ”
“แล้วเขาล่ะ”
หญิงสาวยังคงถามถึงอยู่ ทว่าคานโลกลับเลือกที่จะเมินเฉยกับคำถามนั้นแล้วเดินออกไป
ลลิสาเริ่มใจคอไม่ดี แต่ก็เข้าใจได้ว่าภารกิจนี้เป็นภารกิจลับ การที่พวกเขาจะไม่เปิดเผยเรื่องราวกับเธอ ซึ่งเป็นคนนอกที่ถูกว่าจ้าง คงไม่ใช่เรื่องที่แปลกสักเท่าไหร่
“รีบทำ รีบกลับละกัน”
มือบางยกหน้ากากที่ถือมาทาบ ทันทีที่มันประดับอยู่บนหน้า นั่นหมายความว่าเธอจะต้องจำให้ขึ้นใจ ไม่ถอดออกจนกว่าจะจบงาน จากนั้นก็เดินออกมาจากห้องแต่งตัว สิ่งที่ทำให้การเดินของเธอชะงักอีกครั้งคือภายในเรือไม่เหลือใครสักคน ไม่เหลือแม้แต่กัปตัน
เพียงแค่ขึ้นมาจากเรือ เท้าส้นสูงสัมผัสพื้น ภาพและบรรยากาศตรงหน้าก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันทันที ทั้งที่มันห่างกันเพียงแค่หันกลับไป
ดวงตาคู่สวยถูกบดบังด้วยหน้ากากที่สวม ทอดมองออกไปไกลลิบ กลั้นหายใจและไว้อาลัยให้กับบรรยากาศที่ไม่คุ้นตา เนื่องจากปกติงานที่เธอทำ ก่อนทำ มักต้องมีการบรีฟ ฝึกซ้อม เพื่อสร้างความคุ้นเคยก่อนเสมอ
แต่งานนี้..
“แล้วยังไงต่อล่ะ..”
เธอถามตัวเองเสียงสั่น เหล่าผู้คนตรงหน้าถึงจะมีหน้ากาก และชุดที่สวมใส่ไม่ต่างกัน แต่เธอก็ยังประหม่าอยู่ดี อาจจะเป็นเพราะความรู้สึกที่ว่า พวกเขาเอาเธอมาทิ้งไว้ มากกว่าเอาเธอมาทำงาน
ปกติความมั่นใจในตอนนี้ติดลบอยู่แล้ว พอมาเจอแสงสีเสียงที่สร้างความขลัง ก็ยิ่งทำให้รู้สึกฉงนเข้าไปอีก เนื่องจากบรรยากาศเสมือนโรงละครขนาดใหญ่ที่ถูกยกมา และเบื้องหน้านี้ก็คือฉากงานเต้นรำธีมแฟนตาซีที่เห็นแต่ในหนัง ในละคร
สมแล้วกับคำนิยามที่ว่า หรูหรา ลึกลับ และน่ายำเกรง
เมื่อไม่สามารถหาคำตอบและเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ลลิสาจึงเลือกที่จะเดินต่อ แต่ก่อนจะพาเท้าก้าวส้นสูงกระทบพื้นหิน ทอดน่องไปข้างหน้านั้น เธอไม่ลืมที่จะทำในสิ่งที่ทำเป็นประจำ คือการกลั้นหายใจ และบีบมือ จากนั้นก็สูดลมหายใจเข้าปอด ประหนึ่งดึงกลิ่นอายทำความคุ้นเคยกับบรรยากาศที่แปลกใหม่โดยรอบเข้ามาในกาย จนกว่าความตื่นเต้นนั้นจะหายไป
และในที่สุดเธอก็มายืนอยู่ใจกลางของงาน
ความประหม่าเริ่มหายไปให้กับความตื่นตาตื่นใจที่เห็นแทน จนเผลอลืมไปชั่วขณะว่าเธอมาทำภารกิจ ไม่ใช่มาเที่ยวเตร่ โชคดีที่เธอไม่หลุดยิ้มให้กับหน้ากากตัวตลกที่เดินผ่าน พร้อมกับส่งจูบโบกไม้โบกมือมาให้
เธอเดินเชื่องช้าไปเรื่อยๆ มองนั่นมองนี่ตามประสานักท่องเที่ยว ที่ไม่เคยพบเห็น
มองหมอกจางบังตา และไฟสลัวตามซอกตึกที่ไม่ใช่พื้นที่จัดงาน ก่อนจะลากสายตากลับมายังพรมแดงและแสงแฟลชกะพริบถี่ยามกดชัตเตอร์รัวๆ ด้วยความเคยชินกับสิ่งเหล่านั้น ราวกับเป็นสิ่งเดียวที่เธอรู้จักในตอนนี้ ประหนึ่งว่ามันคือเพื่อนสนิท การกวักมือเรียกของมัน จึงทำให้เธอเดินไปหามันอย่าง่ายดาย
แต่แล้ว..
“คุณหนู...”
เสียงใครคนหนึ่งดังอยู่ใกล้เธอ หญิงสาวหันไปมอง กลับพบว่าเป็นผู้ชายตัวสูง ที่อยู่ในชุดหน้ากากตลกเดียวกันกับคนที่โบกมือให้ หากแต่ตัวนี้เป็นตัวตลกที่แสนเศร้า เขาคือ ปีแยโร ในตำนาน
“....”
ในขณะที่เธอกำลังยืนงงว่าเขาคนนี้เป็นใคร จู่ๆต้นแขนของเธอก็ถูกจับไว้
“คุณหนูครับ ผมเองเคอัส จำได้ไหม”
“........”
“คืนนี้ท่านวิชาญมารอเจอคุณหนูอยู่ที่หนึ่ง คุณหนูไปกับผม ไปเจอท่านหน่อยนะครับ”
ลลิสาที่คิดว่าเป็นอีกหนึ่งภารกิจของเจ้านายคานโล หรือผู้ว่าจ้างของเธอ จึงเดินตามไปอย่างว่าง่าย ไม่ได้ฉุกคิดหรือสงสัยอะไรทั้งนั้น ใจของเธอตอนนี้ต้องการทำงานให้เสร็จ ให้ออกมาดีที่สุด และภาวนาให้งานเลิกเร็วๆ
แต่หากทั้งคู่สังเกตสักนิด หรือหน้ากากปีแยโรหันไปทางขวามือของเขา ซึ่งอยู่ห่างกับเขาไม่มากนัก ก็จะเห็นว่ามีผู้หญิงอีกคนแต่งตัวแบบเดียวกันกับเธอ ที่เหมือนแม้กระทั่งหน้ากาก ไม่พอรูปร่างของทั้งคู่ก็คล้ายคลึงกันมาก แต่ลลิสาดูเหมือนจะผอมกว่า
หล่อนอยู่ในท่าเดินกะเผลก สาเหตุมีคนจงใจชนให้หล่อนหกล้มเพื่อถ่วงเวลาช่วงนี้ไว้ หากแต่ไร้เสียงร้องจากความเจ็บปวด เพราะหล่อนนั้นเป็นใบ้ แต่ได้ยิน
ก่อนจะถูกคนลึกลับที่เดินมาประกบข้างหลังฉุดเข้าไปในซอกตึก ตามด้วยยาสลบชนิดโปะจนหมดสติ
“อู้!!!”
