บทที่ 26 ออกไป
หลังจากนั้นลลิสาก็กลับมายังห้องเดิมของตัวเองอีกครั้งตามคำแนะนำของคานโล ทั้งที่ไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่ามันเกิดอะไรขึ้น เขาไม่แม้แต่อธิบาย ไม่บอกอะไรกันเลยสักคำ
ร่างเล็กยืนอยู่หน้ากระจกที่มีฝุ่นเกาะติด หากแต่ไม่หนาเตอะเท่าโต๊ะเครื่องแป้ง มองลำคอระหงที่มีรอยแดงเป็นปื้น เห็นรูปง่ามนิ้วทั้งห้าถึงกับริมฝีปากสั่นระริก เขาไม่ยั้งมือ กะเอากันถึงตาย
ไหนว่าไม่อยากฆ่า
แล้วเมื่อกี้มันคืออะไร
หยดน้ำตาหล่นแหมะลงบนโต๊ะ เธอหลุบตาต่ำมองสิ่งนั้น และชะงักเล็กน้อย เนื่องจากไม่รู้ด้วยซ้ำว่าร้องไห้ตอนไหน เพียงแค่เห็นน้ำตาหยดแรก หยดต่อไปก็มาพร้อมกับเสียงสะอื้น ความกลัวที่มีทำให้ร่างบางต้องกอดตัวเองไว้แน่น ไม่เคยร้องหนักขนาดนี้มาก่อนเลย
“พ่อขาแม่ขา สาจะรอดกลับไปหาไหมคะ”
ด้านของเหมันต์ เวลาหลายชั่วโมงทำให้เขาใจเย็นลงบ้างแล้ว และจำได้ทั้งหมดต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่แทนที่เขาจะรู้สึกผิดกลับไม่เลย
ยังคงนั่งอยู่ตรงโต๊ะทำงานยกมือขึ้นกุมขมับก่อนนวดมันเบาๆ เขาปวดหัวซะจนต้องขอยามากิน ซึ่งตั้งแต่ตอนนั้นมาถึงตอนนี้ไม่ได้ถามหาเธอแม้แต่น้อย ทั้งที่ประเมินเหตุการณ์ได้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่เขาทำลงไป ทำให้เธอบาดเจ็บหนัก
จนกระทั่งทำงานเสร็จซึ่งผ่านไปแล้วหกชั่วโมงกว่า พร้อมกับฟ้าเริ่มที่เปลี่ยนสี เสียงประตูถูกเคาะ เขาที่อยู่ในท่าเอนหลังศีรษะหนุนพนักเปล่งเสียงออกไปหากแต่ไม่ได้เปิดเปลือกตา
“เข้ามา”
เป็นคานโล และนั่นเขารู้อยู่แล้ว เพราะเป็นคนบอกให้เขากลับมาพร้อมกับข้อมูล หลังสั่งให้ไปสืบ
“ได้มาแล้วครับ ข้อมูลอยู่ในนี้ทั้งหมด”
Flash Drive ถูกยื่นมาโดยลูกน้องคนสนิท ผู้เป็นนายรับมาถือไว้ด้วยสีหน้าราบเรียบ ก่อนจะนำมันเสียบกับคอมซึ่งเปิดค้างเอาไว้ สิ่งที่เห็นเป็นประวัติของลลิสาซะส่วนใหญ่ นอกนั้นเป็นคลิปวิดีโอเกี่ยวกับหลักฐานฉ้อโกงของศัตรู ซึ่งเขายังไม่สนใจมัน
หน้าที่คานโลมักรู้อยู่แล้วว่าแม้จะหาข้อมูลมาให้ได้อย่างครบถ้วน ส่งถึงมือผู้เป็นนายในเวลาเท่าที่จะเร็วตามปัญญาที่มี ก็ยังต้องรายงานให้เขาฟัง เขาจึงก้มศีรษะลงเล็กน้อย
“พ่อของเธอเป็นทูตครับ”
ทว่าคานโลเป็นคนฉลาด มักรู้ใจนายเป็นที่สุด และประเมินสถานการณ์ได้ดีเยี่ยม สิ่งที่ควรจะทำ และคำไหนที่ควรถูกยกออกมาขีดเส้นใต้ว่าสำคัญ เขาจึงเลือกบรรทัดนั้น หากแต่มันคงกระชับไปหน่อย ก้านนิ้วแกร่งจังหวะเลื่อนเมาส์ถึงได้ชะงัก หัวคิ้วย่นเข้าหากันยุ่ง เหลือบมองลูกน้องที่จู่ๆก็เงียบไป
“ต่อ..”
“มีความสัมพันธ์รู้จักมักคุ้น” น้ำเสียงของคานโลขาดห้วง ตอนก้อนจุกติดคอ เพื่อทำกลืนลงไปก่อน “กับพ่อของเพื่อนสนิทที่กำลังตามหาเธออยู่ตอนนี้..ครับ”
นั่นเพราะเขารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้บ้าง ถึงได้เตรียมรับมือไว้ ซึ่งแน่นอนว่าหากควบคุมไม่ได้สิ่งเดียวที่ควรทำเพื่อเอาตัวให้รอดคือ เงียบ ไม่พูด ไม่แสดงความเห็น จนกว่าคนเป็นนายจะร้องขอ
“ทั้งคู่?”
“ครับ สามตระกูลนี้รู้จักกัน”
“กับพ่อไอ้คนที่ชื่อเหนือเมฆนั่นล่ะ สนิทกันแค่ไหน”
“เอ่อ..”
ยังไม่ทันได้คำตอบจากคานโล เพียงแค่เขาอ้ำอึ้งเหมันต์ก็เดาได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ มือข้างจับเมาส์ถูกละออกมากำไว้แน่น ดวงตาครั่นคร้ามจ้องมองเข้าไปในตาลึกที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นปนกลัว
“ออกไป กูจะอ่านทั้งหมดเอง”
“ครับ”
แน่นอนว่านาทีนี้ คานโลจะต้องเร่งถอย การอยู่ตามลำพังในขณะที่เจ้านายนั้นกำลังฟุ้งซ่านเป็นสิ่งที่สมควร เพราะเขาต้องการสมาธิจึงไม่ควรมีอย่างอื่นเข้ามาแทรก
ประตูถูกปิดพร้อมล็อคจากข้างในเป็นจังหวะเดียวกับที่เหมันต์หันไปมองจอคอม ความเงียบเข้าปกคลุมในห้องอีกครั้ง ได้ยินเพียงเสียงคลิกเมาส์และลมหายใจแรงของเขา สลับกับหัวคิ้วย่นเข้าหากันตามลำดับ จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเนื้อหาที่เขาอ่าน บทสรุปหลังจากอ่านมัน ได้พรากความรู้สึกเอ็นดูที่มีต่อลลิสาซึ่งน้อยนิดอยู่แล้ว หายไปด้วย
มาเฟียหนุ่มทิ้งตัวลงกับพนักเก้าอี้ตัวที่นั่งอยู่อีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้หลับตาลง หากแต่มันคมกริบซะจนน่ากลัว เขาในยามนี้ไม่ต่างจากหมาป่าผู้เดียวดาย พลันหยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างกันขึ้นมาแนบหู เพียงแต่กดโทรออกปลายสายก็รับ
(ครับนาย)
“เอาระเบิดนั่นมาให้กู แล้วไปลากคอลลิสามา”
(ครับ? นายครับ ผมคิดว่า..)
“กูสั่ง”
เมื่อออกคำสั่งโทรศัพท์ เขาก็กระแทกมันลงบนโต๊ะทันทีด้วยอารมณ์คุกรุ่น ก่อนจะลุกไปสูบบุหรี่ และจากนั้นไม่นานร่างบางก็โผล่มา
“มะ มาแล้วค่ะ”
จากแค่ร้อนๆหนาวๆระหว่างเดินทางมา พอมาประจันหน้ากับเขาอีกครั้งถึงได้รู้แท้จริงเธอเป็นไข้ ร่างบางชะงักเลิ่กลั่กตามประสาคนหวาดกลัว เผลอๆอาจแพนิคไปแล้วด้วย และนั่นเป็นสาเหตุให้เธอไม่กล้าสบตาเขา ในขณะที่เขามองกลับมาด้วยสายตาที่นิ่ง
มารู้ตัวอีกทีบานประตูถูกปิดกลับด้วยมือของคานโลแล้ว และนั่นทำให้เธอตัวเบาอีกครั้ง เพิ่งรู้ว่าการยืนอยู่สองต่อสองในห้องที่เงียบกริบกับผู้ชายที่หล่อเป็นบ้า เป็นอะไรที่สยองมากเหมือนว่าเธอกำลังจะบ้าไปด้วย ไม่รู้จะจัดการยังไง ได้แต่ดึงมือตัวเองมาผสาน บีบเข้าหากันแน่นจนรู้สึกเจ็บ
“นั่งลงสิ”
