บทที่ 21 แผนล่อมาเฟีย
เพียงแค่เขาแง้มไม่ได้เปิดอ้ากลิ่นอับข้างในก็โชยออกมาปะทะจมูก ก่อนยื่นหน้าเข้าไปไม่สนใจกลิ่นที่ตลบอบอวล ความต้องการในตอนนี้ของเขาเพียงแค่อยากเห็นความเป็นอยู่ของคนข้างใน ทว่าไม่คิดเลยว่าจะมาเจอเธอในสภาพเช่นนี้
และเมื่อเพ่งสายตาฝ่าความมืดไปมองเห็น ร่างเล็กนอนคดคู้อยู่บนเตียง ท่าทางที่ปกติของเขาก็ชะงักไป จากที่กะจะมาดูเฉยๆแล้วกลับ นาทีนี้มีความช่างใจอยู่ในสมองลึกๆ เธอบอกว่าแพ้ฝุ่น แต่นอนอยู่กับฝุ่น แถมใส่หน้ากากอนามัยขัดขวางทางเดินหายใจ
หากนี่ไม่ได้เรียกว่าเป็นการฆ่าตัวตายทางอ้อม ต้องเรียกว่าอะไร
และในขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น จู่ๆความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในสมอง ใบหน้าเชิดตอนเธอปฏิเสธ คำพูดอวดดี และท่าทางเย่อหยิ่งอีกมากมาย เขาจำได้แม่นว่าตอนนั้นเขาเคืองเธอมาก ถึงขนาดมีความคิดอยากจะจับปล้ำให้รู้แล้วรู้รอด แต่ด้วยนิสัยไม่ชอบขืนใจใคร โดยเฉพาะเรื่องบนเตียง ก็ถือว่าเธอโชคดีไป
คิดได้แบบนั้นเขาก็เตรียมจะดึงประตูปิด กะว่าจะถอยกลับ
ทว่า..
กลับใจดำไม่ลง และนั่นเป็นสาเหตุให้เขาหงุดหงิดตัวเองขึ้นมา ก่นด่าตัวเองอยู่ในใจ ฆ่าคนตายไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ ทีอย่างนี้เสือกมาเป็นสุภาพบุรุษ
พรึ่บ!
ในขณะที่กำลังถกเถียงกันราวกับมีสองคนในร่างเดียว มารู้ตัวอีกทีสวิตช์ไฟถูกกดด้วยนิ้วแกร่งไปแล้ว ความสว่างโล่ของนีออนสีขาวเปิดภาพรอบห้องให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ช่วยเป็นตัวยืนยันอย่างดีว่าสิ่งที่คานโลพูดไม่เกินจริง หากแต่เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงไม่คิดที่จะทำความสะอาดบ้าง เลือกปล่อยให้ตัวเองนอนคลุกฝุ่นอยู่แบบนี้
หรือว่ายิ่งไม่ไปยุ่งกับฝุ่น ก็ยิ่งไม่เจอฝุ่น
จะอย่างไรก็ตามแต่ ในเมื่อตัดสินใจเข้ามาแล้วก็ไม่ควรจะเปลี่ยนใจ เมื่อคิดได้เช่นนั้นเขาจึงทำการปลุก แต่การปลุกของเขาคงพิลึกไปหน่อย เพราะเขาใช้เท้ากับเธอ
“ลลิสา”
ใช้ปลายนิ้วโป้งในการสะกิด เขย่าตัวเธอจนเคลื่อนไปมาตามแรง แต่เหมือนจะไม่สำเร็จ สาวเจ้าจะต้องหลับลึกขนาดไหนกัน แรงสั่นสะเทือนจากเท้าหนักๆขนาดนี้ ถึงไม่สามารถรับรู้ได้
และคนอย่างเขาไม่ชอบพูดคำซ้ำเป็นครั้งที่สอง เขาดึงเท้ากลับมาวางบนพื้น คราวนี้โน้มตัวลงไปใกล้เธอ ถือวิสาสะดึงแมสออก ยืดยางเกี่ยวหูจนตึงสุดและปล่อย ตั้งใจให้มันดีด แน่นอนว่าแรงดีดไปโดนแก้มทำให้สาวเจ้าสะดุ้ง
“โอ้ย”
ใช้มือลูบตรงที่โดนและขึ้นรอยแดง ก่อนจะลืมตาโพลงขึ้นมา และเมื่อเห็นว่าเป็นเขาถึงกับดีดตัวลุกขึ้นมานั่ง
“คุณ!”
“หลับเหมือนตาย”
“คุณเข้ามาในนี้ได้ยังไง”
เหมันต์เห็นว่าเธอตอบโต้ได้แล้วก็หมดห่วง จึงดึงตัวขึ้นไปยืนหลังตรงอย่างเก่า พลางขมวดคิ้ว
“เปิดประตูเข้ามามันยากตรงไหน” จากนั้นละสายตาจากใบหน้ามอมแมมดูแทบไม่ได้มองไปรอบๆ พลางถอนหายใจพรืด “ออกมา”
“คะ?” พลันจ้องหน้าเธอนิ่ง ร่างบางที่นั่งมึนผลของการเพิ่งตื่นนอน กับเขาที่เข้ามาไม่บอกกล่าวกันก่อน จังหวะขมวดคิ้วนึกได้ว่าเธอจะไม่ได้รับคำตอบนั้นแน่ๆ เพราะเขาจะไม่พูดซ้ำทำให้กระตือรือร้นขึ้นมา “อะ เอ่อ..ออก โอเคค่ะออกก็ออก”
ไม่รู้ว่าออกไปไหนแต่เธอแสร้งทำเป็นเข้าใจฉีกยิ้มยิงฟันสวยเอาไว้ก่อน เนื่องจากคนตรงหน้าในตอนนี้ไม่ยิ้มแย้ม ใบหน้าบอกบุญไม่รับ ไม่รู้ไปหงุดหงิดอะไรมา ภาวนาว่าอย่ามาลงกับเธอ
ก่อนจะหุบยิ้มหลังจากเขาหมุนตัวกลับ ตลึงตาแยกเขี้ยวใส่ตอนเขาเดินนำไป ทิศทางนั้นคือที่เดิม ห้องที่เธอจากมาเมื่อหลายวันที่แล้ว
และเมื่อเดินมาถึงห้อง
“คุณจะให้สานอนกับคุณเหรอคะ”
เขาไม่ตอบที่เดินหายไปอีกห้อง พร้อมกับผ้าห่ม ผ้านวม และหมอนใบโต โยนลงบนพื้นพรม ที่ดูยังไงก็สะอาดกว่าตัวเธอ
หญิงสาวเอียงหน้ามองสลับกับสองสิ่งนั้น เกิดความหงุดหงิดไม่น้อยที่ถามอะไรออกไปก็ไมได้รับความกระจ่างสักอย่าง
เธอยืนนิ่งมองของพวกนั้นอย่างงุนงง แต่พอเห็นเขานั่งลงบนเตียง ยกเท้าขึ้นเตรียมเอนหลังเป็นอย่างสุดท้ายถึงกับเลิกคิ้ว
“คุณ..”
“จะต้องให้ผมจัดให้ด้วยไหม”
หมายความว่าไง..
หรือว่า..
“ที่นอนของสาเหรอคะ”
“หรือคุณจะนอนบนเตียง ก็ได้นะ ถ้าคุณยอมเป็นนางบำเรอของผม”
ลลิสาส่งเสียงดังเหอะ แยกเขี้ยวใส่ ก่อนจะกระโดดลงใส่เครื่องนอน และปูพวกมันอย่างกระแทกกระทั้น จากนั้นก็ล้มตัวนอนลงอย่างเงียบๆ ไม่ถามไถ่อะไรเขาอีก
ท่ามกลางการนอนมองอยู่ของเขาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มน้อยๆ ไม่นานก็หันไปหยิบรีโมทสั่งปิดเปิดไฟ เขาปิดเหลือแค่โคมไฟตรงหัวเตียง พร้อมเปิดเครื่องถ่ายเทความร้อน เพื่อดึงอากาศภายนอกเข้ามา ที่สำคัญด้วยความเคยชินเขาไม่ลืมหยิบมีดสั้นขึ้นมาวางไว้ใกล้ตัวด้วย ก่อนเปลือกตาค่อยๆปิด เข้าสู่ห้วงนิทราในที่สุด เหลือแต่คนข้างล่างที่ยังคงนอนลืมตาอยู่
สาเหตุที่เธอยอมเดินตามเขามาง่ายๆ และทำตัวเรื่องมากหรือมีปัญหา นั่นเพราะตอนที่เธออยู่ตามลำพังและร้องไห้อย่างหนักในห้องนั้น ได้ตกผนึกบางอย่าง มีภาพหลายภาพไหลเวียนเข้ามาในความทรงจำมากมาย ภาพที่เคยเกิดขึ้นจริงตอนครั้งอดีตและเธอโคตรจะมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นความรักจากพ่อแม่ที่หยิบยื่นให้อย่างไม่มีเงื่อนไข มิตรภาพจากเพื่อนสนิทที่ไม่ว่าอยู่ด้วยกันตอนไหนก็มีสบายใจเมื่อนั้น เสียงปรบมือจากแฟนคลับมากมายตอนเธอได้รับรางวัล และที่สำคัญเธอกำลังจะมีหลานเป็นของตัวเอง
ภาพอัลตร้าซาวด์ของพะแพงภรรยาของเพื่อนสนิทยังตราตรึงอยู่ในใจ เธอจำได้ว่าเธอดีใจและมีความสุขมาก ตอนจิตนาการถึงทารกน้อยตัวแดงๆในผ้าห่มสีชมพู
ทั้งหมดเข้ามาในโซนสมองเป็นฉากๆ เตือนสติให้เธอคิดได้ว่าเธอไม่ควรจะตายเอาง่ายๆ ทำให้ถูกกระตุ้นความกล้าและฮึดสู้ขึ้นมา นึกถึงความจริงอย่างหนึ่งชนวนเหตุที่จะทำให้เธอมีโอกาสที่จะรอดว่า หากเขาไม่คิดฆ่าเธอตั้งแต่แรก นั้นก็แสดงว่าเขาต้องการผลประโยชน์จากเธอขั้นสุด
ดังนั้นเธอจะใช้สิ่งนั้นเป็นตัวเบิกทาง ทำให้เขาตายใจ ไว้ใจ และถ้าเป็นไปได้เธอจะทำให้เขารักด้วย..
ถึงตอนนั้นทุกอย่างก็คงจะง่ายขึ้น
สำหรับคนจนตรอกไม่มีอะไรจะเสีย หากไม่ลองก็คงไม่รู้ สมมุติว่าจะต้องตายจริงๆ ก็ขอให้ได้ลองกันก่อนยังไงก็ดีกว่า
ไม่ลองไม่รู้!
เอาล่ะ ระหว่างมารยาหญิงอย่างเธอ กับความแข็งกระด้างของมาเฟียอย่างเขา ใครกันจะชนะ
เรามาดูกัน!
