บทที่ 2 แห่งเมืองเวนิส
หลังประตูปิดลงความกว้างขวางที่เงียบสงัดก็เล่นงานเธอ นาทีนี้ที่จะต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยวปนความกลัว กลิ่นดอกลิลลี่จะหอมสะอาดสักแค่ไหนก็ไม่สามารถทำให้รู้สึกดีขึ้นได้ เธอประหม่ามาก ชนิดที่มือบีบคลายอยู่ก่อนหน้านั้นไม่รู้สึกอะไรแล้ว จากนั้นคือการกวาดตามองหาเขา ผู้ว่าจ้างจอมลึกลับ
และเธอก็เจอ
“ฉันมาแล้วค่ะ”
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดลึกสุด ส่งเสียงทักทายด้วยภาษาอังกฤษ มือที่บีบเปลี่ยนเป็นผสานกันตรงหน้าขา เขานั่งอยู่ริมหน้าต่างโกธิกยักษ์ บนเก้าอี้สีดำกำมะหยี่ เบื้องหน้าของเขาคือคลองแกรนด์คาแนล และแน่นอนเขาหันหลังให้กับเธอ แทนที่เธอจะรู้สึกดีที่ไม่ได้สบตากันในวินาทีแรก พอจะมีเวลาให้ตั้งหลักกันได้บ้าง ทว่ากลับรู้สึกประหม่ายิ่งกว่าเก่า
เพราะผู้ชายตรงหน้าไม่ใช่แค่ลึกลับในสายตาของเธอที่มีก่อนหน้านี้เพียงอย่างเดียว แต่การที่เขาไม่จำเป็นต้องหันมาทันทีเพราะรู้ว่าเป็นเธอมาเยือนนั้นทำให้รู้สึกเหมือนเขาคือผู้กุมชะตาด้วย
ผู้กุมชะตาเมืองนี้
“นั่งสิครับ”
แต่ความอึ้งไม่ได้มีแค่นั้นเมื่อเขาใช้ภาษาไทย ดวงตาคู่สวยขึงกว้าง ทอดมองคนตรงหน้าตาไม่กะพริบ จนถึงป่านนี้เขาก็ยังไม่หันมามอง เธอจึงรู้ทันทีว่าการเชิญนั่งของเขาไม่ได้หมายความให้ไปนั่งตรงหน้า แต่ให้นั่งบนเก้าอี้ที่วางอยู่ใกล้ๆ
เธอนั่งลงอย่างไม่มีข้อกังขา สายตายังจ้องมองเขา สังเกตรูปร่างและลักษณะดูก็รู้เขายังไม่แก่ และน้ำเสียงทุ้มต่ำฟังนุ่มหูผสมความยำเกรงก็สามารถเดาอายุได้เลย
ผู้ชายคนนี้อายุไม่ต่ำกว่าสามสิบ และไม่เกินสี่สิบ เผลอๆเท่ากันกับเธอ
“ขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการนะคะ ดิฉันลลิสา สิรินธรานนท์ หรือเรียกว่าสาเฉยๆก็ได้”
ในเมื่อเขาใช้ภาษาไทยกับเธอ บ่งบอกให้รู้เขาเองก็เป็นคนไทย เธอจึงใช้บ้าง พร้อมส่งรอยยิ้มฉีกกว้างเป็นมิตร แม้ว่าเขาจะมองไม่เห็นก็ตาม
“ทราบครับ ก่อนจะเลือกคุณ ผมได้สืบมาหมดแล้ว แต่คิดว่าไม่จำเป็น”
จากนั้นก็ต้องหุบลงทันควัน ราวกับกระแสไฟฟ้าถูกตัดขาด และเสียความมั่นใจไปมากพอควร
“ยังไงคะ”
“ในงานวันนั้นคุณแทบไม่มีตัวตน เป็นเพียงพื้นหลังของผมเท่านั้น จึงคิดว่าไม่จำเป็นครับ”
“ถ้าอย่างนั้น ทำไมถึงเลือกฉันคะ”
น้ำเสียงของลลิสาเริ่มเข้มแต่ไม่ถึงกับห้วน เนื่องจากรู้สึกฉุน เขากำลังทำให้เธออาย และหน้าแตกโดยไม่รู้ตัว
“แล้วคุณโอเคหรือเปล่า”
แทนที่จะตอบเขากลับถามกลับมา เพิ่งจะเห็นว่าในมือข้างหนึ่งของเขามีไวน์ด้วย ตอนที่มันถูกยกขึ้นมาควง แล้วจรดริมฝีปากกระดกจนหมด เพียงเท่านั้นเธอก็รู้ทันทีเขากำลังกดให้เธอต่ำกว่า ลลิสาเข้าใจดีเพราะเขาคือผู้จ่ายเงินเธอ เพียงแต่แอบผิดหวังเล็กน้อยทั้งที่เป็นคนไทยด้วยกัน
“ค่ะ โอเคค่ะ”
“เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาไปมากกว่านี้ เผื่อคุณต้องไปทำธุระที่อื่นต่อ เรียกค่าตัวของคุณมาได้เลยครับ”
น่าแปลกที่ความนิ่งสงบดูไม่สะทกสะท้านของเขาทำให้เขาดูน่าค้นหา เธอที่ถูกทำให้เจ็บช้ำน้ำใจก็ยังคงไม่ละสายตาไปไหน ทอดมองอยู่อย่างนั้น ทั้งที่เห็นไม่ชัดราวกับภาพย้อนแสง ทว่าศีรษะทุย ทรงผมที่ทันสมัย จรดมาถึงต้นคอและบ่าไหล่กลับทำให้เขาดูหล่อดุจนายแบบ
ผู้ชายคนนี้เป็นใครกัน ทำไมเธอถึงไม่รู้จัก
“ฉันต้องรู้เงื่อนไข รูปแบบการทำงานอย่างละเอียดก่อนค่ะ”
“ได้ครับ เรื่องนั้นไม่มีปัญหา” เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย ทำให้เธอต้องหรี่ตาตาม ก่อนจะชะงัก “ทั้งหมดมันอยู่ตรงหน้าคุณแล้วไง”
เพิ่งจะเห็นว่ามันมีแฟ้มและแท็บแล็ตเปิดหน้าสัญญาค้างไว้ วางอยู่ตรงนี้ บนโต๊ะเบื้องหน้าของเธอ
“มาตอนไหน..”
หญิงสาวพึมพำ หัวคิ้วชนกันยุ่งเหยิง
“คุณมีเวลาอ่านอย่างเต็มที่ อ่านให้ละเอียด ถ้าตอบตกลงอย่าลืมเซ็นมันด้วยนะครับ”
พูดจบเขาก็ลุกขึ้นยืน เธอเห็นความสูงของเขาเต็มๆ รูปร่างกับท่าทางตอนเดินนั้น นี่มัน..อพอลโลชัดๆ
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญที่นำมาคิด การเดินหายเข้าไปในอีกห้องและทิ้งเธอไว้คนเดียวของเขาต่างหากที่ทำให้งุนงง เขาปล่อยเธอไว้อย่างนี้เลย?
