บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 6 เคลียร์ให้จบก่อน

รถหรูวิ่งมาจอดหน้าบ้าน แสงไฟหน้ารถที่สาดส่องลงกระทบพื้นยังไม่ถูกปิดลง หลังกลับจากทานอาหารมื้อเย็นนอกบ้าน เมื่อราณีนัดพูดคุยเรื่องการหมั้นหมายกับสองหนุ่มสาว พร้อมกำหนดการและรายละเอียดที่จัดแจงไว้อย่างลงตัวเรียบร้อยแล้วให้ทีชานนท์และธิดาวดีรับรู้

“ขอบคุณสำหรับอาหารเย็นอร่อย ๆ นะคะคุณป้า” ธิดาวดีเอ่ยขอบคุณราณีพร้อมหันไปส่งยิ้มให้หญิงสูงวัยที่นั่งอยู่เบาะโดยสารด้านหลัง ก่อนจะหันไปหาชายหนุ่มพลขับที่นั่งอยู่ข้าง ๆ

“ขอบคุณที่มาส่งนะคะ” พูดจบก็ไม่รอฟังคำตอบจากเขา เปิดประตูเดินลงจากรถไป

แม่บ้านวิ่งออกมาหาเจ้านายหญิงทันทีที่ลงจากรถ และพูดคุยด้วยท่าทีร้อนใจ ทีชานนท์เหลือบตาไปมอง ก่อนจะเลี้ยวรถกลับออกไป ลุงสนั่นพ่อบ้านยังไม่ทันจะปิดประตูรั้ว ภาคินก็พาร่างโซซัดโซเซเดินสวนรถเข้ามาด้านในทันที เมื่อลุงสนั่นปฏิเสธไม่ให้เขานำรถเข้ามาจอดด้านในตามคำสั่งของธิดาวดี เมื่อถูกตัดการติดต่อทุกช่องทาง เขาจึงทำได้แค่มาดักรอเท่านั้น

“นั่นใครน่ะ...ใช่ภาคินหรือเปล่า?” ราณีที่เอ่ยขึ้นพลางหรี่ตามองภาพเมื่อครู่

“ท่าทางดื่มมาด้วยนะตานนท์ แม่ว่าเรากลับเข้าไปดูหน่อยไหม แม่เป็นห่วงหนูผึ้ง”

“คิน” ธิดาวดีเอ่ยชื่อเขาแผ่วเบาปนแปลกใจเมื่อเห็นชายหนุ่มเดินตรงเข้ามาหาในเวลาดึกดื่นแบบนี้

“ผึ้ง” คำพูดที่เอ่ยออกมาจากหัวใจที่เจ็บปวด เมื่อแอลกอฮอล์ที่เติมเข้าไปตั้งแต่หัวค่ำเริ่มทำงานได้อย่างดีเยี่ยม และดูเหมือนมันจะไปกระตุ้นต่อมคิดถึงให้ทำงานหนักจนไม่สามารถทัดทานตัวเองไว้ได้ สุดท้ายต้องมาดักรอเพื่อเจอหน้า

“คินขอคุยด้วยหน่อยได้ไหม” กลิ่นละมุดโชยมาแต่ไกล บ่งบอกว่าเจ้าของร่างสติเหลืออยู่ไม่เต็มร้อย แต่กระนั้นภาคินผู้อ่อนโยนก็ยังพยายามควบคุมตัวเองให้เป็นปกติอยู่ แม้จะทำได้ไม่ค่อยดีนัก

“ดึกแล้วคินมีธุระอะไรค่อยคุยกันวันหลังละกัน” หญิงสาวพูดตัดจบ

“วันไหน...ตอนไหน...ที่ไหน ผึ้งตัดโอกาสคินทุกช่องทางแล้วนี่” ชายหนุ่มตัดพ้อ พร้อมกับเดินเข้ามาใกล้ ป้านารียืนอยู่ข้าง ๆ สายตาเป็นกังวล

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะป้านารี ไปพักผ่อนเถอะค่ะ” หันไปบอกแม่บ้าน

“ค่ะคุณผึ้ง”

“คินคิดถึงผึ้ง” ภาคินบอกความในใจด้วยท่าทีสิ้นหวัง

“ผึ้งอย่าหมั้นได้ไหม คินปฏิเสธแม่ไปแล้ว งานหมั้นของคินจะไม่เกิดขึ้น เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมนะ แล้วคินจะหาทางช่วยผึ้งเอง นะผึ้ง”

ดึงมือหญิงสาวมากุมไว้สายตาวิงวอน ธิดาวดีดึงมือกลับพร้อมถอนหายใจ

“ผึ้งว่าเราเคลียร์ทุกอย่างกันชัดแล้วนะ อย่าพูดเรื่องนี้อีกเลยนะคิน คินกลับไปเถอะดึกแล้วผึ้งอยากพัก”

หันหลังกำลังจะก้าวขาเข้าบ้าน แต่ภาคินเดินมาดักหน้าไว้ ดึงมือหญิงสาวมากุมไว้อีกครั้ง และบีบแน่นไม่ยอมปล่อย นี่เป็นครั้งแรกของเขาที่ทำตัวงี่เง่าปัญญาอ่อนแบบนี้ แม้ว่าต้องทำตัวไร้ค่าแค่ไหนเขาก็พร้อมที่จะทำ เมื่อหัวใจมันบอกชัดแล้ว ว่าไม่สามารถตัดใจจากหญิงสาวตรงหน้าได้เลย

ยังไม่ทันที่ธิดาวดีจะเอ่ยอะไรออกไป รถสปอร์ตคันเดิมที่เพิ่งขับออกไปเมื่อครู่ก็ขับกลับเข้ามาใหม่อีกครั้ง ธิดาวดีและภาคินหรี่ตาลงเมื่อแสงจ้าจากหน้ารถสาดกระทบดวงตาจนขาวโพลนไปหมด พร้อมกับร่างของทีชานนท์ที่เดินลงจากรถ

“กลับไปได้แล้วที่นี่ไม่ใช่ที่ที่คุณควรอยู่” เอ่ยขึ้นทันทีเมื่อมายืนอยู่ข้างหญิงสาว ดึงมือธิดาวดีออกจากการเกาะกุมของภาคิน และกุมมือเธอไว้แทน จ้องหน้าคนเมาด้วยสายตาจริงจัง คนขับรถของภาคินที่คอยชะเง้ออยู่ด้วยความกังวล รีบวิ่งเข้ามาด้านในทันที

“คุณคินกลับเถอะครับ คุณนายโทรตามแล้วครับ”

ภาคินจ้องมองสองมือที่กุมกันไว้แน่นตรงหน้า เผลอขบกรามแน่น แต่ก็ทำได้แค่นั้น ก่อนจะเดินคอตกกลับออกไปอย่างสิ้นหวัง

ทีชานนท์ปล่อยมือหญิงสาวให้เป็นอิสระ ยืดอกจัดท่าทีให้ตัวเองใหม่ มือล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง สบตากับคนตรงหน้า

“ผมหวังว่าเหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกนะ”

“คะ?” ธิดาวดีย่นคิ้วมองหน้าผู้พูด จากท่าทีที่เขาแสดงออก เหมือนมันเป็นความผิดของเธอเสียอย่างนั้น

“อีกหน่อยคุณกับผมก็ต้องหมั้นกัน คุณควรเคลียร์กับคนเก่าให้จบก่อนไหม ผมไม่อยากดูโง่ในสายตาคนอื่น เพราะคุณแม่คงไม่มีทางตำหนิคุณแน่นอน” พูดจบก็หันหลังเดินขึ้นรถไปทันทีไม่เปิดโอกาสให้หญิงสาวได้อธิบายเลยสักคำ

“หึ” ธิดาวดีแค่นหัวเราะในลำคอ ไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีในอนาคตของเธอ ถืงเธอจะไม่มีสิทธิ์เลือก แต่เขาก็ไม่ควรดูถูกเธอด้วยคำพูดและกิริยาแบบนี้ ดูท่าแล้วคงจูนเข้ากันลำบากแล้วกระมัง ก่อนจะเดินเข้าบ้านไป

“ไม่เป็นไรหรอกมั้งคะคุณป้า มีแม่บ้านพ่อบ้านอยู่ด้วยไม่ต้องห่วงผึ้งหรอกค่ะ” ธิดาวดีปฏิเสธคำเชิญของราณีที่จะให้เธอย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านด้วยกัน โดยอ้างความเป็นห่วงที่มีต่อหญิงสาว จากเหตุการณ์เมื่อวาน

“ยังไงเสียหลังแต่งก็ต้องย้ายมาอยู่แล้ว ก็ย้ายให้จบ ๆ ไปเลยก็แล้วกัน ป้าจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง”

“แต่ว่า...”

“ไม่ต้องมีแต่หรอกจ้ะ หนูผึ้งกับพี่นนท์ยังไม่คุ้นเคยกัน มาอยู่บ้านหลังเดียวกันจะได้ปรับตัวได้เร็วขึ้น อีกหน่อยก็ต้องแต่งกันแล้ว”

ราณีสรุปตัดจบอย่างอารมณ์ดี มองหน้าหญิงสาวรอฟังคำตอบ ทั้งที่เธอไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธเลย

“ค่ะคุณป้า” คำตอบที่ทำให้ราณียิ้มได้

“หนูผึ้งไปทำงานเถอะจ้ะป้ามีเรื่องพูดแค่นี้แหละ”

“ค่ะ”

ราณีมองตามร่างหญิงสาวที่เพิ่งเดินออกห้องไป แววตาของเธอที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูที่มีต่อเด็กสาวคนเดิมไม่เคยจางหายไป พร้อมกับภาพในอดีตที่ผุดขึ้นมาในความทรงจำ

เด็กสาวในเครื่องแบบนักเรียนมัธยมโรงเรียนเดียวกับทีชากรณ์ ที่อยู่กับเธอหน้าห้องฉุกเฉิน ในครั้งที่ทีชากรณ์ประสบอุบัติเหตุโดนชนแล้วหนีอาการโคม่าเป็นตายเท่ากัน เป็นธิดาวดีที่โทรแจ้งเหตุและพาเขามาส่งโรงพยาบาล เสื้อนักเรียนสีขาวของเธอเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดของทีชากรณ์

“ไม่เป็นไรนะคะคุณป้า” ธิดาวดีกอดปลอบร่างราณีที่ร้องไห้แทบเสียสติ เมื่อเคราะห์ซ้ำกรรมซัด สามีป่วยเรื้อรังอาการทรุดหนัก มีภาวะแทรกซ้อนและยังอยู่ในห้องไอซียู ส่วนลูกชายคนเล็กนั้นก็มาประสบอุบัติเหตุเป็นตายเท่ากัน ในขณะที่บริษัทกำลังประสบกับภาวะวิกฤตทางการเงิน แม้เงินค่ารักษาพยาบาลก็ต้องวิ่งเต้นหาจนหัวหมุนแทบสิ้นหวัง

“คุณพ่อกำลังมารับหนู หนูจะคุยกับคุณพ่อให้ คุณพ่อต้องช่วยคุณป้าแน่นอนค่ะ” เธอพูดปลอบใจเมื่อได้ยินสิ่งที่ราณีพูดสายโทรศัพท์

เด็กหนอเด็ก คิดอะไรก็พูดออกไปอย่างนั้น ในโลกความเป็นจริงความใจดีมันไม่ได้หาได้ง่ายขนาดนั้น แม้สายเลือดเดียวกันยังพึ่งพาไม่ได้ นับประสาอะไรกับคนที่ไม่รู้จัก แต่เธอคิดผิด กิตติไม่ได้เป็นเหมือนคนอื่น ๆ รอบข้างเธอเลย

ธิดาวดีนั่งลงคิดทบทวนวกไปวนมา คงเหลือทางเดียวกระมังที่เธอต้องลองดู

ทีชานนท์ยกแก้วกาแฟขึ้นจิบอย่างใจเย็น และวางลงก่อนจะตวัดสายตาขึ้นมองธิดาวดีที่นั่งอยู่ตรงข้าม และผายมือไปที่เธอส่งสัญญาณให้หญิงสาวพูดธุระของเธอมาได้เลย

“ฉันไม่ทราบว่าคุณป้าคุยกับคุณแล้วหรือยัง?” พูดอย่างระมัดระวัง

“เรื่อง?” ทีชานนท์ถามสั้น ๆ

“ฉันต้องย้ายเข้าไปอยู่บ้านคุณ”

หัวคิ้วชายหนุ่มกระตุกเล็กน้อยเมื่อได้ฟังประโยคนั้น แต่ยังคงนิ่งอยู่ ธิดาวดีจับสังเกตสีหน้าของเขาหลังจากพูดจบประโยค

“แล้วยังไง?”

“เอ่อ...ฉันคิดว่าอาจจะทำให้คุณอึดอัด”

“อะไรที่ทำให้คุณคิดอย่างงั้น?” ทีชานนท์ถามพร้อมประเมินท่าทีของอีกฝ่ายว่ากำลังคิดอะไรอยู่

“คุณป้าอาจจะให้เรา...เอ่อ...คือ...เพราะเรายัง...ไม่ได้เป็นะอะไรกัน...และฉันคิดว่า...” กลายเป็นคนพูดจากระท่อนกระแท่นไปเสียอย่างนั้น เมื่อเรื่องที่กำลังพูดถึงอยู่ตอนนี้มันไม่ค่อยสะดวกปากสักเท่าไหร่

“ถ้าคุณใจร้อนอยากเป็นผมเป็นให้เลยก็ได้ เพราะยังไงเราก็หนีคุณแม่ไม่พ้นอยู่ดี?” ยกขาขึ้นไขว่ห้างเอนหลังพิงพนักโซฟา มองหน้าหญิงสาวแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาว

“ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น” ธิดาวดีสวนกลับทันทีที่เขาพูดจบ

“แล้วคุณหมายความแบบไหน?”

“ฉันอยากให้คุณช่วยพูดกับคุณป้าอีกที”

อ้อมไปอ้อมมาที่แท้ก็ไม่อยากย้าย สุดท้ายก็ตัดแฟนเก่าไม่ขาดสินะ นี่ก็คงไม่กล้าปฏิเสธคุณแม่กระมัง

“พูดว่าอะไร?”

“คุณเข้าใจอยู่แล้วจะแกล้งถามทำไม?” เกลียดนักคนแกล้งโง่ หรือไม่ก็คงจะตั้งใจกวนประสาท

“นี่คุณมาขอร้องผมหรือคุณมาสั่งผมกันแน่?” ยกคิ้วสูงมองหน้าหญิงสาวแบบรอคำตอบ แต่คำสนทนาก็หยุดอยู่แค่นั้นเมื่อเสียงเคาะที่หน้าประตูดังขึ้น พร้อมกับร่างของราณีที่เดินเข้ามาด้านใน สองสายตาหันไปมองพร้อมกัน

“อ้าว...หนูผึ้ง” มองหน้าสองหนุ่มสาวสลับกันไปมา

“คุยเรื่องซีเรียสกันอยู่หรือเปล่า แม่จะได้ออกไปก่อน”

“เปล่าครับคุณแม่ คุณผึ้งเค้าแค่มาบอกว่าคุณแม่จะให้ย้ายเข้าไปอยู่ที่บ้าน”

“อ๋อ...แม่ก็กำลังจะมาพูดเรื่องนี้พอดีเลย หนูผึ้งบอกก่อนก็ดีแล้วจ้ะ งั้นคุยกันต่อเลย แม่กลับแล้ว” พูดเสร็จก็หันหลังกลับ

“คุณป้าคะ” ธิดาวดีเรียกตามร่างหญิงสูงวัย ราณีหันมามองหน้าเธอแทนคำถาม ธิดาวดีหันมามองชายหนุ่มส่งสัญญาณให้เขาช่วยพูด แต่ทำลายความนิ่งของเขาที่มีอยู่ไม่ได้เลย พร้อมกับเสียงสั่นจากโทรศัพท์มือถือของราณีที่ดังขึ้น หล่อนหยิบโทรศัพท์ออกมากดรับสาย และยกมือขึ้นเป็นเชิงบอกว่าไม่ว่างจะฟังแล้ว และเดินออกห้องไป

ทีชานนท์มองหน้าหญิงสาวพร้อมกับยักไหล่แบบช่วยอะไรไม่ได้จริง ๆ ธิดาวดีถอนหายใจทิ้งอย่างสิ้นหวัง และเดินกลับมาที่ห้องทำงานของตัวเอง นั่งพิงพนักเก้าอี้นวมปิดเปลือกตาลงผ่อนคลาย เข้าใจในความเมตตาของราณีที่มีให้เธอเสมอ แม้บางครั้งมันไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ ราณีเองไม่ได้ทำให้เธออึดอัด แต่เป็นว่าที่คู่หมั้นของเธอต่างหาก

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel