ตอนที่ 5 เตรียมตัว
หลังจากวางสายโทรเข้าจากราณี ธิดาวดีเหลือบตามองนาฬิกาหรูที่แขวนอยู่ผนังห้อง ตารางงานที่วางแผนไว้ว่าจะเคลียร์ให้จบในวันนี้คงไม่เป็นอย่างนั้นเสียแล้ว เมื่อทีชานนท์กำลังจะเข้ามารับเธอเพื่อออกไปสตูดิโอเสื้อผ้าด้วยกัน สำหรับการเตรียมความพร้อมในงานหมั้นที่จะจัดขึ้นเร็ว ๆ นี้ ตามคำสั่งประกาศิตของผู้มีอำนาจสูงสุดอย่างราณี
ก๊อก ๆ
เสียงเคาะที่หน้าห้องหญิงสาวเงยหน้าขึ้นมอง พร้อมกับผู้ช่วยสาวที่เดินเข้ามาด้านใน
“มีแขกมาพบคุณน้ำผึ้งค่ะ” เธอเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะถามต่อ สองสาวเพื่อนซี้เขมจิราและนับดาวก็โผล่หน้าเข้ามาทันที
“เซอร์ไพรส์....” เอ่ยขึ้นพร้อมกัน พร้อมกับยกมือขึ้นกางออกและส่ายสะบัดไปมาเหมือนเล่นจ๊ะเอ๋กับเด็กน้อย
“ยัยเขม ยัยดาว” เอ่ยด้วยท่าทีแปลกใจเมื่อเห็นเพื่อนซี้มาถึงที่ทำงาน
“แหม...ยังจำได้อยู่แฮะว่ามีเพื่อน” นับดาวกระแนะกระแหน ขณะเดินเข้ามาด้านใน
“ช่วงนี้ฉันยุ่ง ๆ น่ะ ปวดหัวจะตายอยู่แล้ว” ธิดาวดีลุกจากเก้าอี้และเดินไปนั่งที่โซฟามุมรับรองเล็ก ๆ ในห้องทำงาน ถือโอกาสผ่อนคลายเสียเลย วัน ๆ มีแต่เรื่องงานเต็มในหัวสมองไปหมด นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้นไมเกรนก็ขึ้นหัวเสียแล้ว
“จะหมั้นทั้งทีไม่คิดจะส่งข่าวบ้างเลยหรือไง?” เขมจิราแกล้งทำหน้าวีน
“พวกแกรู้แล้วเหรอ?” ธิดาวดีมองสองเพื่อนสาว
“เออสิ”
“คุณป้าราณีเป็นคนจัดการน่ะ ฉันมีหน้าที่แค่ทำตาม แกสองคนมาก็ดีแล้ว ฉันกำลังจะออกไปดูชุดที่ใส่ในวันหมั้นน่ะ ป้าราณีนัดกับที่ร้านไว้แล้ว ฉันขี้เกียจเลือกไปช่วยเลือกให้หน่อยได้ไหม?” บอกอย่างเซ็ง ๆ ยังไงเสียมีเพื่อนไปด้วยก็คงดีกว่าไปกับเขาสองคน
“คุณนนท์กำลังออกมา แป๊บนึงก็คงถึงแล้ว”
“ได้อยู่แล้ว” นับดาวยิ้มสดใส
“ไม่ดีมั้งแก เผื่อคุณนนท์อยากไปสองคน” เขมจิราขัดขึ้น
“พี่นนท์นะเหรอไม่มีปัญหาหรอก ฉันจัดการเอง มีที่ไหนจะหมั้นทั้งทีบอกน้องสักคำยังไม่มีเลย” นับดาวบ่นถึงญาติผู้พี่ที่สนิทแต่ไม่ยอมบอกเรื่องสำคัญแบบนี้กับเธอ
“มันใช่เรื่องดีสำหรับเขาหรือไง โดนบังคับหมั้นใครเขาจะแฮปปี้กันล่ะ”
ธิดาวดีเอ่ยด้วยท่าทีราบเรียบ
“แล้วแกโอเคเหรอ?” นับดาวหันมาถามเพื่อนสาวและจับสังเกต เอาจริงแล้วการหมั้นครั้งนี้เธอเห็นด้วยอย่างที่สุด หลังรู้การเคลื่อนไหวของกิ่งฉัตรจากคำบอกเล่าของผู้ใหญ่ในเครือข่ายธุรกิจที่คุ้นเคยกับครอบครัวเธอ
“ฉันมีทางเลือกอื่นเหรอ?” พูดแบบยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง อีกนัยหนึ่ง ก็นึกเห็นใจทีชานนท์อยู่ไม่น้อย เขาก็คงรู้สึกแย่ไม่แพ้กัน
“แหมแก...จะทำหน้าซังกะตายอะไรก่อน พี่นนท์ทั้งหล่อ ทั้งเก่ง ฉลาด สุภาพ สาว ๆ ทั้งบางอยากเป็นเจ้าสาวเขาทั้งนั้นแหละ แต่แกกลับเป็นผู้หญิงที่โชคดีคนนั้น” พูดอย่างภาคภูมิใจแทนเพื่อน
“ให้เวลากันสักหน่อย คบ ๆ กันไป อยู่ ๆ กันไปเดี๋ยวก็รักกันเองแหละ ในละครมีให้เห็นเยอะแยะ พี่นนท์ไม่ใช่คนเลวร้ายสักหน่อย ดีกว่าแกจะกลับไปคบกับภาคิน แล้วจะต้องปวดหัวกับเรื่องแม่ผัวในอนาคตอีก”
“ยัยดาว” เขมจิราดุแบบไม่เต็มเสียงนัก พลางตวัดสายตามองธิดาวดี บรรยากาศในห้องเงียบลงชั่วขณะ
“ก็จริงนี่นา” นับดาวเสียงอ่อย แกล้งทำหน้าม่อย
พร้อมกับเสียงเคาะประตูที่หน้าห้องดังขึ้นอีกครั้ง
“คุณนนท์มาถึงแล้วค่ะ รอคุณน้ำผึ้งอยู่ข้างล่างค่ะ”
“จ้ะ” ธิดาวดีพยักหน้ารับรู้และลุกจากโซฟา
“ไปกันเถอะ”
“แกคงไม่โกรธฉันหรอกนะที่พูดแบบนั้นน่ะ” นับดาวถามแบบไม่ได้รู้สึกผิดเลยสักนิด
“ไม่หรอก แกก็พูดถูก” ธิดาวดีเอ่ยขึ้น
“แต่ก็ไม่ควรพูดป่ะ” เขมจิรากระซิบข้างหูนับดาวพร้อมตำหนิด้วยสายตา คนที่ถูกตำหนิทำเสียงจิ๊จ๊ะใส่ และเดินตามเพื่อนสาวลงมาด้านล่าง
ประตูกระจกถูกผลักให้เปิดออก พร้อมกับเสียงใสของกระดิ่งที่ดังอยู่เหนือประตู กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของช่อกุหลาบที่ถูกประดับอยู่หน้าเคาน์เตอร์ต้อนรับ ลอยอบอวลในอากาศท่ามกลางแอร์เย็น ๆ แสงไฟวอร์มโทนละมุนที่สาดส่องและสะท้อนกับกระจกเงาบานใหญ่ สร้างบรรยากาศอ่อนโยนและอบอุ่น สมกับเป็นสถานที่ของมืออาชีพในการเป็นตัวแทนจัดการเรื่องของความรัก
“สวัสดีค่ะ” พนักงานในร้านยกมือไหว้ลูกค้าที่เพิ่งเดินเข้ามาเมื่อครู่ด้วยรอยยิ้มสดใส
“สวัสดีค่ะ” เสียงสดใสของสองสาวนับดาวและเขมจิราที่ทักทายตอบพนักงาน ธิดาวดีแค่ยิ้มบาง ๆ เท่านั้น ส่วนทีชานนท์นั้นยังรักษามาตรฐานความเข้มไว้ได้อย่างเต็มเปี่ยม
ธิดาวดีมีหน้าที่แค่พาร่างมาเท่านั้น ส่วนที่เหลือคือหน้าที่ของเพื่อนสาวที่จัดการให้เสร็จสรรพ เหมือนเป็นงานหมั้นของตัวเองเสียอย่างนั้น ส่วนสุภาพบุรุษเพียงคนเดียวที่มาด้วยนั่งรออยู่มุมรับรอง
“พี่นนท์หล่ออยู่แล้วใส่อะไรก็หล่อ นั่งรอแบบสบาย ๆ ได้เลยค่ะ เดี๋ยวดาวจัดให้” นับดาวพูดอย่างอารมณ์ดี
หลังจากบอกความต้องการของพนักงานแล้ว ชุดหรูมากมายก็ถูกขนมาให้เลือก แต่กระนั้นก็ยังไม่เป็นที่พอใจของนับดาวและเขมจิรา
“พวกแกจะเรื่องมากทำไม ก็ใส่ได้ทุกชุดอยู่แล้ว ชุดไหนก็ได้จะได้รีบกลับ ฉันหิวแล้ว” เมื่อเบื่อที่จะลองก็เริ่มอิดออด
“ไม่ได้” เสียงแข็งจากเพื่อน ๆ
“หมั้นทั้งที อะไรก็ได้ได้ไง ถ้าตอนแต่งละก็ ฉันจะให้จัดหนักกว่านี้อีก” นับดาวเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจในคำพูดของธิดาวดีเลยสักนิด
“ขอไปดูอีกรอบละกัน” ว่าแล้วก็ลากมือเขมจิราออกไปเลือกชุดด้านนอก
ระหว่างที่รอเพื่อนสาวฟังคำสาธยายคุณสมบัติของชุดหรูมากมาย จากพนักงานรอบที่ร้อยแปด ธิดาวดีก็เดินชมความงามของชุดฆ่าเวลาไปเรื่อย ๆ สายตาไปสะดุดกับชุดสวยตรงหน้าและเอื้อมมือไปหยิบ พร้อมกับมือใครคนหนึ่งที่ใจตรงกันพอดิบพอดี
สองสาวหันมามองหน้ากัน พร้อมกับส่งยิ้มให้ในความชอบที่เหมือนกัน
“เชิญค่ะ” เป็นธิดาวดีเอ่ยขึ้นก่อน
“ไม่เป็นไรค่ะ คุณหยิบก่อน” แพรพรรณส่งยิ้มและผายมือไปที่ชุดอย่างน่ารัก
“เชิญคุณเถอะค่ะ ฉันแค่ดูเฉย ๆ ค่ะ มีชุดแล้ว” เธอโกหก เพราะยังไงเสียก็คงต้องผ่านตาของเพื่อนสาวสองคนก่อนอยู่ดีทุกอย่างถึงจะโอเค และงานหมั้นของตัวเองนั้นมันไม่ได้สำคัญอะไรขนาดนั้น คงต่างจากหญิงสาวคนนี้
“ขอบคุณค่ะ” แพรพรรณหยิบชุดพร้อมส่งยิ้มให้ก่อนจะเดินตรงไปที่ห้องลองชุด
ทีชานนท์นั่งไขว่ห้าง เอนหลังพิงพนักโซฟาอย่างสบายเหมือนผ่อนคลายอยู่ที่บ้าน มือเขี่ยหน้าจอโทรศัพท์ไปพลาง ๆ แต่หูกลับฟังถ้อยคำจากชายหนุ่มอีกคนที่นั่งอยู่ถัดไปและกำลังคุยสายโทรศัพท์อยู่ เมื่อจำได้ขึ้นใจว่าเขาคือ ภาคิน
“เออ...เสร็จธุระเดี๋ยวกูเข้าไป...คนเดียวสิ...ดีใจพ่องมึงดิ...ใครอยากจะแต่ง...แม่กูบังคับ...ยังไม่เคลียร์กันเลย...ผึ้งบอกเลิกกูแล้ว...บล็อกกูทุกช่องทาง...ติดต่อไม่ได้...แม่กูก็ตามทุกฝีก้าวเหมือนกูเป็นเด็กสองขวบ...กลุ้มฉิบหาย...เออ ๆ ตอนเย็นเจอกัน” ก่อนจะวางสายไป
“พี่นนท์” เสียงสดใสจากนับดาว
“แถ่นแถ๊น...” เธอผายมือไปที่ธิดาวดีที่อยู่ในชุดสีชมพูเบจสุดหรู แม้เครื่องหน้าและทรงผมจะยังไม่ได้แต่งเติมให้เข้ากับชุด บวกกับสีหน้าของคนที่สวมใส่ไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายกับชุดหรูเลยสักนิด แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงสวยสง่าน่ามองจนปฏิเสธไม่ได้ ทีชานนท์มองตามคำเชื้อเชิญของน้องสาว ก่อนจะลุกขึ้นยืนเมื่อนับดาวเดินมาดึงแขนให้ลุกขึ้น
“พี่นนท์ลองสวมชุดนี้นะคะว่าพอดีหรือเปล่า เธอยื่นชุดที่ถือมาด้วยในมือให้ชายหนุ่ม พร้อมกับภาคินที่ลุกขึ้นยืนเช่นกัน ทุกสายตาของสามสาวมองไปยังผู้ชายคนเดียวกัน ทำไมโลกมันกลมขนาดนี้นะ ต่างฝ่ายต่างนิ่งอยู่ชั่วขณะเหมือนตุ๊กตาไขลานที่หยุดหมุน
“ชุดนี้ดีไหมคะคิน?” เสียงเอ่ยถามจากแพรพรรณที่ปลุกให้ทุกคนตื่นจากภวังค์ แต่เหมือนเสียงนั้นไม่ได้เข้าไปในโสตประสาทของภาคินเลยแม้แต่น้อย ผิดกับสามสาวที่หันมาจ้องเธอพร้อมกันเป็นตาเดียว
“คินคะ” เธอเรียกเขาอีกครั้งเมื่อชายหนุ่มยังนิ่งอยู่
“อ้าวคิน” เป็นนับดาวที่เอ่ยขึ้นเมื่อได้สติก่อนใคร ทำให้แพรพรรณหันมามองตามเสียง
“โลกกลมจังเนาะ” นับดาวเอ่ยขึ้น พร้อมกับหัวเราะแห้ง ๆ ร้านเวดดิ้งมีเป็นร้อยเป็นพันทำไมต้องเลือกร้านเดียวกันด้วยนะ
“จะมีข่าวดีแล้วเหรอไม่เห็นบอกพวกเราบ้างเลย” นับดาวพูดต่อ ภาคินฝืนส่งยิ้มให้
“ไม่แนะนำว่าที่เจ้าสาวให้รู้จักบ้างเหรอ?” นับดาวที่ขยันนักกับการปั่น
“นี่คุณแพร” เขาผายมือมาที่หญิงสาว เธอยิ้มและค้อมศีรษะเป็นการทักทาย
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” น้ำเสียงที่นุ่มนวลจากใบหน้าสวยของแพรพรรณ
“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ”
“ดาวค่ะ”
“เขมค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ”
แต่ธิดาวดียังคงยืนนิ่ง พยายามปั้นหน้าให้เป็นปกติเท่าที่จะทำได้
“ส่วนนี่พี่ชายของดาวเองค่ะ พี่นนท์”
นับดาวผายมือมาที่ทีชานนท์ เป็นการยืนยันคำพูดของธิดาวดีที่พูดกับเขาในวันนั้น ว่าชายหนุ่มที่เธอกำลังจะหมั้นหมายนั้นคือเขาคนนี้นี่เอง
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ทีชานนท์ยื่นมือไป เนิ่นนานกว่าภาคินจะยื่นมือออกมาสัมผัสทักทายตอบ
“ครับ”
สองสายตาของสองหนุ่มที่จ้องมองกันไม่มีใครยอมหลบ พร้อมกับภาคินที่ไม่ยอมปล่อยมือและเผลอบีบแน่นอย่างลืมตัว
“พี่นนท์ไปลองชุดเร็วค่ะดาวหิวแล้ว” เป็นคนเริ่มและตัดจบเอง
พูดจบทีชานนท์ก็เอื้อมมือไปกุมมือธิดาวดีเดินเข้าไปด้านในท่ามกลางสายตาเศร้าของภาคิน แพรพรรณปะติดปะต่อเรื่องราวแวบเดียวในสมองก็ถึงบางอ้อทันที
“น้ำผึ้ง” หญิงสาวคนนี้สินะ และลอบมองใบหน้าว่าที่คู่หมั้นที่จิตใจล่องลอยไปตามคนที่เพิ่งเดินจากไปเมื่อครู่
