บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4 เจ้าหนี้

น้ำผลไม้คั้นสดสีสันสดใสถูกบรรจุอยู่ในแก้วใบหรูรูปทรงแปลกตา คือเมนูโปรดของธิดาวดีที่ภาคินจำได้ขึ้นใจ ถูกยกมาวางที่โต๊ะทันทีที่หญิงสาวมาถึง และนั่งลงตรงข้ามกับเขาภายในร้านอาหารประจำของสองหนุ่มสาว หลังจากที่ธิดาวดีปฏิเสธที่จะเจอหน้าชายหนุ่มมาตลอด จากเหตุการณ์ที่สนามม้าในวันนั้น แต่วันนี้เป็นเธอเองที่นัดเจอเขา แม้กิ่งฉัตรจะสั่งห้ามเด็ดขาด แต่คำสั่งนั้นไม่มีผลใด ๆ กับภาคินเลย

“คินสั่งอาหารไปแล้วนะของโปรดผึ้งทั้งนั้นเลย” ส่งยิ้มให้ด้วยแววตาสดใส ออกอาการดีใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อได้เจอหน้าหญิงคนรัก

“ผึ้งจะสั่งอะไรเพิ่มอีกไหม? พร้อมกับทวนเมนูที่เพิ่งสั่งไปให้หญิงสาวฟัง

“แค่นี้ก็เยอะแล้วไม่ต้องสั่งเพิ่มหรอก”

ภาคินเปิดการสนทนามากมายเรื่องราวที่นำมาแชร์ให้เธอฟัง ระหว่างที่รออาหาร ธิดาวดีนั่งนิ่งฟังเพียงเท่านั้นไม่ได้ออกทัศนะโต้ตอบอย่างที่เคยเป็น จนภาคินต้องเอ่ยถาม

“ผึ้ง...ไม่สบายหรือเปล่า?” เอื้อมมือมาดึงมือบอบบางไปกุมไว้

“มีอะไรไม่สบายใจบอกคินได้นะ” พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพร้อมกับสังเกตหญิงสาวเมื่อสีหน้าของเธอไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ธิดาวดีดึงมือออกและยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นจิบก่อนจะวางลงที่เดิม แม้ความรู้สึกดีภายในใจที่มีต่อชายตรงหน้าจะไม่จางหายไป แต่ก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจทุกครั้งเมื่อนึกถึงการกระทำของกิ่งฉัตรแม่ของเขา ที่ไม่มีแม้แต่ความละอายเลยสักนิด ที่ทำให้เธอตกอยู่ในที่นั่งลำบากแบบนี้

อาหารที่สั่งถูกนำมาวางตรงหน้า หญิงสาวกวาดสายตามองเมนูบนโต๊ะ สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปเลยของภาคิน คือความเสมอต้นเสมอปลาย และใส่ใจแม้กระทั่งเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกี่ยวกับเธอ

“ที่นัดเจอกับคินวันนี้ผึ้งมีเรื่องสำคัญจะบอก” เมื่อตัดสินใจแล้วก็ไม่อยากปล่อยเวลาให้ยืดเยื้อ

“อืม” ชายหนุ่มส่งเสียงในลำคอและพยักหน้ารับรู้ มือตักอาหารใส่จานให้เธอ

“เรื่องอะไรเหรอ?”

“ผึ้งรู้เรื่องที่คินจะหมั้นแล้ว” มือที่กำลังตักอาหารอยู่ชะงักทันที

“....”

ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ภาคินวางช้อนลง รวบรวมสติว่าจะอธิบายให้หญิงคนรักเข้าใจอย่างไรดี

“ผึ้งก็กำลังจะหมั้นเหมือนกัน” ประโยคถัดมาเหมือนมีท่อนซุงขนาดใหญ่ฟาดลงที่กลางศีรษะของภาคิน แสงสว่างวาบขึ้นที่หัวจนภาพเบลอ หูอื้อ จนต้องถามซ้ำอีกครั้ง

“ว่าไงนะ?” ภาคินขมวดคิ้วถามเพื่อยืนยันสิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่ว่าไม่ได้หูฝาด

“ผึ้งต้องหมั้นกับคุณนนท์”

“นนท์ไหน?” ถามอย่างร้อนรน หัวคิ้วยังไม่คลายออกจากกัน

“ลูกชายคุณป้าราณี” ตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉย เมื่อพกความเข้มแข็งมาด้วยจนเต็มกระเป๋า

“เพราะอะไรผึ้ง...ผึ้งมีอะไรบอกคินมาได้เลย เราสัญญาว่าจะไม่มีความลับต่อกันไม่ใช่เหรอ?” ดึงมือหญิงสาวมากุมไว้อีกครั้งพร้อมกับลนลานพูด

“ผึ้งมีความจำเป็น...ก็เหมือนคิน...” เธอหยุดคำพูดไว้เพียงแค่นั้น สองสายตาสบกัน ภาคินจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเธอเพื่อหาคำตอบ แต่อีกฝ่ายมีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น

“สิ่งที่ผึ้งจะบอกก็คือเราคงไปต่อไม่ได้แล้ว ผึ้งแค่อยากพูดให้ชัดเจนและเคลียร์ทุกอย่างให้จบในวันนี้” คำพูดที่ชัดเจนและหนักแน่นแม้ภายในใจเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความสัมพันธ์หลายปีที่ผ่านมาใช่ว่าจะไม่มีความหมายต่อหญิงสาวเลยเสียเมื่อไหร่

“ไม่นะผึ้ง...ผึ้งมีอะไรบอกคินสิ” ใบหน้าที่เต็มไปด้วยคำถามบวกกับความกังวลเมื่อรู้นิสัยของหญิงตรงหน้าเป็นอย่างดี

“เรื่องบริษัทใช่ไหม? ผึ้งไม่ต้องห่วงนะคินจะหาวิธีช่วยผึ้งเอง และเรื่องที่แม่ให้คินหมั้นจะไม่เกิดขึ้น และ...”

“คิน” ธิดาวดีพูดแทรกขึ้น

“ผึ้งตัดสินใจแล้ว” จ้องหน้าชายคนรักที่กำลังจะกลายเป็นเพียงอดีตเท่านั้น

“เราต่างคนต่างมีหน้าที่ ผึ้งเดินตามเส้นทางที่ผึ้งเลือกแล้วและต้องไปต่อ ถึงเราคบกันต่อไปก็คงมีแต่ปัญหา เรื่องนั้นคินคงรู้ดีว่าเพราะอะไร”

หลุบสายตามองมือเย็นเฉียบของภาคินที่กุมมือเธอและบีบแน่นอยู่บนโต๊ะ

“ผึ้งมาเพื่อจะบอกแค่นี้...ขอให้โชคดีนะคิน”

ดึงมือออกจากการเกาะกุม ลุกจากโต๊ะและหันหลังเดินจากไป ภาคินเหมือนถูกจับมัดติดเสาและหมุนปั่นเป็นลูกข่าง มันตื้อจนมึนไปหมด สับสนงุนงง นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเขา ถูกเทแค่ในเวลาไม่กี่นาที หรือมันแค่ฝันร้ายกันแน่ และนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นเพราะสมองไม่สั่งการใด ๆ แล้ว

“ท่านประธานเชิญคุณน้ำผึ้งไปพบที่ห้องครับ” เสียงจากภูริศเลขาของทีชานนท์ หลังจากประชุมทีมบริหารเสร็จสิ้นไปเขาก็เข้ามานั่งตำแหน่งประธานคนใหม่ของกิตติวงศ์ทันที

“ตอนนี้เหรอคะ?” เธอเอ่ยถาม

“ครับ”

“เอ่อ...ทราบไหมคะว่าเรื่องอะไร?”

“ท่านประธานไม่ได้แจ้งครับ”

“เดี๋ยวผึ้งตามไปค่ะ”

ภูริศค้อมศีรษะก่อนเดินจากไป ธิดาวดีเป่าปากผ่อนลมหายใจทิ้ง เมื่อคาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเธอในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ภาพเหตุการณ์ที่ราณีคุยกับเธอในวันนั้นก็แวบเข้ามาให้ขบคิด

“แล้วคุณนนท์โอเคเหรอคะคุณป้า?”

“ทำไมจะไม่โอเคล่ะ หนูน้ำผึ้งทั้งสวยทั้งเก่ง แถมใจดีอีกต่างหาก พี่นนท์ต้องดีใจอยู่แล้วที่ได้หมั้นหมายกับหนูผึ้ง” คือคำพูดของราณีในวันนั้น แต่คำตอบในสมองหญิงสาวกลับตรงกันข้าม

เขาเลี่ยงที่จะพบหน้าเธอ แม้หญิงสาวขอเข้าพบหลายครั้งผ่านทางเลขาเพื่อจะขอคุยกับเขาในประเด็นเรื่องการหมั้นหมายในเงื่อนไขของราณี แต่ก็ถูกปฏิเสธทุกครั้ง แต่มาถึงขั้นนี้แล้วธิดาวดีถอยไม่ได้อีกต่อไป ลุกจากเก้าอี้และเดินตรงไปที่ห้องประธานทันที

“เข้ามาสิ” เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย สายตาของทีชานนท์จ้องมองมาที่ร่างบางที่กำลังเดินเข้ามาด้านใน เขาผายมือไปที่เก้าอี้เป็นสัญญาณบอกให้เธอนั่ง ธิดาวดีนั่งลงตามคำเชิญ ต่างฝ่ายต่างประเมินท่าทีของกันและกัน

ทีชานนท์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้นวมด้วยท่าทีผ่อนคลาย

“ผมไม่รู้รายละเอียดที่คุณแม่พูดกับคุณ ก็เลยอยากถามข้อมูลกับคุณเพิ่มเติมสักหน่อย” ไม่ได้อยากถามไถ่สร้างความคุ้นเคยใด ๆ ให้เกิดขึ้น อีกทั้งน้ำเสียงที่เฉยชาจนสัมผัสได้

มีที่ไหนแม่ลูกไม่คุยกันเรื่องสำคัญขนาดนี้ นี่คงกำลังประเมินเธออยู่สินะ

“แล้วคุณป้าบอกอะไรคุณไปบ้างคะ ส่วนที่ยังไม่ได้บอกฉันจะเพิ่มเติมให้ค่ะ” เป็นการตอบคำถามด้วยคำถามที่ทำให้คนฟังหูผึ่งขึ้นมาได้

นี่หล่อนคิดว่าหล่อนเป็นใครถึงกล้าโต้ตอบแบบนี้กับเขา หล่อนไม่รู้จริง ๆ หรือว่าตอนนี้ว่าใครที่ถือไพ่เหนือกว่า

“ผมรู้แค่ว่าผมเป็นเจ้าหนี้และคุณเป็นลูกหนี้”

ตอบกลับด้วยใบหน้าเรียบเฉย เพราะบ้านที่กำลังจะถูกยึดนั้นเขาเป็นคนจัดการให้เรียบร้อยแล้ว

“ค่ะ”

“ผมขัดคุณแม่ไม่ได้เรื่องการหมั้นก็เลยต้องตามน้ำ” นี่เขากำลังบอกเธอว่าเขาไม่ได้เต็มใจสินะ ก็ไม่แปลก ใครจะเต็มใจกันล่ะ เสียเงินไปก็มากยังต้องมาแบกภาระเรื่องบริษัทอีก แต่ก็เป็นหุ้นที่เขาซื้อไปนี่นา มันก็เป็นหน้าที่ของเขาอยู่แล้ว

“ผมก็เลยอยากฟังทัศนะของคุณสักหน่อยว่าคิดยังไงกับข้อตกลงของคุณแม่”

“ฉันไม่มีทางเลือกค่ะ” ตอบแบบชัดเจนและจ้องหน้าเขาแบบไม่เกรงกลัว ก็มันความจริงนี่นาเธอมีทางอื่นให้เลือกหรือยังไง

“คุณคงทราบสถานะของฉันดี และฉันก็เข้าใจว่าคุณคงอึดอัด แต่สบายใจได้เลยค่ะ ฉันจะไม่เข้าไปก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของคุณ ส่วนเรื่องหนี้สินฉันจะผ่อนให้คุณทุกเดือน หักจากเงินเดือนของฉัน และเงินปันผลบริษัทได้เลยค่ะ”

“จะเอาอะไรมาปันผลบริษัทขาดทุนขนาดนี้จะฟื้นเมื่อไหร่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ”

ชายหนุ่มสวนขึ้นทันทีที่เธอพูดจบ

“หักจากเงินเดือนคุณร้อยปีจะหมดหรือเปล่า” ท่าทีและน้ำเสียงเย้ยหยันยียวนจนน่าตบ

“ผมทำธุรกิจนะไม่ใช่มูลนิธิหรือสถานสงเคราะห์ คุณคงเข้าใจนะว่าไม่ใช่เงินแค่บาทสองบาท” นี่เขาเรียกเธอมาเพื่อตอกย้ำว่าเธอกำลังยืนอยู่จุดต่ำสุดของชีวิตอย่างนั้นหรือ

“แล้วคุณจะให้ฉันทำยังไง?” พยายามข่มเสียงให้เป็นปกติ ทำไมลูกกับแม่นิสัยช่างแตกต่างกันเสียจริง ท่วงท่าที่สง่างาม เครื่องหน้าหล่อเหลานั้น ช่างแตกต่างจากนิสัยและคำพูดของเขานัก

“ในเมื่อคุณไม่มีเงินคืน...แล้วคุณคิดว่าจะทำอะไรให้ผมพอใจได้”

ทันทีที่พูดจบธิดาวดีตวัดสายตาขึ้นมองเขาทันที สองสายตาปะทะกันกลางอากาศ พร้อมกับสิ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวของหญิงสาว ทีชานนท์มองใบหน้าสวยที่ดูเหมือนว่าเธอกำลังบังคับลมหายใจให้เป็นปกติอยู่

“คุณคงไม่คิดว่าผมต้องการร่างกายของคุณหรอกนะ” เหมือนได้ยินเสียงในหัวของหญิงสาว และพูดดักไว้ก่อน

“แล้วคุณต้องการอะไร?” ถึงแม้จะรู้สึกโล่งที่เขาพูดประโยคนั้นออกมา แต่ก็รู้สึกเสียหน้าอยู่ที่แอบคิดเรื่องพรรค์นั้นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

“คุณก็ต้องมาช่วยผมทำงาน คิดหาแนวทางบริหารให้บริษัทฟื้นตัวได้เร็วที่สุด เรื่องรายละเอียดค่อยว่ากันอีกที เพราะผมไม่ได้มาที่นี่ทุกวัน” ถึงแม้จะรู้ว่าหญิงสาวนั้นด้อยประสบการณ์

เหมือนยกภูเขาออกจากอกเมื่อเขาบอกสิ่งที่เขาต้องการ

“อีกเรื่องก็คือ...ผมรู้ว่าคุณแม่ปลื้มคุณมาก ถึงแม้ผมจะไม่ได้ชอบคุณ แต่ก็ไม่อยากมีปัญหากับคุณแม่ หวังว่าการกระทำของผมที่ไม่ถูกใจคุณ คุณคงไม่ถือสา และคงไม่ถึงหูคุณแม่ ผมขี้เกียจอธิบายเรื่องไร้สาระ”

“สบายใจได้เลยค่ะฉันไม่ใช่คนขี้ฟ้อง ฉันเองก็ไม่ได้ชอบคุณเหมือนกัน แต่ต่อหน้าคุณป้าฉันจะทำให้ดีที่สุดค่ะ”

ทีชานนท์ตวัดสายตามองคนปากดีที่ตอบกลับทุกดอกตรงหน้า และสบตากับเขาแบบเตรียมพร้อมทุกสถานการณ์

“คุณแม่กำลังหาฤกษ์หมั้น คุณอยากให้งานออกมาในรูปแบบไหน?”

“แล้วแต่คุณสะดวกเลยค่ะ ฉันยังไงก็ได้”

ช่างเป็นการพูดคุยเรื่องการหมั้นหมายที่ปราศจากความโรแมนติกเสียจริง

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel