ตอนที่ 3 ข้อเสนอ
ธิดาวดีสำรวจตัวเองจากเงาในกระจกใสบานใหญ่ตรงหน้า กับวันเริ่มต้นใหม่ ที่ไม่มีแบลกคอยซัพพอร์ทเหมือนแต่ก่อนแล้ว เธอสวมกางเกงสแลคเอวสูงสีหม่น ตัดกับเสื้อสีหวานไร้ลวดลาย เก็บชายเสื้อเข้าในกางเกง สวมทับด้วยเสื้อโค้ชทันสมัย สูดลมหายใจเข้าลึกเต็มปอด ภายใต้ดวงตาเด็ดเดี่ยวนั้นกดข่มความกังวลซ่อนไว้ให้ลึกที่สุด ก่อนจะเดินออกจากห้องด้วยความมั่นใจ
“สวัสดีค่ะคุณน้ำผึ้ง” เสียงทักจากหญิงสาวที่ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ของบริษัท
“สวัสดีค่ะ” ธิดาวดีทักทายกลับ
“คุณคงเป็นคุณริน?”
“ใช่ค่ะ” รินฤดีตอบด้วยรอยยิ้ม
“ท่านรองให้รินมารอคุณน้ำผึ้งค่ะ เชิญทางนี้ค่ะ”
แม้จะอยากถามว่าท่านรองคือใคร แต่เก็บคำถามไว้ในใจก่อน และเดินตามคนนำทางไป สถานที่ที่เธอคุ้นเคยยังไม่เปลี่ยนไปจากเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเธอไม่ใช่เจ้าของหุ้นรายใหญ่อีกแล้ว
เมื่อกิ่งฉัตรยื่นข้อเสนอขอซื้อหุ้นในส่วนของธิดาวดี เมื่อเธอต้องใช้เงินก้อนโตเพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาลของผู้เป็นพ่อ เหลือไว้เพียงส่วนของกิตติเท่านั้น แต่กลับเสียรู้ให้จิ้งจอกเจ้าเล่ห์ เมื่อเงินค่ารักษาพยาบาลนั้นเป็นเงินของบริษัท พร้อมกับยักยอกถ่ายโอนเส้นทางการเงินจนสภาพคล่องของบริษัทติดขัด ธิดาวดีรู้ก็สายไปเสียแล้ว กิ่งฉัตรได้ขายต่อให้นายทุนใหม่ในราคาต่ำเมื่อบริษัทเข้าสู่วิกฤต และเลือกไปทุ่มทุนเปิดขยายสาขาใหม่ร่วมกับดุจดาว
“ห้องนี้ยังเป็นห้องทำงานของคุณผึ้งเหมือนเดิมนะคะ”
รินฤดีเปิดประตูและเดินนำเข้าไปด้านใน ก่อนหน้านั้นที่ธิดาวดีเริ่มมาฝึกงานกับผู้เป็นพ่อได้ไม่นานก็ต้องหยุดลง เนื่องจากต้องคอยวิ่งวุ่นเรื่องอาการป่วยของกิตติ หญิงสาวกวาดสายตามองสำรวจไปทั่วห้อง ทุกอย่างยังคงสภาพเดิมไม่เปลี่ยนแปลง รินฤดีผายมือไปที่เอกสารบนโต๊ะทำงาน
“รายละเอียดของงานรินวางไว้ที่โต๊ะแล้วค่ะ” เธอคงหมายถึงหน้าที่หลังจากเปลี่ยนทีมบริหาร
“ขอบคุณนะคะ”
“และตอนนี้ท่านรองรอคุณน้ำผึ้งอยู่ที่ห้องค่ะ” หญิงสาวพยักหน้ารับรู้ และเดินตามรินฤดีไป
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ราณีปิดแฟ้มเอกสารตรงหน้าและมองออกไปที่หน้าประตู เมื่อรินฤดีเดินนำหน้าธิดาวดีเข้ามาด้านใน
“คุณป้า” เธอเอ่ยขึ้นอย่างแปลกใจ เมื่อเห็นหญิงสูงวัยที่นั่งอยู่โต๊ะทำงานตรงหน้า อย่าบอกนะว่าท่านรอง...
“มาแล้วเหรอหนูผึ้ง นั่งก่อนสิ” ราณียิ้มทักทายหญิงสาวด้วยสายตาอ่อนโยน
ธิดาวดียกมือไหว้ท่ามกลางคำถามมากมายที่ผุดขึ้นในหัว ก่อนที่ทุกคำถามของเธอจะถูกคลี่คลายด้วยคำตอบของราณี
“ขอบคุณนะคะคุณป้า ผึ้งดีใจมากเลยค่ะนึกว่าจะเสียบริษัทที่สร้างขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของคุณพ่อให้กับคนอื่นไปเสียแล้ว” พูดอย่างตื่นเต้นและโล่งใจเมื่อราณีเท้าความเรื่องราวมากมายตั้งแต่ต้นจนจบให้ฟัง
“ทุกอย่างที่เคยเป็นของคุณกิตติ จะกลับมาเป็นของหนูผึ้งเหมือนเดิม”
พลางยื่นแฟ้มในมือส่งให้หญิงสาว
“นี่เป็นเงื่อนไขของป้าค่ะ” ธิดาวดีมองหน้าผู้สูงวัยและรับแฟ้มจากมือเธอ
เสียงโวยวายของสองหนุ่มดังลั่นไปทั่วห้องโถงเมื่อรับรู้เรื่องราวจากปากผู้เป็นแม่
“ว่าไงนะครับแม่?” ทีชานนท์และทีชากรณ์สองพี่น้องเอ่ยขึ้นพร้อมกัน ผู้เป็นน้องลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หัวคิ้วขมวดเข้าหากันด้วยอาการฉุนเฉียว ส่วนผู้เป็นพี่นั้นนั่งกุมขมับ พร้อมเสียงถอนหายใจอย่างอ่อนแรง
“น่าจะปรึกษากันก่อนนะครับแม่” ทีชานนท์เอ่ยขึ้นเสียงเรียบ
“แม่ก็รู้ว่าผมชอบน้ำผึ้งมานานแล้ว จะให้พี่นนท์หมั้นและแต่งงานกับน้ำผึ้งหมายความว่ายังไง?” เสียงโวยวายที่ดังขึ้นกว่าเดิมของทีชากรณ์ จนสาวใช้ในครัวได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำโดยไม่ต้องแอบฟัง ยืนเท้าสะเอวทำเสียงจิ๊จ๊ะอย่างหงุดหงิด
“แล้วจะให้แต่งกับแกนะเหรอ...ไปแก้ข่าวลือทำผู้หญิงท้องที่ว่อนอยู่ในเน็ตให้ได้ก่อนไหม?”
“แทนที่จะกู้ชื่อเสียงของบริษัทได้ ฉันว่าหุ้นคงร่วงกราวไม่เป็นท่ากระมัง” กระแนะกระแหนผู้เป็นลูก
“ผมดูแลตัวเองอย่างดี ไม่มีทางพลาด” พ่อคนเก่งคุยโว
“นั่นมันแค่ข่าวลือ เข้าใจคนอยากได้เงินไหมครับแม่?” เถียงคอเป็นเอ็น
“พิสูจน์สิว่าแค่ข่าวลือ ใช้เงินวิ่งปิดข่าวให้แกอยู่เนี่ยซื้อควายได้เป็นพันตัวแล้วมั้ง หนูผึ้งเขาคงอยากแต่งกับแกอยู่หรอก” ประชดประชัน
“ถ้าไม่มีคุณกิตติแกสองคนก็คงไม่ได้มานั่งลอยหน้าลอยตาในสังคมอยู่ได้เหมือนทุกวันนี้หรอกนะ ถึงคุณกิตติกับพ่อแกจะไม่อยู่แล้ว แต่จะให้แม่นิ่งดูดายกับทายาทของเขาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแม่ทำไม่ได้หรอก”
เสียงอ่อนลง หันมามองทีชานนท์
“แต่เงินไม่ใช่น้อย ๆ นะครับแม่ แล้วบริษัทขาดทุนย่อยยับขนาดนั้นกว่าจะฟื้นตัวได้ใช้เวลาไม่น้อยนะครับ” ทีชานนท์ที่แบกความหนักใจไว้จนล้นออกมาทางสีหน้า
“แม่รู้ว่าแกทำได้ เราเคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว ครั้งนี้แม่ก็มั่นใจว่านนท์ทำได้” ปะเหลาะผู้เป็นลูกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“อีกอย่างหนูน้ำผึ้งก็หัวเดียวกระเทียมลีบ บ้านก็กำลังจะถูกยึด ไม่รู้จะไปตกระกำลำบากที่ไหน...แกไม่สงสารน้องหรือไง?
“ผมทำธุรกิจนะครับแม่ไม่ใช่สถานสงเคราะห์” พูดและเบือนหน้าหนี
“อีกอย่างผมกับเขาก็ไม่ได้รักกัน เป็นไอ้กรณ์ก็ว่าไปอย่าง”
“รักแล้วไง เหมือนวิยาดานะเหรอ ที่รักกันปานจะกลืน สุดท้ายเป็นไง ทิ้งแกไปหาผู้ชายคนอื่นตอนที่แกลำบาก นั่นนะเหรอความรักของแก”
“เรื่องมันผ่านมาแล้วนะครับแม่” หน้าตึงขึ้นมาทันที
“ไม่รู้ล่ะ แม่ให้เลขาเตรียมการไว้หมดแล้ว เหลือแค่หนูผึ้งตอบตกลงเท่านั้น” พูดตัดจบอย่างคนเอาแต่ใจ
“ผมปวดหัวขอตัวไปพักผ่อนก่อนนะครับ” ลุกขึ้นพร้อมส่ายหน้าและเดินหนีเข้าห้องไป
“โธ่เว้ย” ทีชากรณ์เดินกระแทกเท้าอย่างหัวเสียออกจากบ้านไปอีกคน
ราณีถอนหายใจทิ้ง วันนี้ลูกอาจไม่เข้าใจ แต่สักวันเขาจะต้องขอบคุณเธอ เพราะเธอมั่นใจในสายตาของตัวเองว่าเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกแล้ว
เสียงเคาะประตูดังขึ้นด้านหน้า ทีชานนท์เงยหน้าขึ้นมองตามเสียง วิยาดาแม่หม้ายป้ายแดงส่งยิ้มหวานให้ พร้อมกับเดินนวยนาดเข้ามาด้านใน
“เที่ยงแล้วทานข้าวกันนะคะนนท์” เอ่ยชวนชายหนุ่มขณะนั่งลงเก้าอี้ตรงข้ามเขา ชายหนุ่มปิดแฟ้มเอกสารตรงหน้าลงและเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีสบาย
“คุณไปเถอะผมไม่หิวยังเคลียร์งานไม่เสร็จเลย” ตอบปฏิเสธอย่างไม่ไยดีแม้สีหน้าจะชิว
วิยาดาอดีตคู่ควงสาว ที่ตามติดชายหนุ่มยิ่งกว่าเงาตามตัวมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย และเธอปักธงไว้อย่างแน่วแน่ว่าจะต้องเป็นเจ้าสาวของเขาให้ได้ แต่เนื่องจากบริษัทเพิ่งเริ่มฟื้นตัว และการเงินค่อนข้างฝืด ทำให้วิยาดาเปลี่ยนเป้าหมายทันที เมื่อพบกับคู่ค้าธุรกิจที่มาร่วมลงทุนกับทีชานนท์และกระเป๋าหนักกว่า ก่อนจะลงเอยกับชายคนใหม่ โดยไม่ไยดีทีชานนท์เลยแม้แต่น้อย
“พักก่อนดีกว่าค่ะนนท์อย่าหักโหมเลยนะคะ วิเป็นห่วง”
เธอลุกจากเก้าอี้เดินอ้อมโต๊ะมาหาเขา วางมือลงตรงบ่าชายหนุ่มพร้อมกับนวดคลึงเบา ๆ อย่างเอาใจ ทีชานนท์ลุกจากเก้าอี้ทันที เดินไปนั่งที่โซฟารับรอง ตวัดสายตาขึ้นมองวิยาดาที่เดินตามมาและนั่งลงข้างชายหนุ่ม
“นนท์อย่าทำท่าทางรังเกียจวิขนาดนั้นได้ไหมคะ?”
ความมั่นใจของเธอนั้นเต็มร้อย ว่าชายหนุ่มยังรักและรอคอยเธออยู่ เพราะหลังจากเลิกรากันไปเขาก็ไม่มีผู้หญิงเป็นตัวเป็นตนข้างกายเลยสักคน
“วิแค่อยากขอโอกาสกับนนท์ให้วิได้พิสูจน์ตัวเองว่าวิยังรักนนท์อยู่เหมือนเดิม และวิจะไม่มีวันทำผิดกับนนท์อีกแล้ว”
“วิรู้ว่านนท์ให้อภัยวิแล้วไม่งั้นเราคงทำงานร่วมกันไม่ได้แบบนี้หรอกค่ะ” เอื้อมมือไปดึงมือชายหนุ่มมากุมไว้
“ผมแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวได้ คุณอย่าพยายามเลย เรื่องของเรามันจบนานแล้ววิ”
“ผมอยากพักผ่อนน่ะ บ่ายมีประชุมต่อ คุณไปทานข้าวเถอะ” เชิญแบบสุภาพที่สุด จ้องหน้าหญิงสาวอย่างเย็นชา
“...”
วิยาดาหน้างอแต่ต้องยอมทำตามคำเชิญอย่างเสียไม่ได้
“งั้นวิไม่กวนใจคุณแล้วค่ะ”
ทีชานนท์ยอมรับความฉลาดและความสามารถของวิยาดาในเรื่องการทำงาน แม้ไม่อยากจะสานสัมพันธ์ต่อไม่ว่าจะเรื่องใด ๆ แต่ด้วยหน้าที่และธุรกิจที่เกี่ยวพันธ์และค้ำคออยู่ทำให้ไม่สามารถตัดเธอออกจากสารระบบได้ พลันความคิดบางอย่างก็ผุดขึ้นในหัวและยกยิ้มมุมปาก เมื่อรับรู้วิธีจัดการกับวิยาดาขึ้นมาได้
