ตอนที่ 2 แม่ไม่ปลื้ม
หลังจากงานศพผู้เป็นพ่อผ่านไป ธิดาวดีก็ขลุกอยู่กับแฟ้มเอกสารกองโตอย่างจริงจังอยู่ภายในบ้าน สลับกับการวิ่งวุ่นหาเงินทุนสำรองในการฟื้นฟูบริษัท ปฏิเสธแม้กระทั่งการนัดเจอกับคนรู้ใจอย่างภาคิน แต่ก็ต้องยอมแพ้เขมจิราเพื่อนรัก ที่ลากออกมาข้างนอกเพราะอยากให้เธอผ่อนคลายบ้าง หลังจากจมอยู่กับความเครียดมาตลอดสัปดาห์
“แกจะทำยังไงต่อไป?” เขมจิราเอ่ยถามธิดาวดีขณะอยู่ในห้องเปลี่ยนชุดหลังจากฝึกขี่ม้าจนเรียกเหงื่อชุ่มไปทั้งร่างของสองสาว
“อาทิตย์หน้าฉันจะเริ่มเข้าไปดูงานที่บริษัทอย่างจริงจังน่ะ ช่วงนี้กำลังดูรายละเอียดที่คนของคุณพ่อส่งมาให้” ธิดาวดีตอบขณะเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่คนละห้อง แต่ยังส่งเสียงสนทนากันอยู่อย่างต่อเนื่อง
“มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ ฉันจะคุยกับคุณพ่อให้” เขมจิราแสดงความมีน้ำใจทันทีจากที่รู้อยู่แล้วเรื่องวิกฤตการเงินของกิตติวงศ์ สองสาวเก็บสัมภาระและเดินออกมาด้านนอก
“เดี๋ยวขอแวะไปเจอคุณกัญญาแป๊บนึงนะ เห็นบอกจะฝากของให้คุณพ่อน่ะ” เขมจิราหันมาบอกเพื่อนสาว พร้อมกับโทรหาเจ้าของสนามม้าที่เพิ่งพูดถึง ไม่นานพนักงานหญิงก็เดินตรงเข้ามาหาสองสาว
“คุณเขมหรือเปล่าคะ?” เธอเอ่ยถามด้วยท่าทีสุภาพ
“ใช่ค่ะ”
“คุณกัญญาให้ไปรอที่ห้องรับรองค่ะ” พร้อมกับผายมือเชิญสองสาวและเดินนำหน้าไป
“เชิญค่ะ” เธอเปิดห้องรับรองออกและหันมาส่งยิ้มให้
“ขอบคุณค่ะ”
สองเพื่อนซี้นั่งลงที่โซฟา พลางกระซิบกระซาบอย่างระมัดระวัง เมื่อเสียงพูดคุยและอธิบายเรื่องธุรกิจคอกม้าดังมาจากห้องข้าง ๆ บวกกับเสียงหัวเราะจากคนที่อยู่ในนั้น ทำให้ธิดาวดีต้องเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ห้องใหญ่ที่ถูกกั้นด้วยฉากเลื่อนแบ่งโซนไม่ให้มองเห็นเท่านั้น แต่ไม่สามารถเก็บเสียงสนทนาไว้ได้เลย มันคือเสียงที่คุ้นหูของคนคุ้นเคย
ธิดาวดีหยุดชะงักมือที่กำลังไถหน้าจอโทรศัพท์ลง และนิ่งฟังเสียงนั้น กิ่งฉัตรและภาคินนั่นเอง ที่ร่วมวงสนทนาอยู่ในห้องนั้น
“แก...เหมือนเสียงคินเลยอ่ะ” เขมจิรากระซิบกระซาบ
“ออกไปทักหน่อยไหม?”
“อย่าดีกว่า เขาคุยเรื่องงานกันอยู่” ธิดาวดีปฏิเสธ และก็เป็นจริงดังนั้น กิ่งฉัตรกำลังเจรจาเรื่องธุรกิจสนามม้าที่จะเข้ามาซื้อกิจการต่อจากเทวัญสามีของกัญญาที่กำลังจะเดินทางไปอยู่ต่างประเทศ ก่อนการเจรจาจะจบลงด้วยดี
“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” เทวัญเอ่ยขึ้น
“ขอบคุณนะคะที่พาชมฟาร์มวันนี้ นั่งพักสักครู่ดิฉันก็จะกลับแล้วล่ะค่ะ”
“ขอบคุณนะครับ...ไว้เจอกันครับ” เสียงจากภาคิน
“พรุ่งนี้แกต้องไปบ้านคุณดุจดาวกับแม่ มีนัดทานข้าวไว้ อย่าลืมทำตัวให้ว่างล่ะ” กิ่งฉัตรเอ่ยขึ้นหลังจากอยู่กันตามลำพังกับภาคิน
“พรุ่งนี้ผมมีประชุม” ชายหนุ่มเอ่ยตัดบท
“แกไม่มีประชุม...ฉันเช็คแล้วไม่ต้องมาบ่ายเบี่ยง” ผู้เป็นแม่ดักคอทันที
“ผมว่าเราคุยกันรู้เรื่องแล้วนะครับแม่” สีหน้าเริ่มออกอาการหงุดหงิด
“ฉันต่างหากที่ต้องเป็นคนพูดคำนี้ กว่าฉันจะนัดหนูแพรได้ แล้วดูแกสิ...คิดถึงหน้าแม่บ้างหรือเปล่า?” กิ่งฉัตรตัดพ้อ
“ผมไม่ชอบคุณแพร จะต้องให้ผมบอกแม่อีกกี่ครั้ง”
“ชอบไม่ชอบยังไงงานหมั้นก็ต้องเกิดขึ้น และแกก็ต้องแต่งงานกับหนูแพรอยู่ดี”
ธิดาวดีเหมือนทุกจี้ด้วยกระแสไฟเมื่อประโยคสุดท้ายของกิ่งฉัตรจบลง
หมั้น...แต่งงานเหรอ?
นี่มันอะไรกัน และนิ่งอึ้งอยู่อย่างนั้น เธอไม่คิดเรื่องนี้มาก่อน ถึงแม้จะสัมผัสได้ว่ากิ่งฉัตรไม่ได้เอ็นดูเธอเหมือนแต่ก่อนแล้ว แต่ระยะหลังเธอครุ่นคิดแต่เรื่องอาการป่วยของผู้เป็นพ่อจนไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่นเลย
“ผมไม่แต่งกับใครทั้งนั้น ผู้หญิงที่ผมจะแต่งด้วยคือน้ำผึ้งคนเดียวเท่านั้น” เสียงหนักแน่นจากภาคินที่เอ่ยกับผู้เป็นแม่
เขมจิราตวัดสายตามองเพื่อนสาวที่นิ่งฟังอยู่ด้วยใบหน้าเรียบเฉยแต่แววตาของเธอนั้นไหววูบจนเห็นได้ชัด
“งั้นแกก็จะเหลือแต่ตัว แล้วไปกัดก้อนเกลือกินกับความรักของแกก็แล้วกัน เพราะฉันไม่เอาด้วย งานแต่งของแก...เจ้าสาวต้องเป็นหนูแพรคนเดียวเท่านั้น” ผู้เป็นแม่ที่เด็ดขาดกว่า
“นี่มันชีวิตของผมนะครับแม่” หัวคิ้วของชายหนุ่มขมวดเข้าหากันทันที คุยเรื่องธุรกิจอยู่ดี ๆ ด้วยรอยยิ้มแท้ ๆ วกมาเรื่องนี้แค่ไม่กี่คำก็สร้างความขัดแย้งให้สองแม่ลูกได้อย่างง่ายดาย
“แล้วความอยู่รอดของบริษัทล่ะ ใช่ชีวิตของแกหรือเปล่า?” กิ่งฉัตรขึ้นเสียงทันที
“ฉันสูญเงินไปตั้งเท่าไหร่แล้วกับการหอบหิ้วกิตติวงศ์ไว้บนบ่า ไม่ใช่ครอบครัวคุณดุจดาวหรอกเหรอที่ชี้ทางรอดและหยิบยื่นโอกาสให้ แกยังจะบ้าบอบูชาความรักอยู่อีก” ทั้งที่ต้นเหตุของปัญหาการเงินนั้นมาจากสาเหตุอะไรหล่อนรู้ดีอยู่แก่ใจ
“แต่มันคนละเรื่องนะครับที่ต้องให้ผมแต่งงานกับคุณแพร” พยายามจะหาเหตุผลมาอธิบาย
“หนูแพรด้อยกว่าตรงไหนแกถึงยังบ่ายเบี่ยง หน้าที่ การงาน การศึกษา วงศ์ตระกูล แต่งกับหนูแพรไม่ใช่แค่ความเหมาะสมเท่านั้น แต่มันหมายถึงอนาคตของธุรกิจครอบครัวเราด้วย แกอย่าโง่นักเลยตาคิน”
“แต่สัญญาของคุณพ่อก็บอกชัดแล้วว่าผมกับผึ้งต้องแต่งงานกัน” ภาคินยังไม่ลดความพยายายาม
“แต่พ่อแกตายแล้ว คุณกิตติก็ตายไปแล้ว...และฉันยังอยู่” จ้องหน้าลูกชายเหมือนเป็นการเตือนสติว่าให้อยู่กับปัจจุบัน
“ฉันไม่สนใจสัญญาบ้าบอพวกนั้นหรอกนะ...ฉันขอสั่งห้ามแกเด็ดขาด ต่อไปนี้เลิกคบกับน้ำผึ้งซะ แล้วอย่าหาว่าฉันไม่เตือนก็แล้วกัน”
“ผมไม่เลิก” เสียงแข็งสู้แม่
กิ่งฉัตรหยิบโทรศัพท์และกดโทรออกหาเลขาทันที
“ระงับบัตรทุกใบของคุณคิน กุญแจรถด้วย หาคนขับรถให้ได้ภายในอาทิตย์นี้ ห้ามให้ไปไหนมาไหนเอง เตรียมเอกสารการขายหุ้นของฉันให้พร้อม จะประชุมในวันจันทร์”
กรอกเสียงไปตามสาย แต่ดวงตาจ้องใบหน้าบุตรชาย และตามมาด้วยเสียงเปิดประตู พร้อมกับเสียงรองเท้าส้นสูงที่กระแทกพื้นถี่ ๆ บอกความไม่สบอารมณ์ของเจ้าของรองเท้าที่เดินหัวเสียออกจากห้องไป
ภาคินถอนหายใจทิ้งอย่างหงุดหงิดก่อนจะลุกจากเก้าอี้และเดินตามออกไป ความเงียบเข้าปกคลุมห้องรับรองอยู่ชั่วขณะ เขมจิราเอื้อมมากุมมือเพื่อนสาวไว้ พร้อมกับบีบเบา ๆ ส่งสายตาห่วงใยแทนคำปลอบโยน
กิ่งฉัตรคนเดิมที่เคยเอ็นดูธิดาวดีหายไปพร้อมกับการเสียชีวิตของนายดำรงค์ผู้เป็นสามี ที่ผ่านมาหล่อนไม่ได้รักและเอ็นดูหญิงสาวออกมาจากใจเลยสักนิด ผู้เป็นพ่อของสองครอบครัวที่เคยช่วยเหลือเกื้อกูลกันในเรื่องธุรกิจ และก่อตั้งบริษัทในเครือขึ้นใหม่ ฝ่าฟันอุปสรรคมานับไม่ถ้วน กว่าทุกอย่างจะสำเร็จไม่ใช่เรื่องง่าย จนนายดำรงค์จากไปกิ่งฉัตรก็เข้ามาบริหารแทน และนั่นคือหายนะของระบบธุรกิจ ในขณะที่กิตติก็ล้มป่วยลงเช่นกัน
ไฟในห้องนอนถูกปิดลงแล้วทุกดวง มีเพียงแสงสะท้อนจากด้านนอกที่สาดส่องทะลุกระจกใสเข้ามาเพียงเท่านั้น ม่านหนาที่หน้าต่างถูกรูดออกเล็กน้อย ให้มองเห็นความสลัวของค่ำคืนอันโดดเดี่ยว หญิงสาวนั่งชันเข่าและโอบกอดตัวเองมองผ่านหน้าต่างทะลุความมืดออกไปด้านนอก
คำพูดของสองแม่ลูกในวันนั้นยังก้องอยู่ในหัว แต่นั่นมันแค่เรื่องขี้หมาเท่านั้น เรื่องใหญ่สำหรับเธอในตอนนี้ คือ บ้านที่เธออาศัยอยู่มาตั้งแต่เด็กกำลังจะตกเป็นของคนอื่น เมื่อนายทุนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเรื่องการเงินของบริษัทส่งสัญญากู้ยืมให้เธอดู ธิดาวดีคิดทบทวนจนหัวแทบแตก เธอจะวิ่งเต้นหาเงินก้อนโตมาจากไหนกันนะ เพื่อให้บ้านหลังนี้ที่เป็นมรดกและความทรงจำของพ่อยังอยู่ แล้วบริษัทอีกล่ะ หลังจากเดินสายขอความช่วยเหลือและเสนอเงื่อนไขจากทุกรายชื่อที่รู้จักที่ยังพอมีหวัง แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ หรือเธอคงต้องยอมรับความจริงแล้ว
เสียงข้อความเข้าพร้อมกับแสงสว่างที่หน้าจอโทรศัพท์ ปลุกหญิงสาวให้ตื่นจากภวังค์ เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาท่ามกลางความสลัว
(“นอนหรือยัง?”) ข้อความจากภาคินนั่นเอง และอีกหลายข้อความที่ส่งเข้ามารัว ๆ แต่หญิงสาวก็วางลงที่เดิม
“ผึ้งจะทำยังไงดีคะพ่อ?” เสียงลอดริมฝีปากออกมาอย่างแผ่วเบา หากพ่อยังอยู่ทุกอย่างคงไม่ออกมาในรูปแบบนี้ แต่ไม่มีเวลาให้นอยด์กับชีวิตแล้ว ก่อนจะเอนกายลงนอน ข่มตาให้หลับลงแม้จะยากลำบาก สัปดาห์หน้ามีเรื่องใหญ่รออยู่กับการเปลี่ยนแปลงทีมบริหาร เมื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่ซื้อต่อจากกิ่งฉัตรเรียกประชุมด่วน จะเกิดอะไรขึ้นกับเธออีกนะ หญิงสาวถามตัวเองในความมืดนั้น
