ตอนที่ 1 สูญเสีย
เสียงสวดอภิธรรมจากพระคุณเจ้าที่ดังมาจากศาลา เหมือนดึงหัวใจที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดให้จมดิ่งลงในความทุกข์อีกครั้ง พร้อมกลิ่นธูปและเทียนที่ลอยคละคลุ้งผสมกันมาในอากาศ แขกเหรื่อที่มาร่วมไว้อาลัยภายใต้ชุดแต่งกายสีดำและขาว นั่งกระจายตามเก้าอี้ที่เจ้าภาพจัดไว้รองรับ พวงหรีดที่ส่งมาร่วมไว้อาลัยเรียงประดับเป็นทางยาวมากมาย แม้คงไม่มีใครต้องการให้วันที่สูญเสียนี้เกิดขึ้นกับครอบครัวของตัวเอง
ธิดาวดี นั่งพนมมืออยู่บนเก้าอี้ด้านหน้าขณะเสียงสวดอภิธรรมดำเนินไป ใบหน้าสวยที่ปราศจากเครื่องสำอางถูกฉาบด้วยความเศร้าโศก ดวงตาที่เคยเปล่งประกายถูกแทนที่ด้วยความหม่นหมอง ฝ่ามือของเธอชุ่มไปด้วยเหงื่อแม้จะรับรู้ได้ถึงความแห้งแล้งและหนาวเหน็บจากก้นบึ้งของหัวใจ ที่ล้นทะลักออกมาแข่งกับน้ำใส ๆ ในตาด้วยไม่สามารถสกัดกั้นไว้ได้
ความรู้สึกภายในใจของเธอตอนนี้ช่างไม่แตกต่างกับชุดสีดำที่สวมใส่เลยแม้แต่น้อย กับการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับ ทิ้งไว้เพียงความทรงจำและภาพในวันวานเพียงเท่านั้น หลังพิธีสวดเสร็จสิ้นแขกในงานก็เริ่มทยอยกลับ
“ผึ้งนั่งพักก่อนไหม?”
วิภารัตน์ ญาติคนสนิทเอ่ยถามผู้เป็นน้องด้วยความห่วงใย เมื่อใบหน้าที่อิดโรยนั้นดูเหมือนจะซีดลงเรื่อย ๆ ขณะยืนส่งแขกที่กำลังทยอยกลับด้านหน้าศาลา
“คินพาผึ้งไปนั่งก่อนดีกว่า” หันมาพูดกับชายคนรักของธิดาวดี
“ครับพี่ภา”
ภาคิน ชายหนุ่มผู้อ่อนโยนและรักเดียวของธิดาวดี สองหนุ่มสาวที่เป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่มัธยมปลาย เริ่มเปลี่ยนสถานะจากเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อเมื่อเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย และลงเอยด้วยสถานะคนรักจนกระทั่งเรียนจบและเริ่มทำงาน หญิงสาวเพียงคนเดียวในใจเขาก็ยังคงเป็นธิดาวดีคนเดียวเท่านั้น
“ดื่มอะไรก่อนไหม คินไปหยิบให้” ถามด้วยความห่วงใยขณะพยุงหญิงสาวให้เดินไปนั่งลงที่เก้าอี้
“ผึ้งไม่หิว” เธอส่ายหน้า ความอ่อนล้าและอิดโรยยังไม่หายไปจากใบหน้า ภาคินนั่งลงเก้าอี้ข้างเธอ เอื้อมมือวางทับมือบอบบางและบีบเบา ๆ อย่างปลอบประโลม ยังไม่ทันจะเอ่ยอะไรออกมาเสียงสั่นจากโทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้น ชายหนุ่มกดรับสาย
(“แม่รอนานแล้วนะกลับได้หรือยัง?”) เสียงจากปลายสายที่ไม่ค่อยจะสบอารมณ์สักเท่าไหร่
“ครับแม่เดี๋ยวออกไปครับ” และวางสายใป มองหน้าซีดเซียวของหญิงคนรัก ภายในใจของเขานั้นอยากอยู่เคียงข้างเธอ และคอยปลอบประโลมไม่ทิ้งไปไหน ในวันที่เธออ่อนแอและต้องการกำลังใจแบบนี้
“คินต้องกลับแล้ว แม่ไม่ค่อยสบายน่ะ รออยู่ที่รถ”
“อืม...ผึ้งไม่ไปส่งนะ” ภาคินพยักหน้า
“รีบกลับไปพักผ่อนนะเดี๋ยวจะไม่สบาย” ชายหนุ่มส่งผ่านความห่วงใยในแววตาไปพร้อมกับประโยคสุดท้าย ก่อนจะดึงมือออกและลุกเดินจากไป
ธิดาวดีสูดลมหายใจเข้าลึก ปิดเปลือกตาที่หนักอึ้งลงก่อนจะผ่อนลมหายใจออกยืดยาว สลัดความเศร้าโศกภายในใจให้หลุดออกไปกับลมหายใจ นับจากนี้ไปเธอจะต้องเข้มแข็งและเป็นที่พึ่งให้กับตัวเอง ทอดสายตาไปยังรูปถ่ายของผู้เป็นพ่อ นายกิตติ วงศ์พิกุลรัตน์ ที่ส่งยิ้มอบอุ่นมาให้เธอ
แม้จะทำใจไว้แล้วในวันที่คุณหมอบอกเกี่ยวกับอาการป่วยของผู้เป็นพ่อ แต่พอวันนี้มาถึงจริง ๆ มันกลับหน่วงในหัวใจเหมือนจมดิ่งลึกอยู่ใต้น้ำ เจ็บปวดยิ่งกว่าถูกมือเหล็กบีบรัดหัวใจและเด็ดออกมาจากขั้วเสียอย่างนั้น พลางทำให้น้ำใส ๆ ในตาเอ่อล้นขึ้นมาอีกและหยดเผาะลงสองข้างแก้ม แม้เพิ่งบอกตัวเองว่าให้เข้มแข็งอยู่แท้ ๆ
วันฌาปนกิจ
ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบงัน แม้จะเนืองแน่นด้วยแขกเหรื่อในศาลา มีเพียงเสียงจากประธานในพิธี ที่กล่าวคำไว้อาลัยผู้วายชนม์เป็นครั้งสุดท้ายเท่านั้น ธิดาวดียืนสงบนิ่งด้วยหัวใจที่เบาหวิว ก่อนการวางดอกไม้จันทน์จะเริ่มขึ้นและต่อด้วยการประชุมเพลิง
กลุ่มควันที่ลอยออกจากปล่องเมรุพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เหมือนดึงหัวใจของหญิงสาวให้หลุดลอยตามไป เสียงสะอื้นที่ถูกข่มไว้จนคางสั่น แต่กระนั้นก็ยังเล็ดลอดออกมาพร้อมกับน้ำในตาที่ไหลซึมออกมาอยู่ไม่ขาด
“ไม่เจ็บปวดแล้วนะคะพ่อ”
เธอพูดในใจเมื่อเงยหน้าขึ้นมองปล่องควันนั้น ใบหน้าที่นองด้วยน้ำตา แต่กลับยิ้มออกมาอย่างโล่งอก เมื่อผู้เป็นพ่อไม่ต้องทรมานอีกต่อไป แม้ความเจ็บปวดของเธอจะเข้ามาแทนที่ก็ตาม
ทีชานนท์ ทอดสายตาไปยังหญิงสาวตัวเล็กด้านหน้าที่อยู่ในความเศร้าโศก ถือโอกาสสำรวจหญิงสาวในระยะไกล เธอคนนี้ที่ผู้เป็นแม่ของเขานั้นเอ็นดูหนักหนา และวาดหวังไว้อยากได้มาเป็นสะใภ้ของ ศตพิพัฒน์ แม้รู้ทั้งรู้ว่าเธอมีคนรู้ใจอยู่แล้ว
หลังพิธีเสร็จสิ้น ธิดาวดีและญาติคนสนิทยืนส่งแขกที่ทยอยกลับอยู่ด้านหน้า โดยมีภาคินยืนอยู่ไม่ห่างหญิงคนรัก ท่ามกลางสายตาของกิ่งฉัตรผู้เป็นแม่ที่ออกอาการเหวี่ยงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อไม่สามารถควบคุมบุตรชายให้เป็นไปดั่งใจได้ ก่อนจะกดสายโทรเข้าเรียกชายหนุ่มให้เดินออกมาหา
“หนูน้ำผึ้ง” เสียงเรียกจากด้านหลัง หญิงสาวหันกลับไปมอง
“คุณป้า”
เสียงขึ้นจมูกจากการร้องไห้ ภายใต้ดวงตาที่แดงก่ำ ขนตาที่ยังไม่แห้งสนิทจากน้ำในตาที่ซึมออกมาเป็นระยะ แม้จะคอยซับอยู่ เธอส่งยิ้มบาง ๆ ให้ผู้สูงวัยตรงหน้า พร้อมกับยกมือไหว้อย่างนอบน้อม
“สวัสดีค่ะ”
ราณี ในชุดแต่งกายสีดำ เดินเคียงคู่มากับหนุ่มหล่อผู้เป็นลูกชายทั้งสอง คนเล็กนั้นเธอรู้จักเป็นอย่างดีเขาคือ ทีชากรณ์ หนุ่มหล่อพ่อพวงมาลัย และตามจีบหญิงสาวมาอย่างยาวนาน ถึงแม้เธอจะปฏิเสธ แต่เขาก็ยังไม่ละความพยายาม
คนโตนั้นถึงแม้ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่ก็เคยได้ยินผู้เป็นพ่อพูดถึงอยู่บ่อยครั้งกับดีกรีนักธุรกิจหนุ่มหล่อไฟแรง ทีชานนท์ ศตพิพัฒน์ พ่อรูปหล่อเนื้อทองมาดเข้ม ธิดาวดีเคยเห็นรูปเขาในนิตยสารธุรกิจของผู้เป็นพ่อผ่านตามาบ้าง
“สวัสดีจ้ะ” ราณีรับไหว้หญิงอ่อนวัย
“ป้าเพิ่งลงจากเครื่องก็รีบมาเลย เสียใจด้วยนะ” เอ่ยแสดงความเสียใจพร้อมแววตาอ่อนโยน
“ขอบคุณค่ะ”
“เสียใจด้วยนะผึ้ง” ทีชากรณ์กล่าวขึ้น หญิงสาวแค่ยิ้มบาง ๆ
“คุณป้าจะกลับเลยเหรอคะ ผึ้งยังไม่ทันเห็นว่าคุณป้ามาเมื่อไหร่ เลยไม่ได้ต้อนรับค่ะ”
“ไม่เป็นไรจ้ะ” ราณีเอื้อมมือไปกุมมือหญิงสาว ส่งผ่านความอบอุ่นให้แทนคำพูดปลอบประโลม
“ป้ามีธุระที่ต้องไปทำต่อ ไว้เจอกันโอกาสหน้านะคะ”
ทีชานนท์สำรวจกรอบหน้าของหญิงสาวในระยะใกล้อีกครั้ง นี่คือผู้หญิงที่เจ้าน้องชายของเขานั้นปักใจรักหนักหนา ใบหน้าสวยโดดเด่นถึงแม้จะดูถือดีและหยิ่งทะนงอยู่สักหน่อย แต่ก็นอบน้อมรู้จักวางตัว ความเด็ดเดี่ยวที่ซ่อนอยู่ในแววตาเศร้านั้นยังมีให้เห็นอยู่
“ขอบคุณนะคะคุณป้า” ยกมือไหว้อีกครั้ง และมองเลยมาที่สองหนุ่มที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ราณี ก่อนทั้งสามจะเดินจากไป
รถเคลื่อนออกมาจากวัดได้ไม่นาน ราณีก็เปิดการสนทนากับสองหนุ่ม
“เห็นวงในเขาลือเรื่องที่คุณ กิ่งฉัตร ทาบทามลูกสาวคุณ ดุจดาว ว่าจะให้หมั้นหมายกับลูกชายเธอในเร็ว ๆ นี้ เรื่องนี้หนูน้ำผึ้งคงยังไม่รู้”
“ก็ดีสิครับคุณแม่” ทีชากรณ์หูผึ่งและพูดขึ้นทันทีอย่างตื่นเต้น
“ถ้าผึ้งโสดคุณแม่ไปสู่ขอให้กรณ์นะครับ”
“จีบให้ติดก่อนเถอะพ่อคุณ” ราณีมองค้อนพร้อมถอนหายใจทิ้ง
“แกมีผู้หญิงอยู่ทั่วบ้านทั่วเมืองยังไม่พออีกเหรอ?” ทีชานนท์ที่ขับรถอยู่เอ่ยขึ้นแบบไม่จริงจังนัก
“แต่คนนี้ผมจริงจังนะครับพี่นนท์ ผึ้งทั้งสวยทั้งน่ารัก ทั้งกล้าหาญ อ่อนหวาน เด็ดเดี่ยว หยิ่งทะนง โคตรเท่ ไม่เหมือนใครเลยนะผมจะบอกให้” หน้าตาเพ้อฝันมากเมื่อพูดถึงหญิงในดวงใจ ถึงแม้เขาจะมีหญิงสาวมากมายในแคตตาล็อก แต่ก็ไม่สามารถตัดใจจากธิดาวดีได้เลย
“ถ้าผึ้งไม่ช่วยผมในอุบัติเหตุครั้งนั้นผมคงตายไปแล้ว ผมไม่ถอดใจจากผึ้งง่าย ๆ หรอก”
“เฮ้อ...ผมทั้งหล่อทั้งรวยขนาดนี้ ยังไม่สนอีก ไม่เข้าใจ...” เสียงถอนหายใจทิ้งปนความสงสัยในตัวหญิงสาว
“รวยอะไรของแก งานการไม่รู้จักทำ ลอยไปลอยมาใช้เงินเป็นเบี้ยอยู่ทุกวัน แม่ให้เวลาอีกเดือนเดียวเท่านั้น ไปทำงานช่วยพี่แกได้แล้ว” ราณีได้โอกาสบ่นอุบอิบคำเดิมซ้ำ ๆ กับเจ้าหนุ่มสำราญหัวดื้อของบ้าน
“เข้าใจแล้วครับคุณนาย” ทีชากรณ์ลากเสียงยาวล้อเลียนผู้เป็นแม่
“แม่ได้ยินเรื่องการวิ่งเต้นขายหุ้นใหญ่ของกิตติวงศ์ด้วยนะ ไม่รู้หลังจากคุณกิตติเสียอะไรจะเกิดขึ้นกับบริษัทบ้าง ดูแล้วคุณกิ่งฉัตรคงปล่อยลอยแพแล้วล่ะ”
“ผึ้งไม่เปลี่ยนใจแน่นะ” วิภารัตน์เอ่ยถามผู้เป็นน้องเมื่อเก็บเสื้อผ้าและสัมภาระลงกระเป๋าเตรียมออกเดินทางกลับต่างประเทศ สองพี่น้องที่ชะตาไม่ต่างกัน วิภารัตน์สูญเสียมารดาขณะที่ยังเด็กอยู่ และแม่ของธิดาวดีก็เป็นญาติผู้ใหญ่เพียงคนเดียวของเธอ ที่คอยดูแลและห่วงใยอยู่เสมอ หลังจากแม่ของธิดาวดีจากไปด้วยโรคร้าย เธอก็เลือกไปเรียนต่อต่างประเทศและตัดสินใจปักหลักอยู่ที่นั่น
“ผึ้งอยากอยู่ที่นี่” ปากพูดไปมือก็ช่วยพี่เก็บของลงกล่อง
“ผึ้งจะสู้จนถึงที่สุดถ้าไม่ไหวจริง ๆ จะไปขออาศัยใบบุญพี่ภาละกัน”
เธอพูดติดตลกด้วยรอยยิ้ม แม้ในใจไม่ได้ขำเลยสักนิด
ธิดาวดีรับรู้วิกฤตการเงินของกิตติวงศ์เป็นอย่างดี คนสนิทของกิตติส่งข่าวความเคลื่อนไหวภายในบริษัทให้เธอรับรู้มาตลอด ในความไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับการเงินภายในบริษัทโดยมีกิ่งฉัตรเป็นคนควบคุม แต่ด้วยอาการป่วยหนักของผู้เป็นพ่อ ที่เธอต้องเฝ้าดูแลอยู่ไม่ห่างจึงทำอะไรได้ไม่มาก และนั่นคือช่องโหว่ที่สร้างปัญหาใหญ่ให้กับเธอในตอนนี้
