ตอนที่ 4 เลขาฝึกหัด
เปิดประตูเข้ามาในห้องชายหนุ่มอีกครั้ง กลิ่นแอลกอฮอล์เหมือนจะแรงขึ้นกว่าเดิม พิมพ์มาดาถือกะละมังผ้าชุบน้ำเย็น วางบนโต๊ะข้างเตียงของเขา ตอนนี้ชายหนุ่มนอนตะแคงและพลิกหน้าคว่ำลง เธอนั่งลงเตียงนอนนุ่มจับไหล่กว้างให้เขาพลิกตัวหงายขึ้น ใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดๆ เช็ดตามใบหน้าและลำคอ เลื่อนมือมาเช็ดที่แผ่นอกแน่น ๆ มือค่อย ๆ ปลดกระดุมเสื้อเขาออกเพื่อให้เช็ดได้สะดวกขึ้น และเมินหน้ามองไปทางอื่นขณะเช็ดถูไปมา
“คุณย่านะคุณย่า ทำไมต้องให้ทำอะไรแบบนี้ด้วย”
ยังบ่นไม่ทันขาดคำเขาก็พลิกตัวหันมาทางเธอ ขายาวก่ายพาดสะโพกเธอไว้ มือบางผลักออกทันที แขนยาวก็ไม่อยู่นิ่งตวัดโอบหลังเธอให้ล้มลงแล้วพลิกตัวทับเธอไว้ เสียงเธออู้อี้อยู่ใต้ไหล่กว้างที่เขาทับอยู่ หญิงสาวดันไหล่ออกอย่างยากลำบาก
“คุณกรณ์” แว้ดเสียงแหลม
ทั้งที่รู้ว่าขึ้นเสียงกับคนเมาไปก็ไม่มีประโยชน์ รวบรวมกำลังอีกครั้ง ดันร่างใหญ่ออกสุดแรง ลุกขึ้นนั่งพลิกตัวเขาให้นอนหงายอีกครั้ง ก่อนจะรีบเช็ดแขนและมือแบบลวก ๆ จะได้เสร็จเร็ว ๆ ร่างใหญ่ที่หลับตาอยู่พ่นลมหายใจเสียงดัง ขยับปากหมุบหมับไปมาเหมือนชิมอะไรอยู่ เขาขยับตัวมือจับที่เข็มขัดแล้วปลดหัวเข็มขัดออก ทำท่าจะถอดกางเกง
“เฮ้ย” พิมพ์มาดาร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวเขาไว้ทันที เป่าปากออกอย่างโล่งอก
“พอแล้ว” เธอบ่นอุบอิบหน้างอ และยกกะละมังและผ้าเช็ดหน้าเดินออกมาจากห้อง ภายในความมืดในห้องนั้น ปกรณ์นอนอมยิ้มชอบใจที่แกล้งหล่อนได้
อาหารเช้าถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อย โดยฝีมือป้านวลที่กลับมาทำงานตามปกติแล้ว นภานั่งรอกินมื้อเช้าพร้อมกับหลานชาย และพูดคุยกับพิมพ์มาดาไปพลาง ๆ โดยมีป้านวลยืนอยู่ข้าง ๆ ปกรณ์เดินลงมาจากชั้นบน ทันทีที่นั่งลงเก้าอี้ป้านวลก็นำกาแฟวางตรงหน้า
“วันนี้ไม่ได้เตรียมเสื้อผ้าไว้ให้ผมเหรอ?” น้ำเสียงเรียบมองหน้าพิมพ์มาดาและรอฟังคำตอบ ป้านวลอึกอัก
“เอ่อ…นวลขอโทษค่ะคุณกรณ์ นวลคิดว่าคุณพิมพ์เตรียมไว้แล้วก็เลยไม่ได้ขึ้นไปดูค่ะ”
“ไม่เป็นไรครับไม่ใช่ความผิดป้านวล” คำพูดของเขาทำให้พิมพ์มาดาถึงกับเหรอหรา ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่ามันคือความผิดของเธอสินะ หญิงสาวคิดในใจ เงยหน้าขึ้นมองเขาโดยไม่รู้จะหาคำไหนมาแก้ตัว
“เอ่อ...พิมพ์เห็นป้านวลกลับมาทำงานแล้ว พิมพ์ก็เลย…”
“ตอนนี้คุณเป็นคนตัดสินใจเอง ว่าคุณจะทำอะไรให้ใคร หรือไม่ทำให้ใคร…อย่างงั้นเหรอ?”
เขาใช้ลิ้นดันฟันกรามข้างในตวัดสายตาขึ้นมองหน้าเธออย่างใจเย็น แต่ทว่าทำให้คนที่ถูกมองเสียวสันหลังวาบ
“เอ่อ…คือ” มองมาที่ผู้อาวุโสของบ้านเพื่อขอความช่วยเหลือ
“ถ้ามีแม่บ้านสิบคนผมก็ต้องเปลี่ยนตามสิบครั้งเหรอ?”
“หรือคุณไม่อยากทำ?”
“เปล่า…เปล่า…ค่ะ เปล่า”
โบกมือปฏิเสธพัลวันมองหน้าผู้อาวุโสอีกครั้ง
“เอาล่ะ เอาล่ะ” ผู้เป็นย่าเอ่ยขึ้นเมื่อรู้ถึงความไม่สบอารมณ์ของหลานชาย
“นวลก็กลับมาทำงานตามปกติแล้ว”
ชายหนุ่มชะงักมือที่กำลังยกแก้วน้ำหยุดฟังผู้เป็นย่าพูด
“งานบ้านหลักก็ให้นวลดูแลไป”
“พิมพ์ก็ดูแลคุณกรณ์ต่อไปจะได้ไม่ต้องเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา” เขายกแก้วน้ำขึ้นดื่มหน้านิ่ง
“อีกอย่าง”
“จันทร์เจ้าบอกว่าช่วงนี้แกงานยุ่งมากแทบไม่มีเวลากินข้าวเลย”
“ให้พิมพ์ไปช่วยงานแกที่บริษัทก็แล้วกัน ยังไงตอนกลางวันนวลก็อยู่อยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงย่าหรอก”
“แต่ว่า...” พิมพ์มาดาเอ่ยขึ้น พร้อมกับสายตาคมที่ตวัดขึ้นมองเธอทันทีเช่นเดียวกัน
“พิมพ์อึดอัดใจที่ต้องไปทำงานกับตากรณ์เหรอ?”
“เปล่าค่ะ พิมพ์แค่เป็นห่วงคุณท่านค่ะ” ก้มหน้าเสียงอ่อย
“บอกให้เรียกย่า” นภาเสียงเข้ม
“ค่ะ…คุณย่า”
“หรือแกว่าไงตากรณ์?” หันมามองหน้าชายหนุ่มขอความคิดเห็น
“แล้วแต่คุณย่าครับ”
การเริ่มงานใหม่ของพิมพ์มาดาในฐานะเลขาฝึกหัดของปกรณ์ เขาให้เธอเรียนรู้งานจาก ธนา ผู้ช่วยของเขาที่พาเธอเดินสำรวจพื้นที่ทั้งหมดในสำนักงาน ทั้งงานในส่วนวัสดุก่อสร้าง ส่งออกและนำเข้า รวมถึงงานโรงแรมในเครือทั้งหมด ซึ่งใช้เวลาอยู่หลายวัน
ธนาเป็นคนฉลาดรอบรู้หัวไว แต่งานล้นมือแทบไม่มีเวลาปลีกตัวไปไหนเลย และที่สำคัญปกรณ์เชื่อใจและไว้วางใจเขาเป็นที่สุด เมื่อมีเวลาได้พักหายใจเต็มปอดที่มีคนมาช่วยแบ่งเบาทำให้เขาผ่อนคลายได้มากขึ้น ซึ่งตอนนี้ผู้ช่วยปกรณ์ก็เพิ่มเป็นสองคน เพื่อสะดวกในการเรียนรู้งานจากธนา เขาให้จัดโต๊ะทำงานของผู้ช่วยทั้งสองคนอยู่ใกล้กัน และทั้งคู่ปรับตัวเข้ากันได้ไว และเหมือนจะคุยกันถูกคอเป็นอย่างดี
“สอนงานพิมพ์มาดาไปถึงไหนแล้ว?”
“พอสมควรแล้วครับบอส อัดมากๆ เดี๋ยวคุณพิมพ์จะมึนเสียก่อนครับ”
“คร่าวๆ พอสังเขปก่อนครับบอส คุณพิมพ์หัวไวเรียนรู้เร็ว ส่วนเรื่องรายละเอียดค่อย ๆ เรียนรู้ไปผมว่าไม่น่ามีปัญหาสำหรับคุณพิมพ์ครับ”
“อือ” ส่งเสียงในลำคอ พยักหน้ารับรู้
สำหรับพิมพ์มาดาการเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ไม่ใช่ปัญหาของเธอ หญิงสาวเปิดใจและพร้อมจะเรียนรู้อยู่เสมอ และขึ้นชื่อว่าเลขาของบอสใครกันจะกล้ายุ่ง แต่ด้วยมารยาทและอัธยาศัยที่ดี ที่นอบน้อมถ่อมตนอยู่เสมอทำให้ทุกครั้งที่ต้องประสานงานกับทุกฝ่ายมันง่ายและราบรื่นไปเสียหมด
อีกอย่างคือมีเพื่อนร่วมงานที่คอยให้คำแนะนำอยู่เสมอ ทำให้เธอเรียนรู้ได้เร็วโดยเฉพาะ จันทร์เจ้า เลขาเก่าของนภาผู้เป็นคุณย่าของบอส และธนาคู่หูคนใหม่ ตอนนี้เลขาของบอสดูเหมือนจะเป็นที่เอ็นดูของเพื่อนร่วมงานไปเสียแล้ว
พิมพ์มาดาหอบแฟ้มเอกสารวางบนโต๊ะทำงานของเจ้านาย
“นี่ค่ะบอส”
เธอเปลี่ยนสรรพนามเรียกเขาเพื่อให้เหมือนกับคนอื่น ๆ ในสำนักงาน ชายหนุ่มที่กำลังก้มอ่านรายงานอยู่ เปิดตาขึ้นมองหน้าต้นเสียงกับสรรพนามใหม่ที่เธอเรียก
“สรุปรายงานของปีที่แล้วค่ะ สองแฟ้มนี้เป็นสรุปรายจ่ายย้อนหลัง ส่วนสามแฟ้มนี้เป็นรายงานการจัดซื้อจัดจ้างค่ะ”
“คุณเรียนงานกับธนาเป็นยังไงบ้าง?”
“ดีค่ะ คุณธนาใจดี”
“ผมหมายถึงความเข้าใจในเรื่องงาน”
“อ๋อ เข้าใจค่ะ บางอย่างก็ยังไม่เข้าใจ”
“แต่เดี๋ยวคงเข้าใจค่ะ พิมพ์กำลังเรียนรู้อยู่ค่ะ”
“แล้วก็…ข้าวกลางวันของบอสค่ะ”
เธอใช้คางชี้กล่องข้าวที่วางบนโต๊ะกาแฟ ที่เธอทำและห่อมาให้ จากที่สังเกตเขาในทุกวันจะไม่กินมื้อเที่ยง ตกบ่ายก็จะขอกาแฟเท่านั้น หรือบางวันที่มีแขกเข้าออกห้องทำงานจนรู้สึกเพลียแทน เขาก็จะเอนหลังงีบบนเก้าอี้ทำงานในตอนบ่ายและตื่นมาทำงานต่อ ซึ่งบางวันธนาก็จะนำขนมสำหรับเบรกช่วงบ่ายคู่กับกาแฟมาให้ หญิงสาวอาศัยการสังเกตและเรียนรู้ทั้งพฤติกรรมของเขาทั้งเรื่องงานและชีวิตประจำวัน
“แล้วคุณล่ะ?”
“พิมพ์ไปกินที่โรงอาหารกับคุณธนาค่ะ”
ปกรณ์หัวคิ้วกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะมองหน้าเธอ นี่จะติดกันแม้กระทั่งตอนพักเลยหรือยังไง ก่อนที่เสียงเคาะประตูจะดังขึ้นที่หน้าห้อง ธนาเดินเข้ามาด้านในพร้อมด้วยสาวสวยอิงอร
“กรณ์คะเที่ยงแล้วไปทานกลางวันกันเถอะค่ะ”
สองผู้ช่วยเดินออกมานอกห้อง สรุปข้าวกล่องวันนี้ก็ถูกเมิน
ช่วงพักเบรกเพียงไม่กี่นาทีที่ได้ผ่อนคลายยืดเส้นยืดสาย ธนาและพิมพ์มาดานั่งสนทนากันที่ม้านั่งในมุมพักผ่อนระหว่างที่จิบกาแฟไปด้วย
“คุณจันทร์เจ้าเหรอคะ?” พิมพ์มาดาเอ่ยถามธนาอย่างตื่นเต้น ธนามองซ้ายมองขวาเอานิ้วชี้จ่อที่ปาก ส่งสัญญาณให้พิมพ์มาดาเบาเสียงลง
“เบา ๆ ครับคุณพิมพ์”
“แต่คุณจันทร์เจ้าก็น่ารักจริงๆ แหละ” เธอยิ้ม
“ทำไมคุณถึงไม่กล้าจีบเธอล่ะคะ ทีกับสาวๆ คนอื่น…” จ้องหน้าธนาที่กำลังตีหน้าเศร้า
“นั่นสิ ทำไมผมถึงไม่กล้านะ” พร้อมเสียงถอนหายใจ ทำท่าครุ่นคิดบวกกับหน้าเศร้า ๆ ทั้ง ๆ ที่สาว ๆ ในสำนักงานต่างรู้ซึ้งถึงฉายาของเขาเป็นอย่างดี เรื่องความเจ้าชู้ประตูดินของพ่อรูปหล่อจอมกะล่อน แต่ทุกครั้งที่จะเข้าไปขายขนมจีบจันทร์เจ้าความมั่นใจของเขาหายไปไหนจนหมดสิ้น
“เธอดุทุกครั้งที่ผมเข้าใกล้ ถ้าไม่ใช่เรื่องงานอย่าหวังว่าเธอจะคุยกับผมเลย” ธนาตีหน้าเศร้าคูณสองเข้าไปอีก
“ก็คุณธนากะล่อนขนาดนั้น”
“คุณ...พิมพ์...”
สองผู้ช่วยหนุ่มสาวคุยกันหัวเราะคิกคักอย่างออกรส ต่อหน้าเจ้านายหนุ่มที่เพิ่งเดินเข้ามา วันนี้ปกรณ์ออกไปติดต่องานข้างนอกและกลับเข้ามาพร้อมกับอิงอร เขาหยุดมองคู่สนทนาตรงหน้า เสียงหัวเราะของทั้งคู่หยุดลงโดยอัตโนมัติเหมือนถูกชัตดาวน์
“เอาข้อมูลสรุปโปรเจกใหม่มาให้ผมดู” ไม่เอ่ยชื่อแต่มองหน้าหญิงสาว
“ค่ะ”
เข้ามาปุ๊บก็ตามงานปั๊บบ่นในใจ ก่อนจะรีบสาวเท้าเดินตามเข้าไปในห้องทำงาน
อิงอรนั่งอ่านนิตยสารบนโซฟาโซนรับรองในห้องทำงานของชายหนุ่ม พิมพ์มาดาหอบแฟ้มมาวางที่โต๊ะทำงานตามคำสั่งของเขา ปกรณ์เดินตรงมาที่อิงอร
“วันนี้ผมมีงานคุณกลับไปก่อนละกัน เรื่องนั้นผมขอคิดดูก่อนแล้วจะให้คำตอบอีกที”
หญิงสาวข่มอารมณ์ไม่พอใจไว้แต่เก็บไม่มิด จำใจต้องทำตามที่เขาสั่ง ชายหนุ่มเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานโดยไม่สนใจหล่อนสักนิด อิงอรหันมามองหน้าเขาและพิมพ์มาดาก่อนเดินออกจากห้องไป
“คนอะไร...พูดไม่คิด ไม่ห่วงความรู้สึกคนอื่นเลยนี่ขนาดเป็นแฟนนะยังขนาดนี้”
พิมพ์มาดาคิดในใจ ตาที่มองดูงานในมือแต่หูผึ่งฟังเสียงเขา
“วันเสาร์หน้าต้องไปดูสถานที่ต่างจังหวัด” ปกรณ์เอ่ยขึ้น
“และก็งานประชุมสรุปคัดเลือกผู้รับเหมาด้วย คุณเตรียมข้อมูลพร้อมหรือยัง?”
พูดเสียงเรียบขณะที่ตายังตรวจงานในแฟ้มตรงหน้า
“เรียบร้อยค่ะบอส บอสไปกี่วันคะ?”
“สองวัน”
“ให้จองห้องสำหรับคุณธนาด้วยไหมคะ หรือบอสไปคนเดียว?”
มองหน้าคนถาม รู้สึกหล่อนจะเป็นห่วงธนาเสียเหลือเกิน
“สองคน คุณกับผม”
“คะ…?”
“ทำไม?” ตวัดสายตาขึ้นมองหน้าเธอ
“เปล่าค่ะ”
“แล้ววันนี้ข้าวกล่องผมอยู่ไหน?” เขาเปลี่ยนเรื่องทันที
“พิมพ์เห็นบอสไม่กินก็เลยไม่ห่อมาค่ะ” ไปข้างนอกมาแท้ๆ ทำมาเป็นถามหาข้าวกล่อง
“แล้วพรุ่งนี้?” มองหน้านิ่งและรอคำตอบ
“ค่ะ” จะทำอะไรได้นอกจากตกลง
หลังจากที่ย้ายมาพักบ้านประพันธ์พิบูลย์พิมพ์มาดาก็ไม่ได้กลับไปเยี่ยมพี่สาวที่บ้านเลย มีเพียงแค่โทรถามไถ่กันเท่านั้น หลังเลิกงานเธอนัดกินมื้อเย็นกับพรพิมลใกล้บริษัทก่อนกลับบ้าน
“พี่พรทำไมไม่บอกพิมพ์ปล่อยให้ก้อนเนื้อมันโตเรื่อย ๆ ขนาดนี้”
“ไม่เป็นไรหรอกยัยพิมพ์”
“พี่ไม่อยากให้เป็นกังวลน่ะ”
จริง ๆ แล้วเธอยังไม่มีค่ารักษาตามที่ทางโรงพยาบาลแจ้งมาต่างหาก
“คุณหมอบอกไม่ต้องกังวลหลังผ่าตัดเสร็จก็วางใจได้”
เธอพูดทั้งที่ใจยังเป็นกังวลอยู่
พิมพ์มาดาหน้าเศร้าลงชั่วครู่ เป็นเพราะเธอเองหญิงสาวคิดในใจ เธอว่างงานนานเกินไปทำให้พรพิมลต้องรับภาระทั้งหมด ระหว่างนั้นพี่สาวของเธอนอกจากทำขนมส่งตามร้านต่าง ๆ แล้ว งานฝีมือจิปาถะทุกอย่างพรพิมลรับทำไม่เคยเกี่ยง จนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน เงินที่ได้ก็เอามาใช้จ่ายในบ้านจนแทบจะไม่เหลือเก็บ ถ้าไม่อย่างงั้นพี่สาวของเธอคงไม่ปล่อยอาการป่วยไว้แบบนี้
“พิมพ์มีเงินเก็บอยู่บ้างพี่พรไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายนะ”
“กว่าจะถึงวันนัดผ่าก็อีกนานพี่พรทำใจให้สบายอย่ากังวลไปเลย” จับมือพี่สาวบีบเบา ๆ
กลับมาจากกินข้าวมื้อเย็นกับผู้เป็นพี่ พอถึงห้องก็ทิ้งตัวนอนบนเตียง ครุ่นคิดวกวนไปมา ก่อนไอเดียจะปิ๊งขึ้นในหัวหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาใช้ความถนัดให้เกิดประโยชน์
ลงประกาศรับวาดภาพในโซเชียล และยิ้มอย่างมีความหวัง คืองานอดิเรกอีกหนึ่งอย่างที่เธอถนัดและเคยรับจ็อบตอนอยู่มหาวิทยาลัย เพื่อรวบรวมเป็นค่ารักษาพยาบาลของพรพิมล
