บทที่ 2: คืนวสันต์ที่ถูกทอดทิ้ง
บทที่ 2: คืนวสันต์ที่ถูกทอดทิ้ง
ความเงียบสงัดโรยตัวครอบคลุมทั่วทั้งห้องหอ มีเพียงเสียงหยาดน้ำตาเทียนสีแดงที่หยดติ๋งลงบนเชิงเทียนทองเหลือง จ้าวหรงเยี่ยขยับข้อมือที่เพิ่งคลายจากอาการชาหนึบ ดวงตาคมกริบดั่งพญามารจับจ้องสตรีเบื้องหน้าอย่างประเมินค่าใหม่
ในฐานะโอรสสวรรค์ที่ผ่านการลอบสังหารมานับครั้งไม่ถ้วน เขาย่อมคุ้นเคยกับสตรีที่ถูกส่งมาเป็นสายลับ ทว่าสตรีเหล่านั้นมักพกซ่อนมีดสั้น หรือยาพิษร้ายแรง หาใช่สตรีที่ใช้เพียงปลายนิ้วกดสกัดจุดเส้นลมปราณได้อย่างแม่นยำและรุนแรงถึงเพียงนี้
ยิ่งไปกว่านั้น... อาการประชวรลับของเขาที่ไม่เคยมีหมอหลวงคนใดกล้าปริปากพูด นางกลับมองทะลุได้อย่างง่ายดายราวกับอ่านตำรา
"ต่อชีวิตให้ข้างั้นหรือ?" จ้าวหรงเยี่ยแค่นเสียงหัวเราะเยือกเย็นดั่งน้ำแข็ง มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน "ตระกูลหลี่ช่างสรรหาข้ออ้างได้ประเสริฐนัก ส่งบุตรสาวที่เก่งกาจวิชาแพทย์มาเพื่อรักษาข้า หรือแท้จริงแล้วตั้งใจจะใช้ข้ออ้างนี้ลอบวางยาข้าให้ตายตกตามกันไปเล่า!"
หลี่รั่วจินขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ส่วนสูงของนางจะเทียบกับบุรุษเบื้องหน้าไม่ได้ แต่นางก็ไม่ยอมหลบสายตา "หากหม่อมฉันประสงค์ร้าย ยามที่นิ้วของหม่อมฉันแตะลงบนจุดเน่ยกว่านเมื่อครู่ หม่อมฉันเพียงแค่เปลี่ยนจากการกดจุดเป็นการใช้เข็มอาบพิษฝังลงไป ฝ่าบาทก็คงไม่มีโอกาสได้ยืนตรัสประชดประชันหม่อมฉันอยู่เช่นนี้เพคะ"
คำตอบกลับที่ตรงไปตรงมาและไร้ซึ่งความเกรงกลัวทำให้ดวงตาของฮ่องเต้หนุ่มวาวโรจน์ เขาก้าวประชิดตัวนางอีกครั้ง ทว่าคราวนี้หลี่รั่วจินไม่ได้ถอยหนี นางเชิดหน้าขึ้นเผชิญกับจิตสังหารที่แผ่ซ่านออกมา
"ช่างอวดดีนัก..." จ้าวหรงเยี่ยก้มลงกระซิบข้างใบหูของนาง น้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความคุกคาม "เจ้าคิดว่าวิชาแพทย์ปาหี่เพียงเล็กน้อย จะทำให้ข้าละเว้นโทษตายให้ตระกูลหลี่ของเจ้างั้นรึ หลี่รั่วซี... เจ้าประเมินความแค้นของข้าต่ำเกินไป"
เขาผละออก หันหลังให้ร่างบางที่ยืนนิ่งอยู่กลางห้อง ชายชุดคลุมมังกรสะบัดพลิ้วตามแรงอารมณ์
"ในเมื่อเจ้าอยากเป็นฮองเฮานัก ข้าก็จะให้เจ้าเป็น! แต่จงจำไว้ว่าตำหนักคุนหนิงแห่งนี้ จะเป็นเพียงกรงทองที่กักขังเจ้าไปจนตาย เจ้าจะไม่มีวันได้รับความโปรดปราน ไม่มีวันได้ให้กำเนิดมังกรน้อย และจะไม่มีใครหน้าไหนในตระกูลหลี่ได้รับผลประโยชน์จากการแต่งงานครั้งนี้!"
ตรัสจบ ฮ่องเต้ทรราชก็สาวเท้าก้าวออกจากห้องหอไปอย่างรวดเร็ว ประตูไม้บานใหญ่ถูกกระชากเปิดและปิดลงอย่างแรงจนหน้าต่างสั่นสะเทือน เสียงขันทีหน้าตำหนักร้องตะโกนกึกก้องว่า "ฝ่าบาทเสด็จกลับ!"
เสียงฝีเท้าของขบวนเสด็จค่อยๆ ห่างออกไป ทิ้งให้บรรยากาศในห้องหอเงียบสงัดลงอีกครั้ง
ทันทีที่แน่ใจว่าไร้ผู้คน หลี่รั่วจินก็ถอนหายใจยาวออกมา แผ่นหลังที่ตั้งตรงเมื่อครู่ทรุดลงนั่งบนขอบเตียงอย่างอ่อนล้า นางยกมือขึ้นลูบลำคอที่ยังคงมีรอยแดงจางๆ ปรากฏอยู่
การยั่วยุโทสะของบุรุษผู้นั้นเป็นการกระทำที่เสี่ยงตายยิ่งนัก แต่นางไม่มีทางเลือกอื่น ฮ่องเต้จ้าวหรงเยี่ยเป็นคนระแวงจัด หากนางแสดงความอ่อนแอ เขาจะเหยียบย่ำ หากนางแสดงความประจบสอพลอ เขาจะยิ่งหวาดระแวง การเผชิญหน้าด้วยท่าทีแข็งกร้าวและแสดงให้เห็นถึง "คุณค่า" ที่นางมีต่างหาก จึงจะทำให้เขายอมถอยไปตั้งหลัก และไม่กล้าลงมือสังหารนางในทันที
นางทายใจเขาถูก ฮ่องเต้เลือกที่จะกักขังนางไว้ด้วยความเย็นชา แทนที่จะประหารนางทิ้ง ซึ่งนั่นคือสิ่งที่นางต้องการมากที่สุด
"ความโปรดปรานงั้นรึ... ของพรรค์นั้นใครจะอยากได้กัน" หมอหญิงสาวแค่นยิ้มบางๆ มือเรียวเอื้อมไปปลดมงกุฎหงส์ที่หนักอึ้งราวกับหินผาออกจากศีรษะ วางมันทิ้งไว้บนโต๊ะอย่างไม่ไยดี
"คุณหนู..." แม่นมจ้าวและนางกำนัลคนสนิทอีกสองคนที่ติดตามมาจากจวนแม่ทัพ รีบผลักประตูเข้ามา ใบหน้าของแต่ละคนซีดเผือด เต็มไปด้วยคราบน้ำตา "ฝ่าบาท... ฝ่าบาทเสด็จไปแล้ว คืนวสันต์ยังไม่ทันผ่านพ้น แต่ฝ่าบาทกลับทิ้งฮองเฮาไว้เพียงลำพัง หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปในวันพรุ่ง ฮองเฮาจะทรงเอาหน้าไปไว้ที่ใดเพคะ"
แม่นมจ้าวร้องไห้สะอึกสะอื้น การที่ฮ่องเต้ทิ้งห้องหอไปกลางดึก ถือเป็นการหยามเกียรติสตรีอย่างร้ายแรงที่สุด และเป็นสัญญาณเตือนว่าสตรีผู้นั้นได้ถูกทอดทิ้งให้กลายเป็นเพียง 'เครื่องประดับวังหลัง' ที่ไร้ค่า
ทว่าหลี่รั่วจินกลับมีสีหน้าเรียบเฉย นางเดินไปที่อ่างล้างหน้า หยิบผ้าชุบน้ำอุ่นขึ้นมาเช็ดคราบเครื่องสำอางหนาเตอะบนใบหน้าออกอย่างใจเย็น เผยให้เห็นผิวพรรณขาวเนียนละเอียดที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
"แม่นมจ้าว ร้องไห้ไปก็ไร้ประโยชน์ เก็บน้ำตาของเจ้าไว้เถิด" หลี่รั่วจินเอ่ยเสียงเรียบ "ฝ่าบาทเสด็จไปแล้วสิยิ่งดี หากพระองค์ประทับอยู่ที่นี่ทั้งคืน ข้าคงไม่ได้หลับไม่ได้นอนเพราะต้องคอยระวังตัว"
"แต่ว่า... เหล่าพระสนมในวังหลังจะต้องหัวเราะเยาะคุณหนูแน่ๆ เพคะ" นางกำนัลอายุน้อยนามว่า 'ชุ่ยอวี้' เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"ปล่อยให้พวกนางหัวเราะไป" หลี่รั่วจินโยนผ้าเช็ดหน้าลงในอ่างน้ำ แววตาประกายวาววับดั่งกระบี่ที่เพิ่งถูกชักออกจากฝัก "การที่พวกนางคิดว่าข้าอ่อนแอและไร้ความโปรดปราน นั่นแหละคือเกราะป้องกันชั้นดีที่สุด เพราะคนตายมักจะเป็นคนที่ทำตัวโดดเด่นเกินไปเสมอ"
นางหันกลับมาเผชิญหน้ากับบ่าวคนสนิททั้งสาม น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นจริงจังและเด็ดขาด "ฟังให้ดี นับตั้งแต่วินาทีนี้ ตำหนักคุนหนิงคืออาณาเขตของข้า พวกเจ้าทั้งสามคือหูและตาของข้า ห้ามแพร่งพรายเรื่องใดๆ ในตำหนักนี้ออกไปเด็ดขาด และจงคอยจับตาดูกิริยาของขันทีและนางกำนัลที่วังหลวงส่งมาให้ดี ผู้ใดมีท่าทีมีพิรุธ ให้จดจำไว้แล้วมารายงานข้า"
บ่าวทั้งสามรับคำสั่งด้วยความยำเกรง พวกนางสัมผัสได้ว่าคุณหนูรองในยามนี้ แตกต่างจากคุณหนูผู้รักสงบและเอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องสมุนไพรที่จวนแม่ทัพอย่างสิ้นเชิง ราวกับว่าความตายของคุณหนูใหญ่ได้หล่อหลอมให้นางกลายเป็นสตรีที่เข้มแข็งและเด็ดขาดจนน่าหวั่นเกรง
หลี่รั่วจินไล่บ่าวรับใช้ออกไปพักผ่อน นางเดินไปดับเทียนมงคลที่เหลืออยู่ ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงสลักลายที่กว้างขวางเกินความจำเป็น ท่ามกลางความมืดมิด สมองของนางเริ่มประมวลผลและวางแผนการอย่างรวดเร็ว
ขั้นตอนแรกของการเอาตัวรอดในวังหลวงคือการสร้างฐานอำนาจที่มั่นคงในตำหนักคุนหนิงให้ได้เสียก่อน เมื่อหลังบ้านปลอดภัย นางจึงจะสามารถหาลู่ทางลอบติดต่อกับเครือข่ายของจวนแม่ทัพ เพื่อนำยาไปรักษาขาของพี่ชายที่บาดเจ็บสาหัส
ส่วนอาการประชวรของฮ่องเต้ทรราชผู้นั้น... จากการจับชีพจรเพียงชั่วครู่ นางมั่นใจว่าพิษที่ตกค้างอยู่ในร่างกายของเขาไม่ใช่พิษธรรมดาในวังหลัง แต่มันคือ 'พิษเหมันต์ร้อยก้าว' พิษเรื้อรังที่มักใช้กันในแถบชายแดนแคว้นเป่ยที่หนาวเหน็บ พิษชนิดนี้จะค่อยๆ กัดกินเส้นลมปราณ ทำให้ผู้ถูกพิษมีอุณหภูมิร่างกายสูงผิดปกติ และจะปวดศีรษะอย่างรุนแรงเมื่ออากาศเย็นลง
หากปล่อยไว้ไม่เกินสามปี ฮ่องเต้ผู้นี้จะต้องสิ้นชีพอย่างทรมาน
หลี่รั่วจินหลับตาลง รอยยิ้มเย็นชาปรากฏขึ้นที่มุมปาก
ตระกูลหลี่อาจจะกำลังตกต่ำ แต่ในเมื่อนางยังมีลมหายใจ นางจะใช้เข็มเงินเก้าเล่มในมือนี้ พลิกกระดานหมากของแผ่นดินต้าจ้าวใหม่ทั้งหมดให้จงได้!
