บทที่ 1: เลือดแต้มชาด วิวาห์ลวง
บทที่ 1: เลือดแต้มชาด วิวาห์ลวง
ยามเหมา (05.00 - 06.59 น.) ท้องฟ้าเบื้องนอกยังคงมืดสลัว ทว่าภายในจวนแม่ทัพใหญ่กลับสว่างไสวไปด้วยแสงคบเพลิงและโคมมงคล สีแดง เสียงฝีเท้าของบ่าวไพร่เดินขวักไขว่เตรียมงานมงคลสมรสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแผ่นดิน
หลี่รั่วจินในชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อนก้าวเข้ามาในเรือนปีกตะวันตกพร้อมกับอ่างทองเหลืองบรรจุน้ำอุ่นและผ้าสะอาด ในใจของนางยังคงมีลางสังหรณ์ประหลาดเกาะกุมไม่คลายตั้งแต่เมื่อคืน นางจึงตั้งใจจะมาปรนนิบัติพี่สาวแต่งตัวด้วยตนเอง
"พี่ใหญ่ ยามเหมาแล้ว ตื่นเถิดเจ้าค่ะ ขบวนเกี้ยวของวังหลวงใกล้จะมารับแล้ว"
เสียงเรียกของนางดังสะท้อนในห้องที่เงียบงัน ไร้ซึ่งเสียงตอบรับใดๆ จากร่างที่ทอดกายอยู่บนเตียงสลักลายมังกรหงส์
หลี่รั่วจินขมวดคิ้ว นางวางอ่างทองเหลืองลงบนโต๊ะไม้จันทน์แดง ก่อนจะก้าวเข้าไปเลิกม่านมุ้งสีมงคลขึ้น ทว่าภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้นางเบิกตากว้าง หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอพลันกระตุกวูบ
หลี่รั่วซีนอนนิ่งสนิท ใบหน้าที่เคยงดงามซับสีเลือดบัดนี้ซีดเผือดไร้สีสัน ริมฝีปากที่ควรจะอวบอิ่มกลับกลายเป็นสีม่วงคล้ำ หลี่รั่วจินรีบยื่นมือที่สั่นเทาไปแตะใต้จมูกของพี่สาว... ไร้ซึ่งลมหายใจ ผิวเนื้อเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง
"ไม่... ไม่จริง"
สัญชาตญาณความเป็นแพทย์สั่งให้นางดึงปิ่นเงินเรียวยาวออกจากมวยผม ปักลงไปที่กึ่งกลางลำคอของพี่สาวเพียงชั่วครู่ เมื่อดึงขึ้นมา ปลายปิ่นเงินบริสุทธิ์กลับกลายเป็นสีดำสนิท!
พิษหญ้ากลืนวิญญาณ... ไร้สี ไร้กลิ่น ทำลายอวัยวะภายในจนสิ้นใจภายในไม่กี่ชั่วยาม
ชาตี้หวงเมื่อคืน! มีคนสับเปลี่ยนกาน้ำชาของนาง!
หลี่รั่วจินกำปิ่นเงินในมือแน่นจนข้อขาว ไม่มีปาฏิหาริย์หรือยาวิเศษใดในโลกที่จะเรียกคนตายให้ฟื้นคืนชีพได้ วิถีแห่งแพทย์แผนจีนที่นางเพียรศึกษามาตลอดชีวิตบอกความจริงอันโหดร้ายว่าพี่สาวฝาแฝดของนางได้จากไปแล้วอย่างไม่อาจหวนกลับ
"คุณหนูใหญ่ รถม้าตระเตรียมเสร็จ..." เสียงของแม่นมจ้าวที่เพิ่งผลักประตูเข้ามาขาดหายไปในลำคอ หญิงชราเบิกตากว้าง ทรุดลงกับพื้นเมื่อเห็นภาพตรงหน้า ร่างกายสั่นสะท้านราวกับใบไม้ต้องลม "คุณหนูใหญ่... ฟ้าอาดูร! สิ้นแล้ว... หากเบื้องบนรู้ว่าจวนแม่ทัพส่งศพไร้วิญญาณขึ้นเกี้ยวฮองเฮา โทษทัณฑ์คือประหารเจ็ดชั่วโคตร! บิดาของท่านที่อยู่ชายแดน ท่านแม่ทัพน้อยที่กำลังรักษาตัว... ตระกูลหลี่ของเราจบสิ้นแล้ว!"
คำว่า 'จบสิ้น' กรีดลึกลงกลางใจหลี่รั่วจิน น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นจากหางตา ทว่ามันถูกปาดทิ้งไปอย่างรวดเร็ว ความอ่อนแอไม่อาจช่วยชีวิตผู้ใดได้ในยามนี้
เมื่อนางหันกลับมามองแม่นมจ้าว แววตาที่เคยสงบนิ่งดั่งผิวน้ำของหมอหญิงผู้เมตตา บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นน้ำแข็งที่เยือกเย็นและเด็ดขาด
"แม่นมจ้าว ลุกขึ้น! แล้วนำชุดมงคลของพี่ใหญ่มาให้ข้า" เสียงของนางราบเรียบ ทว่าทรงพลังและเฉียบขาดจนหญิงชราต้องชะงักงัน
"คุณหนูรอง... ท่านหมายความว่าอย่างไร"
"ตระกูลหลี่จะไม่มีวันจบสิ้นในวันนี้" หลี่รั่วจินลุกขึ้นยืน ปลดสายรัดเอวชุดกระโปรงของตนออกอย่างไม่ลังเล "ในเมื่อพวกมันต้องการชีวิตของว่าที่ฮองเฮา ข้าก็จะเป็นฮองเฮาให้พวกมันดู สั่งคนสนิทที่ไว้ใจได้ที่สุดลอบนำร่างพี่ใหญ่ไปซ่อนไว้ที่ห้องลับใต้ดินเรือนสมุนไพร ห้ามผู้ใดล่วงรู้เด็ดขาด... นับแต่วินาทีนี้ไป ข้าคือ หลี่รั่วซี ฮองเฮาแห่งแคว้นต้าจ้าว"
แม่นมจ้าวกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แม้จะหวาดกลัวอาญาแผ่นดิน แต่สติปัญญาและความเด็ดเดี่ยวของคุณหนูรองคือฟางเส้นสุดท้ายของตระกูลหลี่ หญิงชรารีบเช็ดน้ำตาแล้วเข้ามาช่วยเปลี่ยนเครื่องแต่งกายอย่างรวดเร็ว
ชุดมงคลสีแดงสดปักลายหงส์สยายปีกด้วยดิ้นทองถูกสวมทับลงบนร่างของแฝดผู้น้อง มงกุฎหงส์ทองคำสลักลายประดับมุกระย้าถูกสวมลงบนศีรษะ น้ำหนักของมันกดทับลงมาดั่งภาระอันหนักอึ้งของตระกูลที่นางต้องแบกรับ หลี่รั่วจินหยิบกระดาษซับชาดสีแดงสดขึ้นมาเม้มริมฝีปาก ปลายนิ้วเรียวกรีดชาดวาดหางตาให้เฉี่ยวคมขึ้น ลบภาพลักษณ์คุณหนูรองผู้จืดชืด ทิ้งไว้เพียงสตรีผู้มีสายตาหยิ่งทะนง
นางบรรจงซ่อนม้วนหนังที่บรรจุเข็มเงินเก้าเล่ม และขวดยาถอนพิษขนาดเล็กไว้ในช่องลับของแขนเสื้ออย่างแนบเนียน นี่คืออาวุธเพียงหยิบมือที่นางมี เพื่อใช้ต่อกรกับพยัคฆ์ร้ายในวังหลวง
ผ้าคลุมหน้าสีแดงผืนบางถูกทิ้งตัวลงมา บดบังใบหน้างดงามและแววตาที่เก็บงำความแค้นไว้มิดชิด
"เกี้ยวเจ้าสาวจากวังหลวงมารอรับแล้วพ่ะย่ะค่ะ ฮองเฮา" เสียงขันทีผู้พินิจพิธีดังขึ้นจากหน้าเรือน
หลี่รั่วจินสูดลมหายใจเข้าลึก ก้าวเดินออกไปอย่างมั่นคง ทุกย่างก้าวคือการเดินหน้าเข้าสู่กรงทองที่เต็มไปด้วยคมดาบ นางรู้ดีว่าบุรุษที่รอคอยนางอยู่ที่ปลายทาง คือฮ่องเต้ทรราช 'จ้าวหรงเยี่ย' ผู้มีจิตใจโหดเหี้ยม และเกลียดชังตระกูลหลี่เข้ากระดูกดำ
แต่หากเขาเป็นพยัคฆ์ นางก็จะเป็นพรานป่า หากเขาเป็นทรราช นางก็จะใช้สติปัญญาและสองมือนี้ สยบวังหลังและรั้งเอาชีวิตของเขามาไว้ในกำมือให้จงได้!
...
ยามซวี (19.00 - 20.59 น.) ณ ตำหนักคุนหนิง
บรรยากาศภายในห้องหออบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานดอกมู่หลานผสมกับสุรามงคล เทียนแดงเล่มโตส่องสว่างวูบวาบ หลี่รั่วจินนั่งตัวตรงอยู่บนเตียงสลักลายมังกรคู่หงส์มานานกว่าสองชั่วยามแล้ว ร่างกายของนางนิ่งสนิทดั่งรูปสลัก ทว่าประสาทสัมผัสทุกส่วนกลับตื่นตัวสูงสุด นางลอบประเมินเส้นทางหลบหนีและจุดซ่อนตัวในห้องอย่างเงียบเชียบ
เสียงฝีเท้าหนักแน่นและสม่ำเสมอดังขึ้นจากระเบียงด้านนอก ตามด้วยเสียงขันทีและนางกำนัลที่คุกเข่าถวายพระพรดังกึกก้อง
"ฝ่าบาทเสด็จ..."
ประตูไม้บานใหญ่ถูกผลักออก ลมราตรีพัดกรูเข้ามาทำให้เปลวเทียนสั่นไหว ร่างสูงสง่าในชุดมังกรสีดำขลิบทองก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นอายสังหารและอำนาจที่คุกรุ่นแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศในห้องเย็นเยียบลงถนัดตา
จ้าวหรงเยี่ยไม่ได้อยู่ในอาการมึนเมาสุราแม้แต่น้อย ดวงตาคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวของเขากวาดมองร่างเจ้าสาวบนเตียงด้วยสายตาเย้ยหยัน เขาโบกมือเพียงครั้งเดียว ข้าราชบริพารทั้งหมดก็ถอยร่นออกไปและปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา
ความเงียบโรยตัวลงมา คล้ายพายุที่กำลังก่อตัว
ก้านไม้หลิวหุ้มทองคำถูกสอดเข้าใต้ผ้าคลุมหน้าสีแดง จ้าวหรงเยี่ยเลิกผ้าคลุมขึ้นอย่างเชื่องช้า ทว่าไร้ซึ่งความทะนุถนอม ผ้าไหมผืนบางร่วงหล่นลงบนตัก เผยให้เห็นใบหน้างดงามหมดจดที่ตกแต่งอย่างประณีต
ดวงตาสองคู่สบประสานกัน... คู่หนึ่งเย็นชาดั่งน้ำแข็งหมื่นปี อีกคู่หนึ่งสงบนิ่งดั่งผิวน้ำที่ลึกสุดหยั่ง
"ฮองเฮาของข้า..." น้ำเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าเอ่ยขึ้น ทว่ากลับไร้ซึ่งความสิเน่หา มันแฝงไปด้วยการหยามหยันอย่างโจ่งแจ้ง "ช่างงดงามสมคำร่ำลือ มิน่าเล่า... แม่ทัพเฒ่าหลี่ถึงยอมทุ่มเททุกสิ่ง แบกหน้าส่งเจ้าขึ้นเตียงของข้าเพื่อรักษาหัวของคนในตระกูล"
หลี่รั่วจินไม่หลบสายตา นางรู้ดีว่าตระกูลหลี่กับฮ่องเต้พระองค์นี้มีเส้นแบ่งความแค้นที่ไม่อาจข้ามได้ นางประสานมือไว้ที่หน้าตัก เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดกลัวดั่งเช่นสตรีทั่วไปควรจะเป็น
"หม่อมฉันเพียงทำตามราชโองการ หากฝ่าบาททรงรังเกียจ ก็มิจำเป็นต้องฝืนพระทัยร่วมหอเพคะ"
คำพูดที่ตรงไปตรงมาและท่าทีหมางเมินนั้น ทำให้คิ้วเข้มของจ้าวหรงเยี่ยเลิกขึ้นเล็กน้อย เขาคาดหวังจะได้เห็นน้ำตา ความหวาดหวั่น หรือไม่ก็มารยาหญิงที่พยายามออดอ้อนเอาใจ ทว่าสตรีตรงหน้ากลับเยือกเย็นจนน่าประหลาด
ร่างสูงใหญ่ก้าวประชิดเตียง ก่อนจะโน้มตัวลงมาท้าวแขนกักขังนางไว้ กลิ่นบุรุษเพศผสมกับกลิ่นสุราและกลิ่นคาวเลือดจางๆ จากสมรภูมิโชยเตะจมูกหลี่รั่วจิน ฝ่ามือใหญ่ที่เต็มไปด้วยรอยด้านจากการจับดาบเอื้อมมาบีบปลายคางของนางอย่างแรง บังคับให้เงยหน้าขึ้นรับสายตาดุดัน
"ฝืนใจงั้นหรือ?" เขาแค่นหัวเราะในลำคอ ปลายนิ้วหัวแม่มือไล้ไปตามริมฝีปากที่เคลือบชาดสีแดงสดของนางอย่างคุกคาม "เจ้าคิดว่าตนเองมีสิทธิ์ปฏิเสธบุตรแห่งสวรรค์ตั้งแต่เมื่อใดกัน ในเมื่อตระกูลของเจ้าส่งเจ้ามาเป็นเครื่องบรรณาการ ข้าก็ย่อมมีสิทธิ์ชิมเครื่องบรรณาการชิ้นนี้... ทุกซอกทุกมุม"
ความใกล้ชิดที่กะทันหันทำให้หลี่รั่วจินสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิร่างกายที่ร้อนผ่าวของเขา ลมหายใจอุ่นจัดรดรินอยู่เหนือริมฝีปาก นางสัมผัสได้ถึงแรงบีบที่คางซึ่งเพิ่มระดับขึ้นเรื่อยๆ ทว่านางกลับไม่ได้ดิ้นรน
สัญชาตญาณความเป็นแพทย์ของนางทำงานอย่างรวดเร็ว ในระยะประชิดเช่นนี้ นางได้ยินเสียงชีพจรที่เต้นผิดจังหวะ อุณหภูมิร่างกายที่สูงเกินพอดี แววตาที่แดงก่ำบริเวณเส้นเลือดฝอย และกลิ่นคาวเลือดที่แฝงอยู่ในลมหายใจ... ฮ่องเต้ทรราชผู้นี้ กำลังถูกพิษร้ายแรงชนิดหนึ่งกัดกินอยู่ภายใน!
"ฝ่าบาท..." นางเอ่ยเสียงเบา ทว่าหนักแน่น แววตาของนางไม่มีความขวยเขิน มีเพียงความเฉียบขาดที่อ่านทะลุเข้าไปในกายเขา "ชีพจรพระองค์เต้นรัว พระวรกายร้อนดั่งไฟสุม กลางดึกมักจะปวดศีรษะราวกับมีเข็มนับพันทิ่มแทงใช่หรือไม่เพคะ"
คำพูดของนางเปรียบดั่งสายฟ้าที่ฟาดลงกลางตำหนัก มือที่บีบคางนางอยู่ชะงักงัน ดวงตาของจ้าวหรงเยี่ยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นจิตสังหารอันรุนแรง
เขาคว้าลำคอระหงของนาง กดร่างบางลงกับเตียงนอนอย่างรวดเร็วจนเครื่องประดับบนศีรษะส่งเสียงกระทบกัน แผ่นหลังของหลี่รั่วจินกระแทกกับฟูกนิ่มอย่างแรง ทว่าแรงบีบที่ลำคอทำให้ลมหายใจเริ่มติดขัด
"เจ้ารู้อะไร!" เสียงของเขาเย็นเหยียบดั่งมัจจุราช ร่างกายกำยำทาบทับลงมากักขังนางไว้ทุกทิศทาง "ตระกูลหลี่ส่งเจ้ามาเพื่อลอบสังหารข้างั้นรึ!"
ความตึงเครียดทางอารมณ์ผสานกับความใกล้ชิดทางกาย เรือนร่างที่แนบชิดกันจนสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจ ทรวงอกของนางขยับขึ้นลงอย่างยากลำบากจากการถูกบีบรัด ในขณะที่เขากดน้ำหนักตัวลงมาแนบแน่น สายตาจับจ้องราวกับจะฉีกกระชากนางเป็นชิ้นๆ
หลี่รั่วจินริมฝีปากสั่นระริก ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะอากาศที่เริ่มหมดลง นางยกมือขึ้นจับข้อมือแกร่งของเขา ปลายนิ้วเรียวไม่ได้พยายามแกะมือเขาออก แต่กลับกดลงบน 'จุดเน่ยกว่าน' ซึ่งเป็นจุดเส้นลมปราณสำคัญเหนือข้อมืออย่างแม่นยำและใช้น้ำหนักที่พอดี
ความรู้สึกชาหนึบแล่นพล่านจากข้อมือไปจนถึงหัวไหล่ของจ้าวหรงเยี่ยในพริบตา ทำให้แขนข้างนั้นไร้เรี่ยวแรง มือที่บีบลำคอของนางคลายออกโดยสัญชาตญาณ!
ฮ่องเต้หนุ่มถอยร่นไปครึ่งก้าว มองข้อมือตนเองด้วยความตื่นตะลึง สลับกับมองสตรีที่กำลังยันตัวลุกขึ้นนั่งและหอบหายใจลึก วิชากดจุดเส้นลมปราณที่แม่นยำและรวดเร็วเช่นนี้ ไม่มีทางที่สตรีในห้องหอจะทำได้อย่างแน่นอน
หลี่รั่วจินจัดคอเสื้อมงคลที่หลุดให้เข้าที่ ร่องรอยสีแดงเถือกปรากฏชัดบนลำคอขาวผ่อง ทว่านางกลับแย้มรอยยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่งดงามทว่าแฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งท้าทาย
"หม่อมฉันมิได้มาเพื่อสังหารพระองค์เพคะ ฝ่าบาท" นางเลื่อนมือลงไปในแขนเสื้อ สัมผัสกับม้วนเข็มเงินเพื่อเตรียมพร้อมป้องกันตัว "แต่หม่อมฉันมาเพื่อ... ต่อชีวิตให้พระองค์ต่างหาก หากฝ่าบาทกล้าพอที่จะวางเดิมพันชีวิตไว้ในมือของฮองเฮาที่ฝ่าบาทชิงชัง"
ค่ำคืนวสันต์อันหอมหวานถูกแทนที่ด้วยการประลองปัญญาและจิตใจระหว่างบุรุษผู้กุมอำนาจเหนือแผ่นดินและสตรีผู้กุมความลับแห่งชีวิต ท่ามกลางแสงเทียนที่วูบไหว หมากกระดานแรกในวังหลวงได้เปิดฉากขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ
