บทที่ 9 (ลิขิตฟ้ามายารัก)
บทที่ 9 ลิขิตฟ้ามายารัก
“ท่านจะเป็นผู้ช่วยต่อลมหายใจพวกเขาด้วยตัวเองไหมเลโอฯ” เอียนห์กับโอมห์ดูแลให้เพื่อนหนุ่มหลายคนในกลุ่มช่วยกันเก็บฝังร่างมนุษย์ผู้หมดลมหายใจในซากเครื่องบินตามคำสั่งผู้นำของตนเรียบร้อยแล้วก็พากันรีบกลับมายังถ้ำอาศัย ในกลางโถงกว้างมีร่างมนุษย์หกร่างวางเรียงราย โดยมีผู้นำกลุ่มและเพื่อนในกลุ่มหลายคนยืนล้อมกันอยู่
“ข้ากำลังรอคนที่จะมาช่วยพวกเขา”
เลโอไนดัสตอบขณะสายตามองจับจ้องร่างหญิงสาวงดงามที่เขานำมาวางบนตั่งนอน ใบหน้าของหล่อนช่างคุ้นตานัก แต่ความทรงจำที่เหมือนจะสว่างกลับมืดดำลงราวสายฟ้าแลบ วับหาย แล้วเขาก็จำไม่ได้ว่าหล่อนเป็นใครหรือเคยรู้จักกันหรือไม่
“ลมหายใจของทุกคนจะหมดลงในไม่ช้า” เอียนห์ใช้มนตราตรวจลมหายใจของมนุษย์ทุกร่าง
“มาร์คัสคงจะมาทันเวลา”
เลโอไนดัสส่งกระแสจิตไปยังสถานที่ที่ตนรู้ว่ามาร์คัส เจ้าแห่งโลกมนตราสายรุ้งจะรับรู้ได้ และมั่นใจว่าเขาจะมาตาม คำร้องขอของตน
“ทำไมต้องเป็นมาร์คัสล่ะ ในเมื่อท่านได้รับพลังมนตราช่วยต่อลมหายใจมนุษย์จากเขามาแล้ว” โอมห์ข้องใจ เพราะเลโอไนดัสเป็นผู้นำกลุ่มหนึ่งในสามที่ได้รับมอบพลังมนตราช่วยต่อ ลมหายใจมนุษย์มาจากมาร์คัส
“ไม่...คราวนี้ข้าต้องการมาร์คัส”
เพียงสิ้นคำขานชื่อมาร์คัสของเลโอไนดัส บรรยากาศภายในถ้ำใหญ่ก็แปรเปลี่ยนไป จากความหนาวเย็นค่อยคลายเป็นอบอุ่นจากสายหมอกเจือจางวิ่งวนจากกลางอากาศนอกถ้ำไหลเวียนเข้ามา
ข้างกายเลโอไนดัสปรากฏร่างเป็นสายหมอกสีรุ้งไหล วนเวียน ก่อนจะรวมตัวหนาแน่นเป็นร่างมนุษย์หนุ่มรูปงามสูงใหญ่เหนือภูตพรายตนใดในโลกมนตราหรือโลกอมตะแห่งนี้ เขามีเส้นผมสีเข้มที่ผู้นำกลุ่มสิงหราเห็นชัดว่าสีของมันจะคล้ายกับ สีดำอมเขียวเหมือนสีของใบไม้ในคืนเดือนมืด
“สวัสดี...สหายรัก...ข้าได้ยินว่าเจ้าต้องการข้า”
มาร์คัสเจ้าแห่งโลกมนตรากล่าวเสียงร่าเริงทักทายสหายผู้ที่เรียกหาทันทีที่ร่างปรากฏอย่างสมบูรณ์ แต่ดวงตาสีเขียวสดสุกใสวาววามกลับมองจับจ้องอยู่กับร่างหญิงสาวสวยที่แววตาของเขาบ่งบอกความคุ้นเคยเหมือนรู้จักเจ้าของร่างมาแสนนาน
“ท่านมาช้านะ” เลโอไนดัสต่อว่าด้วยใจร้อน
“มาช้าดีกว่าไม่มา สหายรัก” มาร์คัสหัวเราะ และพูดหยอกเย้าผู้นำหนุ่มผู้กำลังร้อนใจ
“เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ข้าไม่ต้องการคำล้อเล่น” เลโอไนดัสมองจับจ้องสบนัยน์ตาผู้ที่มีความสูงไล่เลี่ยกัน
“โอ...เลโอไนดัส...เจ้าอย่าร้อนใจไปนักเลย ยังไงมันก็ต้องเป็นไปตามชะตาฟ้าลิขิต ชีวิตของนางจะต้องเป็นของเจ้าไม่เป็นอื่น เพราะไม่มีชาติพันธุ์ใดจะฝืนชะตาที่ฟ้าลิขิตได้ เจ้าต้องได้สัมผัสความรู้สึกลึกซึ้งที่มีต่อนางแล้ว นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า...กระแสแห่งความผูกพัน...”
“เก็บคำพยากรณ์ของท่านไว้ก่อนเถอะมาร์คัส ตอนนี้ ลมหายใจของนางและมนุษย์อีกห้าคนเป็นสิ่งที่ข้าต้องการ” เลโอไนดัสมองคู่สนทนาอย่างหงุดหงิดแกมรำคาญ
“แล้วนางล่ะ นางจะเลือกอย่างที่เจ้าต้องการหรือเปล่า”
มาร์คัสยิ้มกว้างให้สหายหนุ่มที่เขารู้จักมาหลายร้อยปี แล้วก้มลงมองร่างหญิงสาวผู้อ่อนเยาว์ด้วยความรู้สึกเมตตา เอ็นดู และแอบอิจฉาสหายหนุ่มเสียด้วยซ้ำ
“ท่านพูดเรื่องอะไร ข้าไม่เคยเห็นมนุษย์คนใดที่ไม่ต้องการจะมีชีวิตยืนยาว” เลโอไนดัสขยับร่างจะถอยห่าง แต่ถูกมาร์คัสดึงมือเอาไว้
“แม้ลิขิตของฟ้าหรือบุพเพสันนิวาสจะสามารถนำพาบุคคลที่เป็นเนื้อคู่กันให้มาอยู่ด้วยกัน แต่การถูกลิขิตของฟ้านำนางมาที่นี่ก็มิได้หมายความว่านางจะยอมรับสภาพชีวิตใหม่ง่ายๆ พื้นฐานนิสัยจากชาติภพเดิมของนางต่างจากคนส่วนใหญ่ นางมีจิตใจที่เข้มแข็งและมีคุณงามความดีที่หายากมากในมนุษยชาติยุคปัจจุบัน สิ่งนี้อาจจะทำให้นางมีความนึกคิดที่ผิดแปลก หรือต่างจากมนุษย์กึ่งภูตพรายในกลุ่มของเจ้า หากนางเลือกชีวิตใหม่ต่อไป นางจะนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่กลุ่มสิงหราอย่างแน่นอน และตัวเจ้าคงจะต้องปวดหัวไปกับนางอีกสักพัก”
มาร์คัสหัวเราะร่วน เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าเลโอไนดัสจะต้องเจอกับเรื่องวุ่นวายจากการมาของหญิงสาวผู้นี้อีกหลายเรื่อง และบางเรื่องก็ยากแก่การตัดสินใจ
“ข้าคิดว่าพอจะรับมือกับนางได้ ท่านช่วยให้ข้าได้ชีวิตของนางเสียก่อนเถอะ” เลโอไนดัสไม่หวาดหวั่นกับเหตุการณ์ที่จะเกิดในอนาคต
“แต่เจ้าต้องทำใจไว้บ้างนะ” มาร์คัสมองหน้าสหายหนุ่มแน่วนิ่ง
“ข้าต้องทำใจอะไร” ผู้นำหนุ่มมองผู้อาวุโสกว่าอย่างคลางแคลงใจ
“ตามกฎการต่อลมหายใจให้มนุษย์ ต้องให้ผู้นั้นเป็นคนเลือกด้วยตัวเอง ฉะนั้น นางกับมนุษย์อีกหกคนนั่นจะมีชีวิตใหม่ได้ก็ต้องอยู่กับการเลือกของนางกับพวกเขา”
มาร์คัสกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม มองสบตาสีอำพันของผู้นำกลุ่มสิงหราด้วยสีหน้าจริงจัง ก่อนจะหันกลับไปมองยังร่างสวยสมส่วนอันเย้ายวนชวนมองของหญิงสาวผู้นอนสงบนิ่งด้วยรู้สิ่งที่จะเกิดล่วงหน้า
“ข้าเชื่อว่าพวกนางจะต้องเลือกมีชีวิตต่อไป” ผู้นำหนุ่มกล่าวมั่นใจ
“แล้วถ้านางไม่เลือกล่ะ”
“ข้าจะเลือกแทนนางเอง”
เลโอไนดัสมองหน้าบุรุษหนุ่มผู้มีอายุในโลกมนตราหรือโลกอมตะมากกว่าเขาหลายร้อยปี เขาเป็นผู้มีมนตราวิเศษเหนือผู้นำทุกกลุ่มที่สามารถชุบชีวิตและดับชีวิตร่างแปลงทุกร่างในโลกอมตะแห่งมนตราสายรุ้งนี้ได้
“เลโอฯ เจ้าลืมแล้วหรือว่าตัวเองได้ลมหายใจมาจากอะไร เจ้าเองก็ต้องเลือกมาเหมือนกัน การต่อลมหายใจเป็นชีวิตใหม่ในโลกมนตราหรือโลกอมตะของมนุษย์ทุกชีวิต จะต้องถูกเลือกด้วยตัวเองตามกฎของมนตราแห่งโลกนี้ ฉะนั้น ถ้านางจะไม่เลือกก็เป็นสิทธิ์ของนาง”
“พวกนางก็คงจะไม่มีสิทธิ์ได้เลือกอะไร ถ้าท่านยังไม่ทำเสียตอนนี้”
เลโอไนดัส ขยับกายออกมาจากการยืนทางปลายเท้าร่างหญิงสาวที่เขาต้องการให้มีชีวิต เพื่อหลีกทางให้มาร์คัสเข้าไปยืนแทนที่
“เอาละ เอาละ ข้าจะทำให้นางรู้สึกตัวชั่วคราว เพื่อจะเลือกชีวิตใหม่ แต่เจ้าต้องเข้าใจนะ ถ้านางไม่เลือก นางก็จะหลับไปชั่วนิรันดร์”
บุรุษผู้มีดวงตาสีเขียวเรืองรองราวกับแสงมรกต เข้าไปยืนสงบนิ่งอยู่ปลายเท้าร่างหญิงงามที่นอนสงบนิ่ง เขาพึมพำ มนตรายืดยาวก่อนจะวาดมือจากปลายเท้าของหล่อนขึ้นไปทางศีรษะ ทำให้ร่างของหล่อนสะอึกตาม
เขาทำเช่นเดียวกันเป็นครั้งที่สาม ร่างของหญิงสาวสวยก็ทะลึ่งลุกพรวด ปากอ้าพะงาบงับอากาศหายใจเข้าเฮือกๆ เหมือนเพิ่งโผล่พ้นจากท้องน้ำที่ดำดิ่งอยู่นาน ก่อนจะกะพริบแพขนตาหนางอนยาวราวกับปีกผีเสื้อกระพือพัด
“...นาง...นางฟื้นแล้ว...”
เสียงร้องของบรรดาคนในกลุ่มสิงหราที่ยืนห่างออกไปกระทบเข้ากับโสตประสาทของเลโอไนดัส เมื่อเห็นหล่อนลืมตาสีน้ำเงินสุกใสมองสบตาผู้ที่ยืนเรียงอยู่รายรอบด้วยสีหน้างุนงง ซึ่งก็ดูเหมือนคนทุกคนจะมีสีหน้าไม่แตกต่างจากหล่อน เพราะงุนงงกับความงามล้ำเลิศจากความมีชีวิตชีวาของใบหน้าสวยหวานพริ้มเพราที่งดงามสะดุดตา
แต่นั่นยังไม่สวยเท่าสีสุกใสของดวงตาสีน้ำเงินสุกสว่างราวกับอัญมณี โดยมีแพขนตาดกหนายาวงอนล้อมรอบสวยชวนตะลึง ไม่ต่างจากเรือนผมดกดำเส้นตรงแผ่สยายอยู่รอบบ่ายาวระลงมาเกือบถึงสะโพก ทุกคนในกลุ่มสิงหราเห็นเหมือนกันว่า เส้นผมทุกเส้นเป็นเงาทอประกายสีน้ำเงินงดงามราวกับเส้นไหม
อีกทั้งสีผิวขาวผ่องเหมือนน้ำนมสดใหม่เจือสีชมพูระเรื่อนวลเนียนไปทั่วสรรพางค์กาย ส่งให้ทุกสายตาคิดเห็นเหมือนกันว่าเป็นความงดงามที่แปลกแตกต่างจากเผ่าพันธุ์มนุษย์ของหล่อน
“นี่...ฉัน...ฉันอยู่ที่ไหน...ละ...แล้ว...พวกคุณเป็นใคร...”
อาร์ยานากล่าวขณะหันมองรอบกาย แล้วกลับมาหยุดอยู่ที่บุรุษหนุ่มรูปงามสองคนที่มีสีผมแปลกแตกต่าง คนหนึ่งมีเส้นผมสีทองประดุจเปลวไฟเหลือบเหลืองอำพันเหมือนสีของดวงตาและคนหนึ่งมีเส้นผมสีเข้มที่ดูเหมือนสีดำอมเขียวคล้ายคลึงกับสีดวงตาสีเขียวสุกใสราวกับแสงมรกต นับเป็นความงดงามหมดจดของอัญมณีมีชีวิตสองสีที่หาดูได้ยากในโลกมนุษย์
แต่ภาพใบหน้าคุ้นเคยดึงดูดให้หญิงสาวต้องหันกลับไปมองสบนิ่งอยู่กับดวงตาสีอำพันสวย รูปลักษณ์ตรงหน้าเป็นบุรุษหนึ่งเดียวที่จิตสำนึกถวิลหามาตลอด หล่อนเคยตั้งความปรารถนาต่อพระเจ้าให้มีปาฏิหาริย์ได้พบเจอเขาสักครั้งในชีวิตนี้ และตอนนี้เขามายืนตรงหน้าแล้ว
