บทที่ 4 กำเนิดบัวทอง
ดินแดนสวรรค์เก้าชั้นฟ้า อาณาบริเวณสูงสุดเหนือหมื่นเมฆา สถานที่ที่แม้ลมแห่งโลกีย์ยังมิอาจพัดถึง เป็นดินแดนอันเงียบสงบและศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเหล่าเทพเซียนและสรรพสิ่งแห่งภพฟ้าล้วนพำนักอยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็น
หมู่เมฆสีทองลอยละล่องเคลื่อนไหวอย่างอ่อนโยน แสงแห่งสุริยันส่องต้องยอดเมฆากลายเป็นประกายราวทองคำพร่างพราย เสียงขลุ่ยสวรรค์ดังกังวานแผ่วเบาไปทั่วผืนเมฆา เทพพฤกษาออกดอกบานตลอดปี น้ำพุทิพย์หลั่งไหลเป็นสาย มวลเทพและเซียนผู้บำเพ็ญธรรมทั้งหลายใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ท่ามกลางพลังปราณอันบริสุทธิ์ที่ไม่เคยจางหาย
ณ ใจกลางของสวรรค์เก้าชั้นนั้น คือ หมู่พระตำหนักเทียนฉาง วังเทียนจวิน ซึ่งตั้งตระหง่านเหนือเมฆมณีพันชั้น บันไดหยกทอดยาวสู่ท้องนภา ประดับด้วยเสาศิลารูปมังกรทองและหงส์เงินแผ่รัศมีแห่งเทพพลัง สถานที่แห่งนี้คือที่ประทับของ เเทียนจทียนหมิงเทียนจวิน ท่านเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดแห่งสวรรค์ ผู้กำหนดระเบียบฟ้าดินและดูแลสมดุลแห่งเอกภพ นับแต่ได้รับสถาปนาเป็นเทียนจวินจนถึงบัดนี้ เวลาก็ล่วงเลยมากกว่าหนึ่งแสนปีแห่งเพลาสวรรค์แล้ว
หลังมีสงครามกับพญามานับแสนปีสิ้นสุดลงในรัชสมัยของเทียนหมิงเทียนจวิน สวรรค์เก้าชั้นฟ้าเปี่ยมด้วยความสงบสุข ปราศจากศึกสงครามและคลื่นพลังอสูรใดกล้ำกราย เทพเซียนทั้งหลายต่างบำเพ็ญธรรมและแบ่งปันปัญญา มวลเมฆาและแสงจันทราล้วนเปล่งประกายราวกับร่วมเฉลิมพระเกียรติแห่งเทียนจวินผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ซึ่งนำพาเอกภพให้ดำรงอยู่อย่างผาสุกตลอดกาล
เมื่อย้อนกลับไปเมื่อสองหมื่นปีก่อน เทียนหมิงเทียนจวินและเหวินเต๋อเทียนโฮ่ว พวกเขาทั้งสองแต่งงานอยู่ด้วยกันมาห้าหกหมื่นปี พวกเขากลับไม่มีโอรสสวรรค์เสียที เทียนจวินจึงเรียกไท่ซ่างเหล่าจวินและเทพดวงชะตามายังตำหนักเพื่อให้เขาทั้งสองมีบุตรเสียที ไท่ซ่างเหล่าจวินจึงบอกพวกเขาว่า พวกเขาทั้งสองให้บำเพ็ญคู่ โดยปิดตำหนักมิดชิด เพื่อไม่ให้ผู้ใดเข้ามาภายในห้องนี้เป็นอันขาด เพราะกลัวว่าปราณขุ่นจะเข้าแทรก จะทำให้บำเพ็ญคู่ไม่สำเร็จ
เทียนจวินและเทียนโฮ่วพวกเขาได้ทำตามที่ไท่ซ่างเหล่าจวินชี่แนะ พวกเขาจึงบำเพ็ญคู่อยู่ด้วยกันสองคนในตำหนัก พวกเขานั่งลงบนพื้นของหนักโดยมีฟูกรองนั่งเผชิญใบหน้ามองกันและกัน มือทั้งสองข้างสอดผสานกันและหลับตาลง
เพลานั้นล่วงเลยไปถังสามวันเต็มๆ ปรากฏมังกรสีทองเปล่งรัศมีสีทองอร่ามตาอยู่ตรงใบหน้าพวกเขา มังกรก็ปรากฏร่างของเด็กทารกห่อด้วยผ้าทองคำเป็นทารกเพศชาย แต่ทว่าพวกเขายังคงหลับตาบำเพ็ญคู่กันต่อไป จนกระทั่งบัวสวรรค์ดอกที่สองปรากฏขึ้นเป็นสีม่วงอมชมพูออกตามมาอีกหนึ่งดอก ส่วนดอกบัวยังคงเป็นดอกไม้เช่นนั้นอยู่
เทียนโฮ่วและเทียนจวินพวกเขาทั้งสองต่างลืมตามองเป็นรัศมีสีขาวเป็นประกายพร้อมกับเด็กทารกเพศชายที่อยู่ตรงหน้า ทารกน้อยเข้ามาสู่อ้อมกอดของเหวินเต๋อเทียนโฮ่ว เทียนโฮ่วเผยรอยยิ้มด้วยความปลื้มปีติทั้งน้ำตา
“เราทำสำเร็จแล้วเพคะ” เหวินเต๋อเทียนโฮ่วเอ่ยบอกด้วยความดีใจเหลือคณา เทียนหมิงเทียจวินเขาเผยรอยยิ้มออกมาใช้มือลูบหัวเบาๆ ของทารกเพศชายด้วยรอยยิ้มปีติยินดี เขาหันไปเห็นดอกบัวที่เปล่งแสงเรืองรองสีม่วงอ่อนๆ ออกมาด้วยความแปลกใจ หรือว่าจะเป็นอาวุธที่ติดกายโดยกำเนิดของทารกคนนี้
“ดอกบัวนี้ของลูกข้าเช่นนั้นหรือ” เทียนจวินเอ่ยด้วยความสงสัย ทันใดนั้นก็ปรากฏร่างของชายชราใบหน้าใจดีเส้นผมและหนวดเคลานั้นขาวไปเสียหมดแล้ว เทียนจวินและเทียนโฮ่วพวกเขาลุกขึ้นคารวะชายผู้นี้อย่างนอบน้อม เพราะล่วงรู้ว่าชายชราผู้นี้เป็นใคร
“เทพบิดรตงฟาง” เทียนจวินและเทียนโฮ่วถวายบังคมเทพบิดรเทียนหมิงผู้ให้กำเนิดเอกภพทั้งมวลรวมไปถึงสวรรค์ โลกมนุษย์ และแดนนรก ให้กำเนิดสรรพสิ่งทั้งหมดทั้งมวลในจักรวาล ที่สำคัญเป็นผู้ให้กำเนิดเทียนหมิงเทียนจวิน เพื่อให้ปกครองแดนสวรรค์และโลกมนุษย์
“เด็กชายผู้นั้นข้าให้เจ้าไปดูแล ส่วนดอกบัวดอกนี้เขาเป็นสตรีผู้ทำลายล้างพญามารที่กำลังจะอุบัติขึ้นในไม่ช้า” เทพบิดรตงฟางเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง แล้วทอดสายตาไปยังดอกบัวม่วงทองที่เบ่งบานในมือหนาของเสิ่นชางเทียนจวิน
“ฟู่จวิน เพราะเหตุใดเราถึงจะสังหารพญามารไม่ได้เล่า ในเมื่อพญามารยังไม่ถือกำเนิดมา เราต้องหาครรภ์มารและทำลายทิ้งสะ” เทียนจวินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง (ฟู่จวิน แปลว่า พ่อ)
“พญามารเกิดจากปราณขุ่นของมวลมนุษย์ทั้งหลาย แล้วในเมื่อมนุษย์ยังมีอคติสี่อันได้แก่ รัก โลภ โกรธ หลง ก็ไม่สามารถทำลายครรภ์มารได้ แม้แต่ตัวข้าเองก็ไม่สามารถสังหารครรภ์มารของพญามารได้ แต่เมื่อสังหารได้เขาก็จะก่อกำเนิดเป็นครรภ์มารใหม่ไม่จบไม่สิ้น ในเมื่อเด็กคนนี้หลุดพ้นจากการบำเพ็ญศีลในดอกบัวดอกนี้ เขาจะกลายร่างเป็นมนุษย์” เทพบิดรเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและทรงเมตตายิ่งนัก เทียนจวินทอดสายตามองดอกบัวในมือหนา แล้วถอนหายใจ
“บุตรสาวของข้า เจ้ายังไม่ก่อร่างเซียน เจ้าก็มีหน้าที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ ข้าเสียที่เป็นถึงเทียนจวินปกครองสวรรค์เก้าชั้นฟ้าที่ไม่เอาไหนเสียเลย กลับไม่สามารถสังหารพญามารลงได้” เทียนจวินเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ฟู่จวิน เขายังไม่ได้ออกจากดอกบัวเลย เทพบิดรกลับมอบภารกิจที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ ชาติก่อนนางต้องบำเพ็ญเพียรมามากกว่าพวกเราเป็นแน่ หม่อมฉันจะเฝ้าดูแลนางเป็นอย่างดี พระองค์อย่าได้เป็นห่วง จะไม่มีมารตนใดเข้ามาย่างกายใกล้ดอกบัวดอกนี้ได้เพคะ” เทียนโฮ่วเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง เทียนจวินรัศมีสีทองแผ่ออกจากมือหนาของเขา ไม่ช้าอ่างบัวขนาดไม่ใหญ่และไม่เล็กมากลอยอยู่บนมือของเขา เสกดอกบัวดอกนั้นลงไปในอ่าง และเสกปลาสีม่วงแดงและสีขาวลงไปสองตัวไว้คอยดูแลดอกบัวดอกนี้
“เช่นนั้นข้าจะให้นางอยู่ในอ่างบัวอ่างนี้” เทียนจวินเอ่ยบอกเช่นนี้
“เหตุใดพระองค์จึงเสกปลาอยู่ในอ่างด้วยเพคะ” เทียนโฮ่วเอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะเหตุใดเทียนจวินจึงต้องเสกปลาใส่ลงไปในอ่างด้วยเล่า
“ข้าต้องการให้เซียนปลาทั้งสองดูแลนาง เขาเป็นหมู่ตาล และไห่ถัง นางทั้งสองเป็นเซียนที่อยู่ในแดนบุปผชาติที่เจ้าดูแลอยู่ พวกนางเต็มใจที่จะดูแลลูกของเรา” เทียนจวินเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม แล้วเทียนโฮ่วก็เสกให้มาอยู่ในมือเรียวของตน
“เช่นนั้นให้นางอยู่ในตำหนักเยว่หัวของหม่อมฉันนะเพคะ” เทียนโฮ่วเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม
“ข้าฝากนางด้วย เจ้าก็ดูแลนางให้ดี”
“เพคะ”
