บทที่ 3 กระบี่สลายวิญญาณ
แดนบุพชาติใต้บรรพตเขาฉางหลุนเป็นแดนเซียนของเหล่าดอกไม้ที่ผลิดอกออกผลทั่วทั้งสวรรค์ และโลกมนุษย์ แดนเซียนแห่งนี้เป็นแดนแห่งเซียนสตรีที่เกิดจากการบำเพ็ญเพียรของเหล่าต้นไม้ที่ถือกำเนิดในแดนสวรรค์ไร้โลกีย์ เซียนสตรีต่างบำเพ็ญตนเพื่อก้าวผ่านจากเซียนสตรี ‘เสิ่นหนี่’ พวกนางที่มีการบำเพ็ญขั้นพื้นฐานตั้งแต่กำเนิด แต่เมื่อใกล้เข้าสู่ห้วงจิตพ้นจากเสิ่นหนี่เป็น ‘ซ่างเสิ่น’ เซียนทุกผู้ทุกคนต้องไปเผชิญด้านเคราะห์ในโลกมนุษย์ แล้วจึงจะได้เป็นซ่างเสิ่นเทพสูงสุดในที่สุด
แสงสีแดงและสีดำส่องสว่างมาทั่วดินแดนเซียนและโลกมนุษย์เหล่าเซียนในแดนต่างๆ ต่างหนีตาย เพราะพญามารได้เข้าไปสังเวยเหล่าเทพเซียนจนหมดสิ้น แต่ทว่าแดนบุพชาติยังไม่ได้ถูกทำลายและยังไม่ได้ล่วงรู้ว่าสวรรค์เก้าชั้นฟ้าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
“เกิดอะไรขึ้นที่สวรรค์เก้าชั้นฟ้าในยามนี้” เสียงของเซียนสตรีสาว นางมีนามว่าหมู่ตานเอ่ยถามเซียนสตรีที่กำลังเดินเล่นอยู่ในสวนจันทราประกาศิตในแดงบุปผา นางเกิดจากดอกหมู่ตานหรือเรียกอีกอย่างว่าโบตั๋น
“วันนี้เป็นวันเกิดของเทียนจวิน วันนี้องค์หญิงหมิ่งเยว่เสด็จขึ้นไปวันเกิดของพระองค์ในรอบพันปี เห็นว่าจะเสด็จไปทะเลเพลิงเพื่อดูว่าพญามารถือกำเนิดแล้วหรือยัง ถ้าถือกำเนิดนางจะได้หาวิธีรับมือและสังหารพญามารเสีย” เซียนสตรีนามว่าจือเถิงหลัวเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง (เทียนจวิน คือ เง็กเซียนฮ่องเต้ ปกครองสวรรค์เก้าชั้นฟ้า)
“หรือว่าพญามารอุบัติขึ้นแล้ว ข้าได้ยินเหล่าเซียนบนสวรรค์เก้าชั้นฟ้าพูดคุยกัน เมื่อเดือนก่อนพญามารอุบัติขึ้นไม่รู้ว่าจริงหรือไม่” เซียนสตรีอีกผู้หนึ่งเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงหวั่นวิตก นางมีนามว่าไห่ถังเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกด้วยความอกสั่นขวัญแขวนเมื่อพูดถึงพญามาร เพราะก่อนหน้านี้เหล่าเซียนบนสวรรค์เก้าชั้นฟ้าได้พูดเรื่องพญามารที่อุบัติขึ้นท่ามกลางหุบเหวทะเลเพลิงอันสุดของเอกภพ
จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าพญามารได้ถือกำเนิดใน หุบเหวทะเลเพลิง แล้ว
“เจ้าพูดอะไรไห่ถังไม่เป็นมงคลเอาเสียเลย พญามารไม่อุบัติขึ้นมาหรอก ถ้าไม่มีใครไปเปิดผนึกวังพญามารที่อยู่ในแดน หุบเหวทะเลเพลิง” หมู่ตานเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“แต่ว่าพญามารเป็นการรวมตัวของขุ่นมัวทั่วทั้งเอกภพ เพราะเหตุใดไม่มีใครไปสังหารพญามารตนนี้ และทลายวังพญามารที่ทะเลเพลิงไม่ได้” ไห่ถังเอ่ยถามด้วยความสงสัย ทันในนั้นชายหนุ่มร่างสูงโป่รงสวมใส่ชุดสีดำสนิท คิวดำสนิทหนาเข้ากับรูปหน้าทรงไข่ หว่างคิ้วของเขามีรูปฮวาเตี้ยนลายปี้อั้นฮวาสีแดงแต้มด้วยสีดำ นัยน์ตาของเขาเป็นสีทองแข็งกร้าวไม่บ่งบอกถึงความรู้สึกหรืออารมณ์ใดๆ ออกมาจากนัยน์ตาคู่นั้น ริมฝีปากของเขาเป็นสีแดงชาดโดยกำเนิด และยังมีผิวพรรณที่ดูขาวซีด แต่ทว่าใบหน้าของเขาดูงดงามเหนือบุรุษใดในใต้หล้า (ฮวาเตี้ยน คือ การวาดรูปกลีบดอกไม้บนหน้าผาก / ปี้อั้นฮวา คือ ดอกพลับพลึงสีแดง ดอกไม้ดอกนี้สื่อถึงความตาย)
การมาของเขาพร้อมกับการปรากฏตัวของชายหนุ่มทั้งสองคนที่ดูคล้ายเป็นมารเสียมากกว่าเทพยิ่งนัก แต่เซียนสตรีทั้งสองกลับไม่รู้ว่าพวกเขานั้นเป็นใคร มาทำอะไรที่นี่ เพราะไม่เคยเห็นพวกเขามาก่อน
“เจ้าเป็นใครแน่ เหตุใดถึงบุกรุกในแดนบุปผชาติของเรา” หมู่ตานเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงดุดัน เสกกระบี่เถาวัลย์ปลายกระบี่เป็นเหล็กกล้าทำมาจากพลังเวทย์ของนาง แล้วขี้ไปทางชายหนุ่มร่างสูงชุดสีดำตลอดทั้งร่าง เขาผู้นั้นกลับยกยิ้มที่มุมปากไม่หวั่นเกรงกับเซียนและภูตพืชพรรณเหล่านี้แต่อย่างใด
“ข้าคือเจ้าแห่งโลกีย์ ข้าคือเจ้าแห่งลุ่มหลงและมัวเมา ข้าคือแห่งความหายนะและการเจ็บป่วย ข้านำมาซึ่งความยกจนความแร้นแค้นและความวิบัติ ข้ายังเป็นเจ้าแห่งความตาย สิ่งชั่วร้ายในเอกภพล้วนเป็นตัวข้า” ร่างสูงสง่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ เขาค่อยๆ ยกยิ้มที่มุมปากดูชั่วร้ายเป็นยิ่งนัก เซียนสตรีบุปผาผงาดถอยสองก้าวด้วยความตื่นกลัว แต่พวกนางพร้อมจะชักกระบี่ออกมา
“พญามาร!” ไห่ถังเอ่ยถ้วยน้ำเสียงแผ่วเบา เหล่าเซียนต่างหวาดหวั่นเมื่อได้ยินคำว่าพญามารที่ดังกึกก้องทั่วทั้งแดนบุปผา
“ข้าหมู่ตาน ไม่ยอมให้พวกเจ้าทำลายแดนบุปผชาติของพวกเราหรอก ภูตดอกไม้แสดงตน” หมู่ตานเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่นไม่หวั่นเกรงพร้อมชักกระบี่ ด้ามจับเป็นเถาวัลย์ของดอกโบตั๋นแข็งแรง แต่ตัวกระบี่เป็นเหล็กกล้า เหล่าภูติดอกไม้ปรากฏร่างภูตดอกไม้และผลไม้พวกเขาชักกระบี่เถาวัลย์ของลำต้นตัวเอง พวกเขาพร้อมต่อสู้กับพญามารและลูกสมุนทั้งสอง
“จัดการพวกมันให้สิ้นซาก” พญามารเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงเรียบ ทอดสายตาว่างเปล่ามองเหล่าภูตดอกไม้และผลไม้ที่เข้ามาหาเขา เขากางมือหนาออกทั้งสองข้างปรากฏไอมารสีดำและสีชาดผสานรวมกัน เมื่อภูติเข้ามาหาเขา เขาก็ปล่อยไอมารออกไป เหล่าภูตและเซียนต่างล้มลงกระอักเลือดออกมา
“พวกเจ้าก็รู้ตัวดีว่าสู้ข้าไม่ได้ แล้วเหตุใดถึงยอมเจ็บตัว เพียงเจ้าส่งหมิ่นเยว่ออกมา พวกเจ้าจะได้ไม่ต้องเจ็บตัวเหมือนเทพเซียนสวะที่อยู่บนสวรรค์เก้าชั้นฟ้า” พญามารเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“พญามาร! พวกข้าเหล่าภูตและเซียนในแดนบุปผาไม่มีทางยอมให้เจ้าถึงตัวองค์หญิงของพวกเราหรอก พวกข้ายอมตายเสียดีกว่า” เซียนจือเถิงหลัวเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงดุดันสายตาของนางแฝงไปด้วยความเกลียดชังในตัวพญามาร ไม่ต่างกับหมู่ตานและไห่ถัง ริมฝีปากของพวกนางเต็มไปด้วยเลือดจากการกระอักเลือดออกมาเมื่อครู่ ส่วนเหล่าภูติที่ยังไม่ถึงขั้นเซียนพวกเขากับล้มตายราวกับใบไม้ร่วง
“พวกเจ้ามันดื้อรั้นเสียจริง” พญามารเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเยือกเย็นมองพวกนางด้วยหางตา แล้วปรากฏกระบี่ยาวสีเงินสีดำทมิฬคมกริบทั้งสองด้าน กระบี่แยกออกจากกันนับร้อยนับพันพุ่งไปยังเหล่าเซียนสตรีที่ยังเหลือรอดประมาณยี่สิบกว่าคน เหล่าเซียนต่างหวาดกลัวเป็นอันมากเพราะรู้ว่ากระบี่ตรงหน้ามันทำหน้าที่เช่นไร
“นั้นมันกระบี่สลายวิญญาณเซียน” เซียนสาวเหม่ยกุ้ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาด้วยความตื่นกลัวทอดสายตามองกระบี่ที่จี้มาที่ลำตัวของนางและเหล่าสหายเซียนแดนบุปผา
“ถึงตาข้าแล้ว”
