บทที่ 2 แดนบุปผชาติ
กล่าวถึงมหาสงครามระหว่างเทพและมารได้อุบัติขึ้นเมื่อหนึ่งแสนปีก่อน ยามนั้นเอกภพทั้งปวงยังคงสงบเงียบใต้ร่มบารมีแห่งเทียนจวิน ประมุขสรวงสวรรค์ ผู้ทรงอาญาสิทธิ์เหนือเทพทั้งปวง ทว่าความสงบสุขนั้นต้องพังทลายลง เมื่อพญามารผู้ถือกำเนิดจาก “ปราณขุน” ได้ตื่นขึ้นจากห้วงแห่งความมืดในกาลอดีตก่อนการก่อเกิดของสวรรค์และปฐพี
เพียงลมหายใจแรกที่พญามารเปิดดวงเนตร ปราณมารอันดำทะมึนก็แผ่ซ่านไปทั่วทั้งปฐพีและสวรรค์ ปฐพีสี่สมุทรหกบรรจบ ต่างปั่นป่วนคล้ายถูกเผาผลาญโดยเพลิงอเวจี ภูผาทลาย มหานทีแห้งเหือด ดวงดาราร่วงหล่นจากฟากฟ้า เหล่าเทพและเซียนผู้ปกป้องเอกภพต่างพากันออกมาสงคราม เพื่อขับไล่พลังอำนาจแห่งมารที่คุกคามสรรพชีวิต
ศึกนั้นดำเนินยาวนานนับหมื่นปี เสียงดาบและมนตราดังก้องสะท้อนระหว่างฟากฟ้ากับพื้นดิน โลหิตของเทพเซียนหลั่งรินจนย้อมเมฆขาวให้กลายเป็นสีชาด ทว่ามิอาจสังหารพญามารลงได้ แม้เทียนจวินจะทรงลงมาสู่สนามรบด้วยองค์เอง ยังไม่อาจปราบได้โดยสมบูรณ์ พลังปราณขุนแห่งพญามารแข็งแกร่งยิ่งกว่าสิ่งใดในใต้หล้า มันสามารถกลืนกินพลังสวรรค์และแปรเปลี่ยนเป็นอำนาจแห่งความมืด
ในที่สุด… หลังสงครามยาวนาน เทียนจวินพร้อมเทพชั้นสูงทั้งเก้าสิบเก้าองค์รวมพลังผนึกพญามารไว้ใน “หุบเหวทะเลเพลิง” ณ ขอบเขตใต้พิภพซึ่งไร้กาลเวลา ทว่าค่าผนึกนั้นแลกมาด้วยเลือดและชีวิตของเหล่าเทพเซียนนับพัน แม้แต่เทียนจวินเองยังบาดเจ็บสาหัสจนต้องหลับใหลภายใต้แสงจันทรานานนับหมื่นปี
บัดนี้พญามารปรากฏตัวอีกครั้งในโถงท้องพระโรงของ ‘วังเงาจันทรา’ อีกครั้ง โดยที่เหล่าเทพเซียนไม่ล่วงรู้
กลิ่นกำยานมืดยังคงลอยคลุ้งจากนางร่ายรำเมื่อครู่ เสียงพิณกระดูกมังกรเบาแผ่วลง เหล่านางมารผู้รับใช้ค่อยๆ ถอนตัวออกไปอย่างเงียบเชียบ เหลือเพียงความสงัดของราตรีและบัลลังก์สูงที่พญามารเอนกายอยู่ สายตาคมลึกดั่งห้วงเหวทอดมองผ่านม่านหมอกสีดำที่รายล้อมวัง
ในขณะนั้น เสียงฝีเท้าของใครบางคนดังสะท้อนขึ้นจากปลายโถง เสียงโลหะของเกราะมารขูดกับพื้นหินดังแผ่วเบา ท่ามกลางไอเย็นที่แผ่กระจาย ร่างสูงของมารหนุ่มผู้หนึ่งก้าวออกจากเงา เขามีผมยาวสีเงินแซมดำ ดวงตาเป็นประกายดั่งเปลวเพลิงแห่งจันทรา เขาคือ ‘จินเหยา’ มารผู้ภักดี มือขวาและแม่ทัพใหญ่แห่งวังเงาจันทรา เคียงข้างเขาคือ’ จื่อซิน ‘มารหนุ่มรูปงามแต่แฝงแววเจ้าเล่ห์ในดวงตา ใบหน้ายิ้มบางราวกับไม่เคยรู้จักคำว่ากลัว ท่าทางสงบเยือกเย็นแต่แฝงความอันตรายราวกับงูเห่าในเงา ทั้งคู่หยุดยืนตรงหน้าบัลลังก์ จากนั้นก้มศีรษะลงพร้อมเปล่งเสียงทักทายอย่างนอบน้อม
“พญามาร” เสียงของทั้งสองดังพร้อมกันก้องสะท้อนในโถงมืด ก่อนที่จินเหยาจะเป็นฝ่ายเอ่ยต่อ เสียงของเขาแฝงความยินดีปิดไม่มิด
“ทูลเจ้าเหนือหัว บัดนี้ทั่วทั้งสวรรค์เก้าชั้นฟ้าและปฐพีทั้งสี่สมุทรหกบรรจบไร้ซึ่งผู้ต่อต้านเราแล้วขอรับ เหล่าเทพที่เหลือต่างถอยร่น เห็นทีจะมีเพียงเทียนหมิงที่ยังพอมีลมหายใจอยู่บ้าง แต่คงอีกไม่นานนัก ไม่เกินวันพรุ่งเขาคงดับขันธ์ไปเองโดยไม่ต้องให้พวกเราลงแรง”
เขาเงยหน้าขึ้นมองพญามารด้วยแววตาเปี่ยมด้วยความศรัทธา รอยยิ้มบางๆ ที่แต้มอยู่บนใบหน้าขาวซีดของพญามารนั้นงดงามแต่แฝงความเย็นยะเยือก
“หึ… ตาแก่เทียนหมิงผู้นั้น ปล่อยให้มันดื่มน้ำข้าวต้มไปก่อนก็แล้วกัน อย่าเพิ่งเร่งมันตาย ข้าอยากเห็นว่ามันจะหายใจได้อีกสักกี่คืน…” น้ำเสียงของพญามารเรียบเย็น แต่แฝงแรงอำนาจจนเหล่าสมุนทั้งสองรู้สึกหนาววูบไปถึงกระดูก
“เรายังเหลืออีกที่หนึ่ง” จินเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ พญามารเหยียดกายขึ้นเล็กน้อย มองไปยังกระจกบานใหญ่ กระจกพิเศษที่พญามารสร้างขึ้น มองเห็นสรรพสิ่งจักรวาล พญามารชี้นิ้วเรียวยาวของเขาเคลื่อนชี้ออกไปยังกระจกมองเห็นยอดบรรพตเบื้องไกล ดวงตาสีม่วงดำฉายแสงเรืองรอง
“นั่นหรือไม่ ใต้บรรพตนั้น” พญามารเอ่ยเสียงต่ำ “คือแดนบุปผชาติ ที่พวกเจ้ากล่าวถึง?” พญามารกล่าวขึ้น จื่อซินก้าวออกมาเล็กน้อย โค้งคำนับก่อนตอบเสียงเคารพ
“ขอรับเจ้าเหนือหัว ตรงนั้นคือแดนบุปผชาติ แหล่งพำนักของเทพบุปผา ‘หมิ่นลั่ว’ บุตรสาวแห่งเทียนหมิงและเหวินเต๋อ ที่นั่นยังเป็นที่ซึ่งพลังปราณของท่านยังไม่แผ่ไปถึง เพราะมวลพฤกษาและจิตแห่งชีวิตคุ้มครองอยู่” จื่อซินกล่าวจบ จินเหยาเสริมด้วยน้ำเสียงรื่นเริง
“ก่อนนางจะถือกำเนิด‘ตงฟาง’ เคยทำนายไว้ว่าเทพบุปผานางนี้จะเป็นผู้ล้มเจ้าเหนือหัว แต่คำทำนายนั้นคงเป็นเพียงลมปาก… เจ้าเหนือหัวของพวกข้าเป็นอมตะ แม้แต่เทพผู้ถือกำเนิดจากแสงก็ยังสิ้นชีพใต้ของหัตถ์ท่าน” จินเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงขบขัน ขณะที่เสียงหัวเราะต่ำของจื่อซินดังขึ้นข้างๆ อย่างเย้ยหยัน
“เด็กหญิงที่เกิดจากกลีบดอกไม้หรือจะทัดทานพญามารได้อย่างไร เหนือหัวเพียงปรายตามอง นางก็คงแหลกละเอียดไปกับละอองแสงจันทร์” จื่อซินพูดด้วยน้ำเสียงขบขัน พญามารหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นก้องสะท้อนดั่งเสียงระฆังจากห้วงนรก ริมฝีปากบางแดงคลี่ยิ้มบาง ๆ ขึ้นที่มุมปาก
“เทพบุปผาหมิ่นลั่ว…บุตรสาวของเทียนหมิงและเหวินเต๋อ…งั้นรึ?” พญามารโน้มตัวเล็กน้อย ดวงตาคมลึกเปล่งประกายราวกับมีประกายเพลิงสีม่วงร่ายระยับในม่านตา
“ถ้าเช่นนั้น ข้าคงต้องไป ‘เยือน’ นางสักครั้ง…ข้าอยากเห็นว่านางผู้นั้นจะงดงามเพียงใด… และจะยังกล้าท้าทายข้าได้หรือไม่ เมื่อหัวใจของนางเต้นอยู่ในกำมือของข้าเอง” พญามารหัวเราะด้วยเสียงเยือกเย็น
ทันใดนั้น… ลมมืดก็พัดกระหน่ำไปทั่วห้อง บรรยากาศหนักอึ้งจนเหล่าสมุนต้องค้อมหัวต่ำ
ผ้าคลุมของพญามาร ก่อนเรือนร่างสูงโปร่งจะค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมแสงสีม่วงดำ จินเหยาและจื่อซินคุกเข่าลงพร้อมกัน เสียงของพวกเขาดังก้องขึ้นท่ามกลางความมืดที่ปั่นป่วน
“ถวายทางสู่เงาจันทราแด่เจ้าเหนือหัว!”
เพียงพริบตาเดียว ร่างของทั้งสามก็หายวับไป เหลือเพียงสายหมอกดำหมุนวนอยู่เหนือบัลลังก์ และในกระจกตัดไปที่ภาพของซากศพของเหล่าเทพและเซียนที่นอนเรียงรายเกลื่อนอยู่ ณ ธารสวรรค์ บนชั้นฟ้าที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งโรจน์ที่สุดของสวรรค์เก้าชั้น เลือดสีทองของเทพยังคงไหลริน ผสมกับกลีบดอกไม้ที่ร่วงหล่นจากแดนบุปผชาติ ราวกับสวรรค์กำลังร่ำไห้ให้แก่ความพินาศที่กำลังมาเยือน…
