บท
ตั้งค่า

บทที่ 1 อมมันสิ [4P] + [NC30+]

ภายในตำหนักเงาจันทราหรือวังเงาจันทรา สถานที่ซึ่งแม้แต่แสงแห่งสวรรค์ยังไม่กล้าเหยียบย่างเข้าไปใกล้ ภายในวังปกคลุมด้วยม่านหมอกสีดำขลับที่เคลื่อนไหวช้าๆ ราวกับมีชีวิต ม่านหมอกนั้นเย็นเยียบและชื้นเฉกเช่นอัสนีที่ตกค้างในหุบเหวแห่งนรก ลมที่พัดผ่านทุกซอกกำแพงมิได้เป็นเพียงสายลมธรรมดา หากแต่เป็นเสียงคร่ำครวญของวิญญาณนับพันที่ถูกขังอยู่ในหินผา เสียงเหล่านั้นแผ่วเบาและแทรกอยู่ใต้ทำนองดนตรีกล่อมที่ดังสะท้อนทั่วทั้งวัง… เสียงดนตรีซึ่งถูกบรรเลงจากพิณต้องคำสาปที่ทำจากกระดูกเซียนและสายพิณจากเส้นเอ็นของเหล่าทวยเทพที่พ่ายแพ้ให้กับเขา

วังทั้งวังชโลมด้วยแสงจันทร์ที่มิใช่แสงแห่งความงาม แต่เป็นแสงเย็นเฉียบสีเงินอมดำ ส่องสะท้อนผืนน้ำในสระกลางวังที่ไม่ได้มีเพียงน้ำ… หากแต่เป็นโลหิตเปลี่ยนสภาพเป็นน้ำใสสะอาดจนมองไม่ออกว่านั้นคือโลหิตที่กลั่นจากวิญญาณผู้ล่วงลับ น้ำนั้นนิ่งสนิทและส่งกลิ่นเย็นยะเยือก ราวกับกำลังเฝ้ามองและรอเวลาที่ใครบางคนจะตกลงไป

ท่ามกลางความเงียบสงัดนั้น บนบัลลังก์ที่แกะสลักจากผนึกจองเหล่าเซียนที่เขาเอาชนะมาได้ และจองจำเซียนเหล่านั้นเอาไว้

พญามารไร้นาม นั่งอยู่บนบัลลังก์แห่งนี้ เขาคือผู้ที่ไม่มีใครรู้จักชื่อแท้ของเขา บางคนเรียกเขาว่า “เงาแห่งจันทรา” บางคนเรียกว่า “ผู้กลืนแสงสวรรค์” และบางคนไม่กล้าเรียกชื่อเขาเลยด้วยซ้ำ

เขามีรูปลักษณ์งดงามเกินมนุษย์ ยิ่งงดงามกว่าทวยเทพองค์ใดเสียอีก ดวงตาคู่คมลึกล้ำประหนึ่งมหาสมุทรไร้ก้นบึ้ง สีม่วงเข้มราวกับแสงดาวดับสูญ มันสะท้อนความว่างเปล่าและความโหดร้ายในคราเดียวกัน ริมฝีปากแดงอมชมพูนั้นดูอ่อนโยนเมื่อยิ้ม แต่ในยิ้มเดียวกันกลับซ่อนคำสาปที่ทำให้แผ่นดินแหลกสลายได้ เรือนผมดำยาวสลวยดุจสายธารแห่งราตรีแผ่คลุมบ่าไหล่ขาวผ่อง ร่างกายของเขาสมบูรณ์แบบดั่งภาพฝัน แต่ภายในคือความว่างเปล่าและพิษร้ายแห่งอสูรที่หล่อหลอมมานับหมื่นปี

ว่ากันว่า…หัวใจของเขาไม่ได้เต้นด้วยเลือด หากแต่เต้นด้วยเสียงโหยหวนของเหล่าดวงวิญญาณที่เขากลืนกิน ทุกครั้งที่เขาหายใจ โลกจะสั่นสะเทือน ทุกครั้งที่เขาเอื้อนเอ่ย คำพูดนั้นจะกลายเป็นบัญญัติแห่งความมืด

วังเงาจันทราแห่งนี้คืออาณาจักรที่ไม่มีวันรุ่งสาง ไม่มีเช้า ไม่มีแสงแห่งความหวังมีเพียงเสียงดนตรีอันเยือกเย็นที่ดังขับกล่อมและผู้เป็นเจ้าของวัง…ผู้ซึ่งแม้แต่ปีศาจทั้งนรกยังต้องก้มศีรษะ

เพราะพญามารผู้นี้…มิใช่เพียงผู้ปกครองแห่งความมืด แต่คือ ความมืดเองในรูปร่างของมนุษย์

เมื่อมองโดยรอบ วังเงาจันทรา ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางหุบเหวอันเวิ้งว้างของแดนนิรันดร์ราตรี ความเงียบงันของที่แห่งนี้ช่างกดดันเสียยิ่งกว่าเสียงคำรามของพายุ เสาหินสูงเสียดฟ้าถูกแกะสลักด้วยอักขระโบราณสีเลือดที่เรืองแสงวาบขึ้นทุกครั้งที่พญามารขยับนิ้ว เสมือนกำลังหายใจไปพร้อมกับเจ้าของวัง บรรยากาศรอบวังเต็มไปด้วยกลิ่นโลหิตจางๆ ผสมกลิ่นดอกบัวดำที่เบ่งบานเพียงในยามคืนเดือนดับ ดอกไม้ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความตายและการกำเนิดของมาร

เหล่าลูกสมุนของพญามารต่างสถิตอยู่ทุกมุมของวังอย่างเงียบเชียบ บางตนมีรูปลักษณ์เป็นมนุษย์ที่งดงามเกินจริง บางตนมีปีกสีดำสนิทคล้ายควัน บางตนไร้รูปมีเพียงเงาที่เคลื่อนไหวบนพื้นผนัง แต่ไม่ว่าพวกมันจะอยู่ในร่างใด ดวงตาทุกคู่ล้วนเป็นสีแดงเข้มดั่งเปลวไฟพร้อมเผาผลาญทุกเมื่อ และในแววตานั้นเต็มไปด้วยเพลิงแห่งความจงรักภักดีที่ไม่อาจสั่นคลอน

พวกมันไม่ต้องเอ่ยถ้อยคำ ไม่ต้องสื่อสารด้วยเสียง เพียงแค่พญามารขยับปลายนิ้ว ร่างของเหล่าสมุนก็เคลื่อนไหวไปพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียงดั่งเงาสะท้อนในกระจก ทุกลมหายใจของพวกมันคือการสรรเสริญ ทุกจังหวะชีพจรคือการถวายตน

ภายในกำแพงชั้นในสุด บริเวณทางเดินที่ทอดยาวสู่บัลลังก์ มีปีศาจเฝ้าประตูที่ร่างกายสูงใหญ่ราวกับภูผา ดวงตาสี่ดวงของมันลุกโชนด้วยเพลิงสีม่วงอมดำ มือของมันถือหอกแห่งคำสาปที่สามารถกลืนแสงของดวงดาวได้เพียงฟาดเดียว มันเฝ้าทางนั้นมานับพันปี ไม่เคยมีผู้ใดรอดชีวิตออกไปได้ เหนือซุ้มประตูทางเข้าคือภาพแกะสลักของดอกปี้อันในห้องโถงใหญ่ที่ปกคลุมด้วยม่านเงา เหล่าลูกสมุนระดับสูงคุกเข่าเรียงราย พวกมันไม่มีสิทธิ์เงยหน้า เว้นเพียงพญามารอนุญาต เพราะเชื่อกันว่า เพียงการสบตาโดยมิได้รับอนุญาต…ก็เพียงพอที่จะทำให้ดวงวิญญาณแตกสลายกลายเป็นผงธุลี ทุกซอกทุกมุมของวังนี้ช่างเย็นเยียบ แต่กลับอบอวลด้วยอำนาจอันน่าพรั่นพรึง อำนาจที่ไม่อาจมองเห็น แต่อยู่ทุกอณูของอากาศ

มันคือพลังของพญามารผู้ไร้นาม ผู้เป็นทั้งต้นกำเนิดและจุดจบของความมืดในจักรวาลนี้

ภายในห้องท้องพระโรงของวังเงาจันทรา ดนตรีบรรเลงอย่างช้าๆ จากพิณแห่งกระดูกมังกร เสียงนั้นขับขานก้องสะท้อนในโถงมืดราวกับสายลมราตรีกำลังครวญคร่ำ เสียงพิณประสานกับระฆังแก้วที่ดังเบาๆ ทุกจังหวะก้าวของหญิงสาวทั้งแปดผู้ร่ายรำเพื่อถวายความบันเทิงแด่พญามารผู้เป็นเจ้าเหนือหัว

พวกนางคือ “นางระบำเงาจันทรา” เกิดและเติบโตในอาณาจักรมืดแห่งนี้ บางนางเป็นลูกหลานของมารแท้ บางนางมีสายเลือดมนุษย์ผสมปนอยู่ แต่ไม่ว่าจะมีเชื้อสายใด ทุกลมหายใจของพวกนางล้วนเป็นของพญามาร เรือนกายของนางระบำงามอรชร ผิวพรรณขาวซีดราวกับกลีบดอกไม้ต้องแสงจันทร์ ชุดร่ายรำของพวกนางตัดเย็บจากผ้าไหมสีดำสนิทประดับด้วยเส้นไหมเงินที่ทอด้วยมือของเหล่านางมาร เนื้อผ้าเบาบางจนปลิวสะบัดไปตามจังหวะท่วงท่า เผยให้เห็นผิวเรืองรองดั่งแสงจันทร์ที่ซ่อนอยู่ใต้เงา ความงามนั้นไม่ใช่เพียงเย้ายวน แต่ชวนให้หวาดหวั่น เพราะใต้ความงดงามนั้นมี มนตราแห่งความหลงใหลและคำสาปกลืนจิต แอบแฝงอยู่

บนศีรษะของพวกนางสวมมงกุฎบางเบาทำจากโลหะสีดำมันวาว ประดับพลอยสีม่วงเข้มที่เปล่งแสงอ่อนๆ ทุกครั้งที่ขยับตัว กลิ่นหอมของกำยานมืดที่ลอยคลุ้งในอากาศผสมกับกลิ่นดอกบัวดำ ทำให้บรรยากาศภายในห้องนั้นทั้งมึนเมาและอันตราย

หญิงสาวคนหนึ่งในหมู่นางระบำแตกต่างจากคนอื่นเล็กน้อย นางคือ “หลัวเหยียน” หญิงรับใช้ใกล้ชิดของพญามาร ผู้รับหน้าที่ถวายสุราให้กับเขา นางก้าวเดินออกมาจากเงามืดเบื้องหลังอย่างอ่อนช้อย มือทั้งสองประคองถาดโลหะสีดำสนิทที่สลักลายอักษรมารเรืองแสงแดงสลับม่วง กลางถาดนั้นมีจอกสุราแกะสลักจากผลึกเงาจันทรา ลวดลายวิจิตรประดุจสายน้ำที่ไหลวนในความมืด ภายในจอกบรรจุเหล้าสีดำมันวาวสุราแห่งเงา ที่หมักจากเลือดปีศาจและน้ำตาของดวงดาวที่ดับสูญ

นางค่อย ๆ ทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าบัลลังก์ ผลึกมืดที่พญามารประทับอยู่นั้นสะท้อนใบหน้าของเขาอย่างเย็นเยียบ ดวงตาสีม่วงดำเหลือบมองนางเพียงหางตา ไม่แม้แต่จะขยับคิ้ว ความเย็นชาของสายตานั้นทำให้นางตัวสั่น แต่ยังคงยื่นถาดด้วยมือที่มั่นคง

จากนั้นเพียงหางตาคมกริบที่ปรายมองหญิงสาว ก็เพียงพอให้นางแทบล้มลงด้วยแรงกดดันแห่งอำนาจมืด

“อมมันสิ” เสียงทรงอำนาจเปล่งออกมา หลัวเหยียนนางสะดุ้งด้วยความตกใจ นางเดินไปวางถาดลงที่โต๊ะแล้วเดินกลับมาเห็นว่าพญามารเปลื้องผ้าหมดสิ้นแล้ว เสื้อผ้าที่นางสวมใส่นั้นก็หายไปพริบตามีเพียงเรือนร่างเปลือยเปล่าที่เผชิญหน้ากับเขา

พญามารนั่งชันเข่าข้างหนึ่ง ขาข้างหนึ่งวางบนพื้น ในมือหนาถือจอกเหล้ามองไปยังนางระบำ หลัวเหยียนนั่งลงด้วยท่าทีเขินอาย จับดุ้นที่ยังไม่แข็งตัวรูดขึ้นลงช้าๆ ใช้ริมฝีปากครอบครองจากหัวดุ้นของเขาที่ใหญ่และยาวทั้งที่มันยังไม่แข็งเลยด้วยซ้ำ มันทำให้ปกของนางแทบฉีกออกจากกัน

“อ๊อก…อ๊อก…อ๊อก…อ้อ…อ้อ…อ๊อก…อ๊อก…” นางร้องครางในลำคอน้ำหูน้ำตาไหล ขณะที่เขากดหัวนางกระแทกให้ลึกสุดลำคอของนาง ทำให้นางแทบอ้วกออกมา ทว่าหญิงสาวนางหนึ่งกำลังร่ายรำอยู่ปลดเสื้อผ้าที่สวมใส่ออก นางมีนามว่า ‘เฮาหลัน ‘นาวก้าวเดินเชื่องช้ามาหาพญามาร นางไม่รอช้านั่งลงข้างๆ หลัวเหยียน หลัวเหยียนถอนริมฝีปากออกเลียดุ้นของพญามารที่แข็งเป็นไต หญิงสาวมารนางนี้ก็เลียไข่ของเขาและอมมัน หลัวเหยียนพยังคงเลียดุ้นของเขาอยู่ พญามารกลับไม่รู้สึกสิ่งใดกับสิ่งพี่ที่พวกนางทำ เหมือนว่าเขาชินชาไปเสียแล้ว หญิงสาวอีกคนเปลื้องผ้าออกนามว่า ‘ม่านอิง’ เดินเข้ามาหาหลัวเหยียนนั่งลงใช้มือเรียวลูบไล้เต้านมของนาง มืออีกข้างลูบไล้กลีบร่องของนาง น้ำกามไหลเจิ่งนองบนนิ้วเรียวก่อนที่นิ้วของนางจะผเข้าลุบไปในกลีบร่องของนางในทันที

“อื้อ…อ่า…อา…อืม” หลัวเหยียนร้องครางกระเส่าด้วยความเสียว มือเรียวอีกข้าวของม่านอิงขยำเต้านมของนาวอีกด้วย เหมือนพวกนางกำลังยั่วยวนพญามารให้เสพสุขไปกับพวกนาง พญามารจับมารสาวเฮาหลันนอนลงใต้เรือนร่างของเขาจับดุ้นสอดใส่ทันที นางร้องครางกระเส่าแผ่วเบาขานเรียกเขาว่า…

“อ๊า…เหนือหัว…”

………………………………………

ตอนแรกมาแล้วน๊า

ใครอ่านตอนเก่าๆ ไปแล้วอย่าพึ่งตกใจ ไรท์กำลังเรียบเรียงใหม่ทั้งหมด

ขอใช้เวลานิดนึง อย่าพึ่งทิ้งไรท์ไปไหน ไรท์คนดีคนเดิมกลับมาแล้ว เพิ่มเติมคือรายละเอียดที่จะเขียนเพิ่ม

ถ้าชอบเรื่องนี้อย่าลืมโยนเรื่องนี้เข้าชั้นไวนะคะ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel