บทที่ 1.6
จางหย่วนจินเล่าว่าเขาขึ้นไปบนเขาเพื่อเก็บสมุนไพร ทำให้วันวิสาข์รู้ว่าเขาก็คือหมอเช่นกัน ทว่าพอเห็นเขาแยกแยะสมุนไพรต่างๆ แบบมั่วๆ ทำเอาวันวิสาข์โมโหเผลอตัวตบศีรษะเขาไปทีหนึ่ง อย่างที่เคยทำกับน้องชายที่บ้านบ่อยๆ เวลาโดนกวนโมโห
‘หากซูหย่งจื้อรู้ว่ามีหมอกำมะลอแบบนี้อยู่ในโลก มีหวังเขาต้องกระอักเลือดแน่ๆ’ ...นั่นคือสิ่งที่เด็กสาวคิด
ต่อมาจางหย่วนจินยิ่งให้ความความเคารพนับถือวันวิสาข์มากขึ้น เมื่อรู้ว่าเด็กสาวเป็นหมอ ทั้งยังขอร้องให้รับเขาเป็นศิษย์ ดังนั้นวันวิสาข์จึงกลายเป็นอาจารย์ตั้งแต่อายุเพียงสิบหก ทั้งยังมีลูกศิษย์ที่แสนจะหัวทึบ อายุอานามปาเข้าไปยี่สิบสอง ซึ่งมากกว่าเด็กสาวถึงหกปี แต่ยังถือว่าโชคดีที่เขาขยันและมีใจอยากเรียนรู้
เสียงร้องโหยหวนของจางหย่วนจิน ปลุกวันวิสาข์ขึ้นมาในตอนเช้าตรู่วันหนึ่ง เขากำลังทดลองทำแปลงปลูกพืชสมุนไพร แต่ซุ่มซ่ามล้มลงไปทับจอบที่วางหงายอยู่บนพื้น ต้นขาของเขาเป็นแผลเหวอะหวะน่ากลัว เจอเลือดครั้งแรกวันวิสาข์ตกใจแทบตาย เพราะตั้งแต่ศึกษาวิชาแพทย์มา ยังไม่เคยได้ใช้แบบจริงๆ จังๆ มาก่อน ดังนั้นลูกศิษย์คนแรกผู้น่าสงสารจึงกลายมาเป็นคนไข้คนแรกไปอย่างคาดไม่ถึง
หลังจากฝังเข็มห้ามเลือดและทำความสะอาดบาดแผล ขณะกำลังจะเย็บแผลนั้น เจ้าศิษย์โข่งก็แหกปากลั่นเพราะกลัวเจ็บจึงโดนฟาดอีกรอบ เขาลืมไปว่าเด็กสาวนั้นฝังเข็มรอบบาดแผลไปแล้ว ทำให้บริเวณนั้นไม่มีความรู้สึก
จางหย่วนจินเพิ่มความเคารพนับถือเป็นเทิดทูนบูชาในตัวหญิงสาวยิ่งกว่าเดิม หลังจากที่เห็นการรักษาแบบใหม่นี้ เพราะไม่เคยเห็นการรักษาบาดแผล ด้วยการเย็บผิวหนังด้วยเข็มกับด้ายมาก่อน การเย็บแผลหลังจากฝังเข็มให้เกิดอาการชานี้ คือการนำแพทย์แผนปัจจุบันเข้ามาผสมผสานกับแพทย์แผนโบราณ ซึ่งในยุคนี้นั้นการเย็บบาดแผลที่ผิวหนังยังไม่ปรากฏ ขนาดซูหย่งจื้อผู้เป็นอาจารย์คนแรกก็ไม่เคยเอ่ยถึงเช่นกัน
หลังจากบาดแผลของจางหย่วนจินหายดี กลับปรากฏเด็กสาวคนหนึ่งที่กระท่อมพร้อมกับห่อผ้า นางคือลั่วอิงยี่คนรักของจางหย่วนจิน ซึ่งตัดสินใจหนีออกจากบ้านเพราะโดนพ่อกับแม่บังคับให้แต่งงานเป็นฮูหยินรองของพ่อค้า การที่จางหย่วนจินพาเด็กสาวมาซ่อนเอาไว้ที่หมู่บ้าน ทำให้ทั้งสามถูกไล่ล่าจากหัวหน้าตระกูลลั่ว
จางหย่วนจินนำหญิงสาวทั้งสองคนไปซ่อนตัวที่อารามอยู่สุข บนยอดเขาห่างออกมาจากหมู่บ้านหลายร้อยลี้ ซึ่งที่นั่นวันวิสาข์ได้เรียนรู้การใช้พู่กันและยังได้ศึกษาตำราต่างๆมากมาย นักพรตที่พำนักอยู่ที่นั่นเห็นหญิงสาวมีใจใฝ่รู้จึงอนุญาตให้เด็กสาวอ่านหนังสือต่างๆ ของอารามได้ ทั้งยังช่วยสอนการใช้พู่กันจีนด้วย
กระทั่งวันหนึ่งวันวิสาข์ได้มีโอกาสพบกับนักพรตคิ้วขาว สหายที่เดินทางมาเยี่ยมนักพรตที่อารามอยู่สุข เขามองเด็กสาวอยู่นาน ก่อนจะมอบกำไลหยกให้ทั้งยังบอกว่ามันจะนำไปสู่โชคชะตา หลังจากรับมา วันวิสาข์ก็หายวับไปกับแสงสีเขียวต่อหน้าต่อตาทุกคน รวมไปถึงจางหย่วนจินกับลั่วอิงยี่ด้วย วันนั้นเด็กสาวพบว่าตัวเองกลับมาอยู่ที่หน้าบ้านของศิลาที่เชียงใหม่ ทั้งยังพบว่ากำไลสีเขียวนั้นถูกสวมที่ข้อมือเล็ก ไม่ว่าจะพยายามถอดเท่าไหร่ก็ถอดไม่ออก การเดินทางข้ามเวลาไปแคว้นจ้าวสองปีของเด็กสาว มันคือการหายจากบ้านไปสองวัน ซึ่งศิลาเพียงยิ้มให้ทั้งยังเอ่ยต้อนรับการกลับมาอย่างอย่างอ่อนโยน
ผ่านไปหนึ่งปีแล้วหลังจากการเดินทางไปพบจางหย่วนจิน ตั้งแต่นั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก จนวันวิสาข์กำลังจะจบมัธยมปลายปีแรกและกำลังจะเลื่อนชั้น ถึงตอนนั้นอดคิดไม่ได้ว่าการเดินทางของตัวเองคงหยุดลงไปแล้ว ในใจอดที่จะคิดถึงลูกศิษย์โง่งมของตนเองกับฮูหยินของเขาขึ้นมาไม่ได้ ไหนจะซูหย่งจื้อผู้เป็นอาจารย์อีก
เด็กสาวพบว่าตัวเองนั้นทำตัวให้ชินกับการอยู่กับโลกปัจจุบันที่โหดร้ายยากขึ้นทุกวัน ศิลาจึงแนะนำให้หางานอดิเรกทำจะได้ไม่หมกมุ่น และสิ่งที่วันวิสาข์เลือกก็ทำให้ศิลาหัวเราะลั่น เพราะมันคือการเรียนเทควันโด้ ไอคิโด้ และยูโด
ต่อมาไม่นานศิลาผู้เป็นน้าของวันวิสาข์ ประหลาดใจไม่น้อยที่วันวิสาข์อาสาไปช่วยงานที่คลินิกของตน แต่เมื่อได้ยินว่าหลานสาวเป็นหมอเช่นกันเขา จึงสอบถามเรื่องราวต่างๆ ด้วยความตื่นเต้น ทั้งยังช่วยสอนสิ่งต่างๆ เพิ่มเติมให้อย่างเต็มอกเต็มใจ
ระยะเวลาหนึ่งปีของการเรียนรู้แพทย์แผนปัจจุบันกับศิลา บวกกับหนึ่งปีที่เรียนแพทย์แผนโบราณกับซูหย่งจื้อ กับอีกสองปีที่ลองผิดลองถูกศึกษาจากตำราแพทย์กับจางหย่วนจิน ศิลาพบว่าหลานสาวตัวน้อยของเขาคือหมอที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่ง ทว่าบางเรื่องก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเรียนรู้กันได้ในเวลาสั้นๆ อย่างเช่นการผ่าตัดใหญ่ซึ่งเกี่ยวพันกับชีวิตคน แต่หากว่าในอนาคตหลานสาวของตนได้เขาไปเรียนอย่างจริงจังแล้ว คิดว่าวันวิสาข์คงจะเป็นหมอที่ยอดเยี่ยมได้อย่างแน่นอน