3 ภายในใจ
เพลงสากลทำนองช้าๆ บวกกับบรรยากาศในร้านประดับตกแต่งด้วยแสงไฟสีส้มสลัว เหมาะแก่การดินเนอร์ในยามค่ำคืนแค่ได้นั่งสบตากันก็พาให้ไฟในกายของคีตภัทรร้อนฉ่า
“กลับมานี่จะสานงานต่อจากคุณแม่ของคุณเลยหรือเปล่าคะพิชญ์” เจ้าของเสียงหวานถามยิ้มๆ คืนนี้พิชญ์แต่งตัวสบายๆ เสื้อเชิ้ตสีดำกระดุมสามเม็ดบนปลดออก ส่วนแขนเสื้อนั้นพับขึ้นถึงข้อศอก ชายเสื้อถูกเก็บอยู่ใต้กางเกงยีนส์สีเข้ม ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าเธอหลงใหลในรูปร่างของชายหนุ่ม ช่วงสะโพกลงมาถึงต้นขาทำให้เขาใส่กางเกงแบบไหนก็ชวนน่ามอง และเมื่อนึกถึงความแข็งแรงของสะโพกแกร่งนั่น
อ่า...มันทำให้เธอหัวสั่นหัวคลอนยามที่เขาขยับแรงๆ ยามใกล้ถึงฝั่งฝัน
“พิชญ์คะ” เรียกซ้ำอีกครั้งเมื่อเขาไม่ตอบ เอาแต่จ้องบางอย่างจนน่าสงสัย ซึ่งคีตภัทรไม่ได้สนใจที่จะหันไปมองตาม เธอรู้ว่าเขาก็เหมือนผู้ชายทั่วไปที่ชอบมองสาวสวยตามประสา
และคนแบบนี้ไม่ชอบให้แสดงความหึงหวงออกนอกหน้า เรื่องนี้เธอพยายามใจเย็นมาโดยตลอด แน่นอนว่าทำได้ดีไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถคบหาชายหนุ่มได้นานจนจะครบหนึ่งปี
“ว่าไง” นัยน์ตาดุดันเลื่อนกลับมามองคู่ควงตัวเอง ขณะที่หัวคิ้วยังคงขมวดเข้าหากัน
“เค้กถามว่าคุณจะเข้าไปทำงานแทนคุณแม่ของคุณเลยหรือเปล่าคะ”
“ก็คงต้องแบบนั้น แล้วคุณล่ะ” ถามกลับตามมารยาท แก้วไวน์ถูกยกขึ้นมาจิบ บดบังสายตาที่เหลือบมองไปยังโต๊ะในสุดอีกครั้ง
คีตภัทรนับว่าเป็นผู้หญิงที่เขาคบหามาระยะหนึ่งแล้ว เธอไม่ค่อยจู้จี้หรือจุกจิก รู้จักกับเธอที่อเมริกาผ่านเพื่อนของเพื่อนอีกที เห็นแบบนี้เขาแทบไม่ได้คบกับแหม่มเพราะยังชอบสาวเอเชียมากกว่า แต่ใช่ว่าไม่เคยลิ้มลองเซ็กส์ร้อนๆ จากละตินอเมริกามันโคตรจะวิเศษ แต่ก็อย่างว่าเพราะไม่ใช่แนวเขามากกว่า
แนวเขาน่ะเหรอ...หึ
“เค้กตั้งใจจะพักก่อนสักเดือนแล้วค่อยเริ่มงานค่ะ คุณพ่อท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร” ท่านจะว่าอะไรได้ พอรู้ว่าตอนนี้เธอคบหาอยู่กับใครก็ไฟเขียวผ่านฉลุย แม้ว่าพิชญ์ยังไม่เคยไปกินข้าวกับครอบครัวของเธอก็ตาม แต่จากที่คิดเอาไว้บิดาคงจะพอรู้ว่าเขาเป็นใครมาจากไหน เอาไว้โอกาสเหมาะๆ จะลองตะล่อมให้เขาไปกินข้าวสักมื้อ
“อืมก็ดี พักให้เต็มที่ค่อยลุยงาน แต่ผมคงพักไม่ได้”
ดวงตาแข็งกร้าวจดจ้องไปยังโต๊ะส่วนในสุดของร้าน รู้มาว่าเจ้าหล่อนเพิ่งเรียนจบไม่นานแล้วกำลังเข้าทำงานที่สถาบันสอนพิเศษแห่งหนึ่ง วันนี้ขออนุญาตคุณนายอนงค์ว่ากลับดึกเพราะมีนัดกับเพื่อนๆ พิชญ์เองก็ไม่คิดว่ามันจะบังเอิญเหมาะเจาะขนาดนี้ ตอนแรกนั่งท่ามกลางเพื่อนผู้หญิงเผลอแค่แวบเดียวกลับมีผู้ชายแนบข้างกาย แถมยังยิ้มหัวเราะต่อกระซิกจนน่ารำคาญ ผิดกับตอนที่เธอเขาแล้วชอบทำหน้าเหมือนแบกโลกทั้งใบ
“ทำไมไม่ทานคะ หรืออาหารไม่อร่อย”
ตะขิดตะขวงใจจนต้องเปิดปากถามหลังจากที่พิชญ์เอาแต่นั่งหน้าตึงมาหลายนาที หันมองตามสายตาที่จับจ้องเธอถึงกับขมวดคิ้ว สุดท้ายจึงต้องหันมองตามฝืนกฎที่เคยสร้างไว้ โต๊ะนั่นมีคนนั่งอยู่เยอะซึ่งเธอไม่รู้ว่าปลายทางสายตานั่นหมายถึงคนไหน
“คนรู้จักเหรอคะ”
“อืม ทานต่อเถอะ” เขาบอกแบบนั้นทว่ายังไม่ยอมละสายตา
คีตภัทรหน้าชาเล็กน้อยก่อนจะเอื้อมมือตักอาหารให้อีกฝ่ายเพื่อดึงดูดความสนใจกลับมา ทั้งที่ใจอยากจะหันมองอีกครั้งให้แน่ชัดว่าคนที่พิชญ์สนใจนั้นใช่คนเดียวกับที่เธอคิดหรือเปล่า
มีเพียงหนึ่งคนที่โดดเด่นออกมา ถ้าใช่ละก็…อยากรู้เหมือนกันว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร เขาถึงได้แสดงความสนอกสนใจออกนอกหน้าขนาดนี้
“ไม่เป็นไร คุณทานเถอะ” พิชญ์ส่งยิ้มให้อีกฝ่าย เมื่ออาหารโปรดถูกวางใส่จาน
“พรุ่งนี้คุณว่างไหมคะพิชญ์”
“อยากเที่ยวหรือไง”
“เปล่าค่ะ ถ้าคุณอยู่บ้านเค้กจะเข้าไปหาสักหน่อย อยากไปไหว้คุณแม่ของคุณน่ะค่ะ”
พิชญ์ชะงักไปชั่วครู่ไม่ได้โง่ถึงมองไม่ออกว่าหญิงสาวต้องการอะไร จริงอยู่ที่เขาและเธอคบหากันอย่างลึกซึ้ง เคยวาดฝันในอนาคตเอาไว้แต่เรื่องครอบครัวนั้นยังไม่เคยมีอยู่ในหัว กลับมานี่ก็แค่ตั้งใจสานงานของที่บ้านเท่านั้น
“ช่วงนี้ผมยังไม่สะดวก”
“งั้นเค้กจะรอนะคะ”
“ไว้จะบอกคุณอีกที” ไม่ได้ตอบรับแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ คีตภัทรยังคงเป็นผู้หญิงที่อยู่ด้วยแล้วเขาไม่อึดอัด เธอสามารถให้ในสิ่งที่ต้องการไม่เกี่ยงงอน
“ขอโทษนะคะ” โทรศัพท์ในกระเป๋าแบรนด์เนมของหญิงสาวแผดเสียงร้อง คีตภัทรหงุดหงิดเล็กน้อยที่มีสายเข้ามาขัดจังหวะดินเนอร์
พิชญ์โคลงแก้วในมือแล้วจิบไวน์อีกครั้งเมื่อคีตภัทรขอตัวออกไปคุยด้านนอก ไม่ได้ถามไถ่ว่าใครโทรมาเพราะมันไม่ได้สำคัญต่อเขา จะคุยกับใครมันก็เรื่องของเจ้าตัว
ทว่าคีตภัทรเดินกลับมาที่โต๊ะด้วยสีหน้าไม่พอใจเท่าไหร่หนักบอกว่าต้องรีบกลับบ้านเพราะมีเรื่องนิดหน่อย
“ไว้เค้กจะทดแทนให้คุณข้างหน้านะคะ” ริมฝีปากบางจะแตะข้างแก้มสากอย่างแสนเสียดายที่คืนนี้ไม่ใช่ค่ำคืนที่วิเศษสำหรับเธอ
“ขับรถดีๆ ถึงบ้านแล้วบอกผม”
“คุณยังไม่กลับเหรอคะ” คำถามนั้นทำให้เธอครุ่นคิดไปถึงผู้หญิงที่นั่งโต๊ะในสุด หวังว่าคืนนี้เขาคงไม่ไปกับแม่นั่นหรอกนะ
“หมดขวดก่อน คุณรีบไปเถอะ” พิชญ์บอกด้วยท่าทีตามเดิม คีตภัทรยอมพยักหน้ารับอย่างเลี่ยงไม่ได้ คว้ากระเป๋าขึ้นมาสะพายแล้วก้าวขาเดินจากไป แต่ก่อนที่จะพ้นประตูร้านเธอยังเหลือบมองไปที่โต๊ะที่น่าสงสัยอีกครั้ง ไม่เห็นว่าผู้หญิงคนนั้นจะมีท่าทีผิดสังเกตอย่างที่คิดเอาไว้
หรือบางที...เธออาจจะคิดมากไป
