2 นานแค่ไหนที่ไม่ได้เจอกัน
เสียงกดล็อกดังขึ้นประจวบกับใบหน้าคมเข้มหันกลับมาเผยให้เห็นเต็มตา…
นานมากแล้วที่ไม่ได้เจอกัน ตอนนี้พิชญ์ยืนอยู่ตรงหน้าจับจ้องเธอด้วยแววตานิ่งลึก ริมฝีปากหนากระตุกเหยียดยิ้มแต่คนมองสัมผัสได้ว่ามันไม่ใช่รอยยิ้มที่ยินดี
“เธอไม่ได้เปลี่ยนไปเท่าไหร่” มันเย้ยหยันอย่างเห็นได้ชัด นิรินหน้าชากับการมองของร่างสูง ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเขามองราวกับว่าจะกดให้เธอต่ำลงไปได้อีก
“สวัสดีค่ะ” มันคงเป็นคำทักทายที่ดีที่สุดในเวลานี้ ดวงตาหวานซึ้งหลุบต่ำลงไม่อาจสบตาเผยความรวดร้าวที่ซ่อนอยู่ในใจ
ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้วเธอรู้อยู่แก่ใจ สิ่งที่หวังและความเป็นจริงค่อนข้างสวนทางไม่สามารถบรรจบกันได้ หากมีอย่างใดที่ไม่เปลี่ยนก็คงเป็นความรู้สึกของเธอ มันคือความสมเพชที่กัดกร่อนหัวใจจนถึงขณะนี้
“อยู่ดีกินดี” เจ้าของร่างสูงเคลื่อนตัวด้วยฝีเท้าหนักเดินตรวจตราไปทั่วบริเวณบ้านหลังเล็กที่แยกตัวออกมา มันไม่ใช่ความห่วงใยแต่เป็นการจับผิดมากกว่า นิรินไม่สามารถเค้นคำพูดใดๆ ออกมาได้ พิชญ์ยังคงเป็นคนเดิมที่ไม่สนใจคนข้างกายหากไม่มีความสำคัญกับเขา
ใช่…คนไม่สำคัญ และค่อนข้างเอนเอียงไปในทางชิงชังยิ่งกว่าอะไร
“ก่อนฉันจะไปจำได้ว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นสวนของพ่อ” พิชญ์แค่นยิ้มเมื่อนึกถึงบิดาของตัวเอง “นิสัยชอบแย่งของคนอื่นมันคงแก้ยาก”
“คุณป้าท่านมอบให้เป็นของขวัญวันเกิดรวมถึงของขวัญที่เรียนจบค่ะ” เธอฝืนพูดออกไปด้วยน้ำเสียงปกติ กดความขมขื่นไว้ข้างในเหมือนทุกครั้งที่ความรู้สึกพวกนี้ตีแล่นขึ้นมา
และนั่นทำให้คนตัวโตตีหน้าขรึมเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้รู้สึกรู้สากับสิ่งที่ทำอยู่
“เธอคงไม่ลืม ที่ยังอยู่ได้ถึงวันนี้เป็นเพราะใคร” ที่จริงหญิงสาวควรจะตายคามือเขาไปนานแล้วด้วยซ้ำ
“นิ้งไม่เคยลืม ทุกวันนี้เป็นเพราะพระคุณของคุณป้า” แค่อนงค์เท่านั้นไม่ใช่เขา นิรินอยากจะพูดแบบนี้แต่การทำร้ายตัวเองทางอ้อมคงไม่ใช่เรื่องดี
“แล้วรู้ไหม” ปลายเท้าของพิชญ์หยุดตรงหน้า นิรินแทบลืมหายใจแต่ในที่สุดเธอก็เงยหน้าสบตานัยน์ตาแข็งกร้าว ไม่มีแล้วความอ่อนโยนอย่างที่เคยรับเมื่อในอดีต หลงเหลือเพียงความเกลียดชังกันสุดหัวใจ
ปลายนิ้วหนาลากไล้หน้าผากมนผ่านแก้มอิ่มกระทั่งมาจบที่ริมฝีปากบางที่ครั้งหนึ่งเคยเชยชิมไม่รู้ต่อกี่ครั้ง
นิรินเองก็ไม่ได้ต่างจากผู้หญิงคนอื่นเท่าไหร่นัก
“การที่ฉันกลับมาย่อมมีอะไรเปลี่ยนแปลง หนึ่งในนั้นคือชีวิตเธอ”
“…” ทำไมเธอจะไม่รู้ล่ะ ในเมื่อพิชญ์รอเวลาที่จะฉุดกระชากเธอลงขุมนรกอยู่แล้ว การเหยียบยับทับถมกำลังจะเกิดขึ้นส่วนอาการเจ็บแสบๆ ตรงหน้าอกคือสิ่งที่เธอเผชิญในตอนนี้
“แล้วแต่พี่เถอะค่ะ”
“ปากดี !” กระชากร่างบางเข้าหาตัว ยอมรับว่าครั้งแรกที่กลับมาเจอกันนิรินทำให้เขาแปลกใจไม่น้อย เจ้าหล่อนเติบโตขึ้นอย่างงดงามไม่ต่างมารดาของเธอ
สวยได้แม่…และคงได้อย่างอื่นติดมาด้วย !
“พี่พิชญ์ปล่อยนิ้ง” เขาดึงตัวเข้าหาจนร่างบดเบียดเสียดสีจนน่าหวั่นใจ เธอเกลียดสถานการณ์พวกนี้มันกลายเป็นฝันร้ายที่ตื่นขึ้นมาท่ามกลางคราบน้ำตา
“คนชอบโกหกมันติดอยู่ที่สันดาน แก้ยังไงก็ไม่หาย น่าเสียใจแทนแม่ที่เป็นห่วงหลานนอกไส้เต็มประดา” อุณหภูมิร่างกายไม่ได้สูงเหมือนที่โป้ปดว่าไม่สบาย “ตัวไม่ร้อน แต่ไอ้ที่หน้าแดงคงเป็นเพราะเนื้อข้างในกำลังสั่นระริก แต่ขอโทษทีที่ฉันยังไม่ว่างเกาให้หายคัน เธอคงต้องช่วยตัวเองไปก่อน”
“พูดจบแล้วก็ออกไปเถอะค่ะ” แน่นอนว่าคำพูดของพิชญ์คมยิ่งกว่ามีดที่เพิ่งลับใหม่ ก้อนเนื้อข้างซ้ายโดนทิ่มแทงจนส่งผลให้ลำคอเริ่มตีบตันจุกอยู่ข้างใน
“การที่นิ้งโกหกว่าไม่สบาย พี่คงรู้ว่านิ้งทำไปเพราะไม่อยากเจอพี่” พิชญ์ขบกรามแน่นตรงเข้าบีบคางจนหญิงสาวหน้าเหยเก ยิ่งเธอทำเหมือนไม่รู้สึกรู้สาปล่อยให้เขาเล่นงานยังไงก็ได้มันกระตุกต่อมโมโหราวกับราดน้ำมันใส่ไฟที่กำลังลุกโชน
“อะไรที่เธอเกลียด อะไรที่ไม่อยากเจอ” เสียงเข้มกระซิบแผ่วเบา “ฉันจะทำมันทุกอย่าง”
ริมฝีปากเคลื่อนเข้าไปใกล้พูดแต่ละทีมันน่าใจหายเมื่อสัมผัสกับผิวหน้านวล กลิ่นกายหอมหวานกรุ่นเตะจมูกจนพิชญ์เผลอชะงักไปชั่วครู่ กลิ่นนี้ที่ติดจมูกเขาอยู่หลายปีจนน่าหงุดหงิด
“ถ้านิ้งบอกว่าเกลียดพี่ล่ะคะ” คนฟังกระตุกยิ้มอย่างเหนือชั้น
“ฉันจะยัดเยียดตัวเองให้เธอยังไงล่ะ” ริมฝีปากหนากระแทกลงมาบดจูบอย่างดุดัน มือหนากดล็อกศีรษะทุยเข้าหาตัวบังคับให้เธอยินยอมแม้ร่างบางจะขัดขืนสุดชีวิต ทั้งดีดดิ้นทุบตีเบี่ยงหน้าหนีทว่ายังแพ้พละกำลังของผู้ชายอย่างเขา เป็นจูบที่ไม่มีความอ่อนโยน มันจาบจ้วงหยาบกระด้างจนคนรับเจ็บไปหมดไม่เว้นแม้กระทั่งหัวใจของเธอ
“แต่เหมือนเมื่อกี้เธอเพิ่งจะโกหกคำโตเลยล่ะ”
“…” นิรินสะอึกอยู่ในอก ได้แต่เชิดหน้าขึ้นทั้งที่น้ำตารื้น
“ถ้าแม่รู้เข้าจะเป็นยังไงฉันเดาหน้าคุณนายอนงค์ไม่ออก หลานนอกไส้สุดที่รักแอบกินกับลูกชายตัวเอง ปกปิดแสร้งเป็นคนอ่อนต่อโลก คงช็อกน่าดู…” พิชญ์แลบลิ้นเลียริมฝีปาก ได้กลิ่นคาวเลือดจากการต่อต้านและเอาคืนของเธอ
“จะไปตายที่ไหนก็ไป !” สาบานได้ว่าเป็นคำด่าทอรุนแรงที่สุดในชีวิตของเธอ
“ฉันคงได้ตายในตัวเธอนั่นแหละ เพราะมันแน่นบีบรัดจนฉันแทบหายใจไม่ออก” คนตัวโตแค่นหัวเราะขณะที่อีกฝ่ายหน้าสลับสี เมื่อครู่ยังซีดเผือดทว่าตอนนี้กำลังแดงก่ำจากแรงโกรธ
“อย่าคิดว่าพี่ถือไพ่เหนือกว่านิ้ง วันไหนนิ้งทนไม่ไหวนิ้งจะเป็นคนบอกคุณป้าเอง” นิรินบอกเสียงสั่น นาทีนี้เธอไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ มันทั้งกลัวทั้งหวั่นวิตกไปหมด นอกจากบุพการีแล้วคนที่เธอรักและเทิดทูนมากที่สุดก็คืออนงค์
“บอกไปสิ ฉันรอจนเนื้อเต้น” ยิ่งนิรินพยายามปกปิดอาการตัวเองมากแค่ไหน สุดท้ายเธอมักจะเผลอหลุดออกมาให้เขาเห็น และเมื่อใดที่เธอหลุดมันยิ่งทำให้เขารู้สึกสนุกราวกับการเป็นผู้ล่าได้ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้ง
“คิดเอาแล้วกันระหว่างลูกแท้ๆ กับเด็กที่ท่านเก็บมาเลี้ยง แถมแม่ของเธอยัง…” พิชญ์ละเว้นไว้ในฐานที่เข้าใจ “ท่านจะเลือกใคร หรือถ้าท่านยอมรับได้มันก็คงทำใจลำบากหน่อย ไอ้การที่ต้องมองหน้าเธอมันคงกระอักกระอ่วนพิลึก”
“พี่ไม่สนความรู้สึกนิ้งก็ควรสนความรู้สึกของคุณป้าบ้าง”
“ท่านก็จะเข้าใจว่าลูกชายแค่ต้องการระบายความใคร่ มีของให้ปลดปล่อยอยู่ใกล้ตัว แถมยังมาอ่อยถึงที่มันก็ยากที่ฉันจะปฏิเสธ”
“พี่พิชญ์…”
“ยินดีที่ได้เจอกันอีกครั้งสาวน้อย” นิรินยืนนิ่งจ้องหน้าชายหนุ่มไม่วางตา ปวดแสบปวดร้อนจนต้องเบือนหน้าหนีเมื่อเขายื่นมือมาลูบแก้มทำทีเหมือนเอ็นดูกันเต็มประดา
ทั้งที่ความจริงแล้วพิชญ์กำลังหาทางฆ่าเธอด้วยมือคู่นี้ต่างหาก
