2 พังทลาย
เพราะเธอเป็นลูกที่เกิดจากเมียน้อยอย่างนั้นใช่ไหม ท่านไม่ได้รักแม่ก็เลยจงเกลียดจงชังเธอไปด้วยที่เกิดมาเป็นมารความสุข
ถ้าเกลียดกันขนาดนี้ก็ไม่รู้จะรับมาเลี้ยงทำไม...
ยิ่งเกิดเรื่องกับมธุรสทุกอย่างยิ่งดิ่งลงเหว เธอเองก็เครียดที่ผู้หญิงคนนั้นแท้งลูก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแม่นั่นกำลังตั้งท้อง ส่วนพ่อของเด็กไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใคร
ริมฝีปากบางเม้มแน่น ความเจ็บใจพลุ่งพล่านไปทั่ว
สาบานได้ว่าจังหวะที่มธุรสพลาดตกบันไดนั้นเธอไม่ได้แตะตัวอดีตเพื่อนสนิทด้วยซ้ำ ถ้าจะผิดก็คงผิดตรงที่เธอคว้าแขนยัยนั่นไม่ทัน นาทีแรกที่เห็นร่างทั้งร่างนอนคุดคู้กับพื้นโดยที่มีเลือดไหลตามเรียวขา เธอเองก็ตกใจจนหน้าซีดเผือด
แถมอีกฝ่ายยังจ้องหน้าเธออย่างโกรธแค้นพร้อมกับเอ่ยปากบอกว่าเธอเป็นคนผลัก ต่อหน้าผู้คนที่วิ่งมาช่วยคนเจ็บ สายตาสามสี่คู่ที่มองมานั้นทำให้เธอรู้สึกตัวลีบลงได้แต่หันหลังก้าวออกจากที่เกิดเหตุ
เธอไม่ได้ทำ ! แล้วใครจะเชื่อในเมื่อคนเจ็บตัวยืนยันแบบนั้น !
วันต่อมาใช่ว่าจะนิ่งนอนใจพยายามไปที่นั่นอีกครั้งเพื่อหากล้องวงจรปิด แต่เหมือนความโชคร้ายจะพุ่งชนอย่างจัง เธอเคยด่าเมื่อตอนที่ดูข่าวแล้วกล้องวงจรปิดใช้งานไม่ได้บ้างเสียบ้างหรือบางทีก็จับภาพไม่ได้ ไม่เคยคิดว่าสุดท้ายจะมาเกิดกับตัวเอง
จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมมธุรสถึงเลือกที่จะแทงข้างหลังกัน น่าขำกว่านั้นคือเพื่อนทุกคนพร้อมใจหนุนอีกฝ่ายทำเหมือนกับเป็นศัตรูเธอมาตั้งแต่ชาติปางก่อน
เอาเถอะ ยอมรับว่าตัวเองก็ไม่ได้นิสัยดีอะไร ขี้เหวี่ยงขี้วีนอย่างที่พวกนั้นซุบซิบกัน แต่การที่ยัยนั่นหาว่าเธอเป็นฝ่ายผลักตกบันไดจนแท้งลูกน่ะ
เล่นแรงเกินไป...
ดรัณยาสะดุ้งเมื่อกระจกรถถูกเคาะพร้อมกับเงามืดที่ย่างกรายเข้ามา หญิงสาวหรี่ตามองก่อนจะลดกระจกลงถึงรู้ว่าเป็นพี่พนมซึ่งมีสีหน้าไม่สู้ดีเท่าไหร่
“คุณออมคะ คุณท่านรออยู่ค่ะ”
พนมเป็นคนเดียวที่คอยดูแลเธออยู่ห่างๆ มาตั้งแต่เล็ก แต่ถึงอย่างนั้นดรัณยาไม่เคยไว้วางใจคนในบ้าน ทุกคนล้วนเป็นคนของคุณหญิงใหญ่ทั้งนั้น
เจ้าของร่างระหงก้าวลงจากรถ เดินฉับๆ เข้าบ้านไม่สนใจคนที่มารายงานด้วยความเป็นห่วง พนมถอนหายใจทว่าไม่ได้เกลียดชัง เพียงแต่อยากได้ดรัณยาคนเดิมกลับมา
สิ่งแวดล้อมหล่อหลอมให้หญิงสาวต้องมีหนามติดไว้ตามตัวก็เท่านั้น...
ดรัณยาก้มศีรษะลงเล็กน้อยเมื่อเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นแล้วเจอกับสองสามีภรรยา ด้านแม่ใหญ่นั้นพอเห็นหน้าเธอเลยลุกขึ้นแล้วเดินออกไปราวกับไม่อยากจะเสวนาด้วยเท่าไหร่
“ขอตัวขึ้นห้องไปนั่งอ่านหนังสือก่อนนะคะคุณ ให้อยู่ฟังคำแก้ตัวต่ำๆ เห็นทีจะไม่ไหว” ท่านปรายตามองเล็กน้อยเธอจึงส่งยิ้มให้ นั่นยิ่งทำให้อีกฝ่ายฉุนหนักถึงกับสะบัดหน้าหนี
“เมื่อไหร่จะหยุดสร้างเรื่องให้ฉันปวดหัว ทำตัวเป็นคนมีปัญหาตั้งแต่เล็กจนโต”
“ออมยืนยันว่าออมอยู่เฉยๆ ค่ะ ไม่เคยหาเรื่องใครก่อน”
“ถึงขนาดทำเขาแท้งลูกแล้วบุกไปอาละวาดเขาถึงโรงพยาบาล แกยังมีหน้ามาบอกว่าไม่หาเรื่องใครก่อนงั้นเหรอ”
เรื่องที่ไปถึงโรงพยาบาล ข้อนี้ดรัณยาไม่เถียง เธอขาดสติในการควบคุมอารมณ์ตัวเองจริงๆ ยอมรับว่าเรื่องนี้มธุรสอยู่เหนือกว่าเธอหลายชั้น และเธอก็โง่เองที่ยอมให้มันดึงจุดอ่อนมาใช้
“ออมไม่ได้ทำอย่างที่ใครกล่าวหา แต่พูดไปพ่อคงไม่เชื่อ”
“สันดานต่ำเหมือนแม่แกไม่มีผิด โกหกปลิ้นปล้อนใครเขาจะเชื่อ !”
ดรัณยาใช้เล็บจิกเนื้อตัวเองแน่น แทบทุกครั้งที่ท่านโมโหจะชอบดึงคนเป็นแม่ออกมาประจาน ถึงจะไม่เคยเจอไม่เคยเห็นหน้าคนคลอดเธอมาก็เถอะ
“ก็คงมีอยู่เรื่องเดียวมั้งคะที่แม่ไม่ได้โกหก ไม่งั้นพ่อคงไม่ฝืนใจรับออมเป็นลูกให้เป็นราคีกับนามสกุลนี้ แต่เพราะมันคือเรื่องจริงที่พ่อปฏิเสธไม่ได้เลยต้องจำใจรับเด็กคนนี้เข้าบ้าน”
เพี้ยะ !
“มันจะมากเกินไปแล้ว แกเป็นใคร แล้วฉันเป็นใคร ห้ะ !” ศักดิ์ชัยตวาดลั่นจนเส้นเลือดปูดข้างขมับ หนำซ้ำยังใช้นิ้วจิ้มหน้าผากลูกกาฝากย้ำๆ หลายที
“ต่อไปนี้แกห้ามเสนอหน้าออกจากบ้าน เตรียมตัวเข้าพิธีหมั้นได้เลย” กับลูกสาวคนนี้ไม่ว่าอะไรก็ดูขัดหูขัดตาไปเสียทุกอย่าง ยิ่งมองยิ่งทำให้นึกถึงมารดาของเจ้าตัว หัวแข็งเหมือนคนเป็นแม่
“ไม่ ! เรื่องนี้พ่อจะมาบังคับออมไม่ได้” บังคับให้แต่งงานก็เหมือนกับส่งเธอไปขังอยู่ในกรง นั่นมันทั้งชีวิตของเธอนะแล้วจะให้แต่งกับใครที่ไหนก็ยังไม่รู้
ไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้ากันด้วยซ้ำ !
“ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าพ่อ ไสหัวออกจากบ้านหลังนี้ไปเลย !” เจ้าของบ้านชี้นิ้วไปที่ประตู ท่าทางเอาจริงไม่ได้ล้อเล่นสักนิด
“พ่อ...” ดรัณยาครางเสียงแผ่ว เจ็บลึกข้างในใจ
“เอากระเป๋ากับกุญแจรถมา ! ดูซิ...ถ้าไม่มีเงินไม่มีรถ แกจะมีปัญญาเอาชีวิตตัวเองรอดไหม” ข้าวของทุกอย่างโดนริบไปหมด ดรัณยาไม่ทันได้ขัดขืนเพราะมีคนใช้จอมเสนอหน้าพรวดเข้ามาทันทีที่ศักดิ์ชัยเอ่ยปากสั่ง
มันทำให้เธอรู้ว่าทุกคนที่นี่พร้อมจะเหยียบย่ำซ้ำเติมกันทุกเมื่อ ส่วนแม่ใหญ่อย่างคุณหญิงปรุงจิตก็คงรอฟังรายงานด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย
“ไม่ต้องมาบีบน้ำตา ฉันไม่เคยนึกสงสารคนอย่างแก ดีแต่สร้างเรื่องไม่จบไม่สิ้น !”
คนเป็นลูกชังได้แต่มองหน้าบิดาผ่านม่านน้ำตา ท่านจ้องหน้ากลับอย่างเดือดพล่านไม่ได้สนใจสักนิดแม้ว่าลูกกำลังร้องไห้
หรือบางที...มันอาจจะถึงเวลาแล้ว
ดรัณยาเม้มริมฝีปากแน่นเลือกที่จะพาตัวเองออกจากสถานที่แห่งนี้ ไม่สนเสียงตวาดลั่นที่ตามหลังมา มันไม่ใช่ถ้อยคำที่น่าฟังเท่าไหร่นักไม่ใช่คำยื้อแต่เป็นการขับไล่มากกว่า
แต่ไหนแต่ไรเธอไม่เคยได้รับความรักความเมตตาจากครอบครัวนี้สักครั้ง ที่ทนอยู่เพราะลึกๆ ยังโหยหาบางอย่าง อยากทำให้บิดาภูมิใจในตัวลูกคนนี้ทว่าท่านกลับมองว่าสิ่งที่เธอชอบเป็นเรื่องไร้สาระ ความฝันของเธอจึงพังทลายไม่เหลือชิ้นดี
