บทที่ 1.3
โม่อวี๋ขมวดคิ้ว “เหตุใดการแต่งงานจึงมีเรื่องการเลื่อนขั้นเข้ามาเกี่ยวข้อง ข้าจะไปพูดกับท่านพ่อให้เข้าใจ ไม่สิ...พรุ่งนี้ข้าจะไปพูดกับซูเฉินเอง ข้าไม่เชื่อว่าเขาจะกล้าบังคับให้ข้าแต่งกับเขา อีกอย่างท่านก็บอกเขาไปสิว่าท่านชอบเขา หากไม่กล้าข้าจะไปบอกเขาแทนท่าน...” กล่าวจบโม่อวี๋ก็หมุนตัวหมายจะเดินกลับ เพียงแต่พี่สาวของนางรั้งข้อมือเอาไว้ “พี่ใหญ่?”
“ข้ารู้ว่าเจ้าต้องเป็นเช่นนี้ ท่านแม่เองก็รู้ว่าเจ้าไม่มีทางไตร่ตรองเรื่องต่างๆ ให้รอบคอบ อวี๋เอ๋อร์เจ้าก็อย่าได้โทษข้า”
??!!
โม่อวี๋ได้ยินก็งุนงงอยู่ครู่หนึ่ง กระทั่งแรงผลักของผู้เป็นพี่สาวทำให้นางหงายหลังลงไปจากศาลา นางพยายามเพ่งสายตามองสีหน้าของโม่เหยา ความมืดทำให้นางไม่อาจมองเห็นสีหน้าและแววตา ที่ทำได้คือหวีดร้องและตกลงไปในสระบัวอันเย็นเยียบ
เสียงของแม่นมจ้าวดังแว่วมาแต่ไกล สายน้ำเย็นเยียบโอบล้อมเข้ามาพร้อมกรีดแทงผิวกาย นางว่ายน้ำไม่เป็นจึงตะเกียกตะกายสุดแรง เงาร่างของพี่สาวหายไปจากศาลาเบื้องบน ใบหน้าตื่นตระหนกของแม่นมจ้าวปรากฏขึ้นตรงหน้าก่อนกระโดดลงมาหานาง
เบื้องล่างมีเงาของบุรุษว่ายเข้ามา ความหวังปะทุเพราะคิดว่าเป็นคนในจวนเข้ามาช่วย
นาง...คิดผิด เขามาเพียงเพื่อดึงนางลงไปใต้ผิวน้ำ อาจให้มั่นใจว่านางจะจมลงไปยังใต้สระบัวแห่งนี้
นึกถึงบทสนทนากับพี่สาว ท่าทางของอีกฝ่ายที่ไม่มีความลังเล น้ำเสียงราบเรียบขณะผลักนางลงมายังสระบัวหน้าหนาวซึ่งสายน้ำสามารถกลืนกินชีวิตผู้คน
ความสิ้นหวังโอบล้อมหัวใจอันโกรธแค้น...ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความหดหู่เศร้าสลด ประโยคของพี่สาวดังก้องในใจทำให้นางหยุดดิ้นรน
‘ข้ารู้ว่าเจ้าต้องเป็นเช่นนี้ ท่านแม่เองก็รู้ว่าเจ้าไม่มีทางไตร่ตรองเรื่องต่างๆ ให้รอบคอบ’
ประโยคนั้นบอกชัดว่าเรื่องที่พี่สาวของนางกระทำ มารดารับรู้และเห็นด้วยอย่างแน่นอน
ทำไมหนอ...ไม่ว่าพี่สาวของนางคิดหรือทำอะไร มารดาล้วนเห็นด้วยและส่งเสริมสนับสนุน ผิดกับนางที่ไม่ว่าทำอะไรมารดาล้วนเห็นเป็นเรื่องไร้สาระและผิดจรรยา
นางเพียงพูดไปตามสิ่งที่คิด นางเพียงอยากเลือกในสิ่งที่ตัวเองปรารถนา นางไม่อยากแต่งงานกับคนที่พี่สาวหลงรัก นางอยากหลีกทางให้ นั่นมิใช่เรื่องถูกต้องหรอกหรือ แล้วเหตุใดพี่สาวจึงทำเช่นนี้...
นึกถึงสีหน้าเย็นชาของบิดายามที่นางบอกเขาว่าไม่มีทางแต่งให้ซูเฉิน นึกถึงมารดาซึ่งบ่นว่านางทำตัวไม่สมกับเป็นบุตรสาวขุนนาง...
‘ท่านพ่อ ท่านแม่...เหตุใดใจร้ายกับข้ายิ่งนัก เพราะอะไร!!!’
โม่อวี๋สะดุ้งผุดตัวขึ้นจากเตียงนอน นางสำลักอากาศและไอถี่ๆ ราวกับตัวเองเพิ่งจมน้ำและผุดขึ้นมาเหนือสระบัวในค่ำคืนนั้นได้
ความทรงจำและความเจ็บปวดในใจฝังลึก กระทั่งสามารถส่งผ่านจากโม่อวี๋ซึ่งเป็นเจ้าของร่างมาถึงหญิงสาว คล้ายกับว่านางรับรู้และถูกกระทำเช่นเดียวกัน
เหงื่อเย็นๆ ซึมออกมาตามไรผมทั้งที่อากาศเย็นสบาย มองออกไปยังหน้าต่างซึ่งแง้มเปิดเล็กน้อย สาวใช้กำลังเดินตรงมายังหน้าประตูห้องของนางเอง
“คุณหนู ท่านตื่นแล้วหรือยังเจ้าคะ” นั่นไม่ใช่เสียงของเสี่ยวชุน คาดว่าเสียงไอของนางคงทำให้สาวใช้ด้านนอกได้ยิน
“เสี่ยวชุนเล่า”
“พี่เสี่ยวชุนถูกเรียกไปที่เรือนหลัก ท่านป้าจูกำลังอบรมนางเรื่องการดูแลคุณหนูในเมืองหลวงเจ้าค่ะ”
ได้ยินดังนั้นโม่อวี๋ก็หรี่ดวงตาลงเล็กน้อย...ดูแลนางในเมืองหลวง? นี่มันเรื่องอะไรกัน!!! “ยามใดแล้ว”
“ยามอู่ แล้วเจ้าค่ะ มื้อเที่ยงข้าน้อยเตรียมเอาไว้แล้ว ท่านจะกินมื้อเที่ยงเลยหรือไม่”
“ท่านแม่เล่า”
“ฮูหยินตื่นแล้วแต่หลังกินมื้อเที่ยงดื่มยาก็หลับไป ฮูหยินสั่งให้ข้าน้อยมาปรนนิบัติคุณหนูให้ดี ทั้งยังบอกให้คุณหนูไม่ต้องกังวลเจ้าค่ะ”
“อืม ยกไปที่สวนด้านข้าง เดี๋ยวข้าจะออกไป”
“ท่านจะล้างหน้าหวีผมหรือไม่เจ้าคะ ให้ข้าน้อย....
“ไม่ต้องข้าทำเองแต่หากเสี่ยวชุนกลับมาแล้วให้นางเข้ามาหาข้า”
“เจ้าค่ะ”
เสียงด้านนอกเงียบไปแล้ว โม่อวี๋ลุกขึ้นและเดินลงจากเตียง นางเดินไปยังอ่างน้ำที่เสี่ยวชุนวางเอาไว้ก่อนหน้านี้ น้ำเย็นทำให้สติของนางแจ่มชัดขึ้นหลังตื่นนอน แต่มือกลับชาวาบจนต้องรีบเช็ดให้แห้ง
“ย่ำแย่ถึงเพียงนี้” นางหัวเราะขื่น
ร่างกายของโม่อวี๋แม้เรียกได้ว่าหายดี แต่ทุกครั้งที่แตะต้องน้ำเย็น ร่างกายของนางมักจะมีอาการเช่นนี้ หากไม่มือเท้าชา ร่างกายก็มักหนาวสั่นราวกับจะไข้ขึ้น แม้ไม่หนักหนาแต่ก็น่าหงุดหงิดใจยิ่งนัก