Chapter 4
Chapter 4
หลังจากสอบและเรียนช่วงเช้าเสร็จ พรปวีณ์มาโรงอาหารของมหาวิทยาลัย หญิงสาวตั้งใจกินข้าวอิ่ม ก็จะไปห้องสมุด รอเวลาเรียนช่วงบ่าย ด้านหน้าโรงอาหารจะมีม้าหิน และโต๊ะไม้ ไว้สำหรับให้นักศึกษานั่งพักผ่อน พรปวีณ์ไม่ได้สนใจนักศึกษาที่นั่งกระจายไปทั่ว จึงไม่ทันมองว่า ชายคนหนึ่งที่นั่งกับกลุ่มเพื่อน เขาหันหลังให้ตน ลุกขึ้นยืนหมุนตัวมาทางพรปวีณ์
ไม่เลย... หัวใจของเธอยังไม่เข้มแข็งพอ
พรปวีณ์ตระหนักถึงความจริงข้อนี้ ในวินาทีที่สบตากับกวินกิตต์ ปราการความเข้มแข็งที่พยายามก่อร่างสร้างขึ้น กลับพังทลายลงอย่างง่ายดาย ราวกับกำแพงปูนยังไม่ทันแห้งสนิทดี ก็ถูกแรงสั่นสะเทือนจู่โจม ภาพความทรงจำอันแสนสุขและแสนสาหัส ประดังประเดเข้ามาในห้วงคำนึง ลามไหลไปถึงหัวใจที่สั่นไหวตามแรงอารมณ์ จนในที่สุดน้ำตาเจ้ากรรมก็รินไหลออกมา ประจานความอ่อนแอให้ชายหนุ่มตรงหน้าเห็นจนหมดสิ้น
กวินกิตต์ยืนนิ่งงันราวกับหุ่นปั้น สายตาคมกริบจับจ้องสตรีที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงสองเมตร ไม่วางตา หัวใจของเขากระตุกวูบ ยามเห็นหยาดน้ำตานั้น เขาเคยย่ามใจว่า ชัยชนะจากแผนการลวงรักครั้งนี้ คือรอยยิ้มและความสะใจ แต่ความจริงกลับตอกหน้าว่าเขาต่างหากคือ ‘ผู้แพ้’ ที่แท้จริง
เสี้ยวความคิดหนึ่งสั่งให้กวินกิตต์เดินเข้าไปเอ่ยคำขอโทษ ทว่าทิฐิกลับรั้งเขาไว้ ชายหนุ่มหวาดเกรงจะเสียหน้าต่อกลุ่มเพื่อน ที่ต่างพากันยกยอชัยชนะของเขา ทว่าในวินาทีนี้เอง น้ำตาของเธอกำลังพังทลายความภาคภูมิใจจอมปลอม ลงอย่างไม่มีชิ้นดี
ขุนพล อติวิชญ์ และมีคุณ ต่างลอบมองอดีตคู่รักสลับกันไป ทุกคนต่างเฝ้ารอว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ทำลายความเงียบนี้ก่อน และเหตุการณ์จะจบลงเช่นไร ทว่าภาพที่ปรากฏกลับดูราวกับฉากในละครรักดราม่า
กวินกิตต์และพรปวีณ์เดินสวนทางกัน ไร้ซึ่งคำทักทาย ไร้ซึ่งคำขอโทษ หรือแม้แต่คำปลอบประโลมใดๆ จากปากผู้กระทำความผิด มีเพียงความว่างเปล่าและกระแสลมแผ่วเบาที่พัดผ่านร่างของคนทั้งคู่ แต่มันกลับเป็นสายลมแห่งความร้าวราน ที่จะกรีดลึกอยู่ในใจของเขาและเธอไปอีกนานแสนนาน
เธอต้องเข้มแข็งให้มากกว่านี้นะพรปวีณ์ ต้องทำให้ดีกว่านี้ ทำให้ดีกว่านี้...
พรปวีณ์ย้ำเตือนตัวเองในใจ ก้าวเดินไปยังโรงอาหารด้วยใจเด็ดเดี่ยว แน่วแน่ว่า รักได้ก็เลิกรักได้ เวลาจะเยียวยาความรู้สึกช้ำๆ ให้กลับมาสดใสในเร็ววัน
15 วันต่อมา
อาชีพเสริมของพรปวีณ์คือ การทำขนมเค้ก วันนี้มีสี่ออเดอร์ที่ต้องทำ คือเค้กวันเกิดสามปอนด์กับสี่ปอนด์ และบราวนี่หน้านิ่ม ดีที่ว่าพรปวีณ์เตรียมตัวไว้ก่อน แพลนงานอย่างดี พอถึงเวลาจึงไม่ยุ่งมาก และวันนี้เธอมีผู้ช่วยมาช่วยทำขนม
“ทำเสร็จไปอย่างนึงแล้ว ก็เหลือแต่เค้ก” เครือวัลย์เพื่อนสนิทตั้งแต่ชั้นประถม อาจพูดได้ว่า ทั้งคู่โตมาด้วยกัน ถูกเลี้ยงด้วยสมพิศ มารดาของเครือวัลย์ มักมาช่วยพรปวีณ์ทำขนมเสมอ และอีกหนึ่งหน้าที่ที่ช่วยพรปวีณ์ทำมาตลอดสามปีคือ ดูแลยายลำดวน สองสาวแบ่งหน้าที่กันทำงาน หลังจากได้เนื้อเค้กตามขนาดที่ต้องการ เครือวัลย์จัดแจงปาดครีม พรปวีณ์จัดการลำดับต่อไปคือ แต่งหน้าเค้ก “ไปส่งเค้กเสร็จ เราไปกินสุกี้กันมั้ย วันนี้ฉันได้เงินพิเศษมาตั้งสามพันแน่ะ ฉลองกันหน่อย”
“แกไม่เก็บไว้บ้างล่ะ ได้มาทีไรชวนไปกินทุกทีเลย”
“เอ้า มีเงินก็กินสิ อีกอย่างนะ เป็นเงินที่ฉันหาได้เอง แล้วฉันก็ชอบกินด้วย ไม่รู้แหละ แกต้องไปกินเป็นเพื่อนฉัน” คนชอบกินมีเหตุผลกล่าวอ้างเสมอ
“ระวังเถอะ กินมากๆ อ้วนเป็นตุ่ม หาแฟนยากนะ” พรปวีณ์แซวกลับ
“ฉันไม่มีก็ได้แฟนน่ะ อยู่เป็นเพื่อนแกไปจนแก่ไง” เครือวัลย์ยิ้มให้เพื่อน ละมือจากงานที่ทำ เดินไปกอดพรปวีณ์ “ฉันรักแกนะ ต่อให้คนทั้งโลกทำร้ายแก แกจำไว้ว่า มีฉันที่ไม่ทำร้ายใจและกายแกแน่นอน”
“ขอบใจนะ ขอบใจแกมากๆ” พรปวีณ์ตอบและกอดกลับ “ฉันไปเอาของตกแต่งเค้กก่อนนะ”
เครือวัลย์ยิ้ม มองตามร่างเพื่อนที่เดินเข้าไปในบ้าน พรปวีณ์เกิดอาการแปลกๆ เธอเวียนหัวทันใด ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีอาการหน้ามืดเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งอาการดังกล่าว พรปวีณ์ไม่เคยเป็นมาก่อน พรปวีณ์จับขอบประตูบ้านไว้กันล้ม เนื่องจากอาการเริ่มหนักขึ้น
“เฮ้ย!” เครือวัลย์ตกใจ รีบวิ่งไปหาคนเป็นลม “เค้ก เค้ก แกเป็นอะไรเค้ก”
เครือวัลย์จัดท่าให้พรปวีณ์นั่งพิงผนังบ้าน ก่อนที่เธอจะรีบวิ่งไปหยิบยาดมมาอังตรงจมูกเพื่อน สักพักกว่าพรปวีณ์รู้สึกตัว
“แกเป็นไงบ้าง ไปหาหมอมั้ย แกไม่เคยเป็นแบบนี้นะ”
“ไหว” น้ำเสียงต่างกับสีหน้าสิ้นเชิง
“แต่ฉันว่าแกไม่น่าไหวนะ ไปหาหมอดีกว่า” เครือวัลย์เป็นห่วงเพื่อนมาก ถึงแม้คนเราย่อมหน้ามืดเป็นลมกันได้ก็เถอะ “ไป ไปหาหมอ”
เครือวัลย์ไม่รอการตอบรับหรือปฏิเสธ เธอประคองพรปวีณ์ไปยังรถของตนหน้าบ้าน เมื่อนั่งประจำที่ เครือวัลย์ขับรถพาคนเป็นลมไปคลีนิคใกล้บ้าน
