บท
ตั้งค่า

13.เดินทาง

ตั้งแต่กลับมาจากคลับอาซูร่า ฉันก็รู้ได้ทันทีว่า ชีวิตต่อจากนี้ของฉันจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ฉันกำลังจะถูกลากเข้าไปในวังวนของพวกคนเลวแน่ๆ แถมถูกแบล็คเมล์ทำให้กลายเป็นหนี้หลายล้าน แล้วยังต้องเอาร่างกายไปชดใช้หนี้ตามที่พวกมันต้องการ

คิดแล้วก็หนาวสยองไปทั้งตัว

ทำยังไงดี ?

แจ้งตำรวจเลยดีไหม ?

แล้วตำรวจเดี๋ยวนี้จะยังเชื่อถือได้แค่ไหนกัน ข่าวคนที่ถูกซ้อมตายที่คลับอาซูร่าฉันก็ไปลองค้นในอินเตอร์เน็ตดูแล้ว สุดท้ายกลายเป็นหาผู้กระทำผิดไม่ได้เพราะกล้องวงจรปิดเสียพอดี

ง่ายเกินไปหรือเปล่า

จากการค้นข้อมูลของคลับอาซูร่า ทำให้ฉันรู้ว่าคลับนี้เป็นแค่ธุรกิจหนึ่งของ บริษัท อาซูร่าโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) บริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติที่ดำเนินธุรกิจหลายอย่าง มีเงินหมุนเวียนในระบบเป็นหมื่นๆล้าน

เจ้าของเป็นนักธุรกิจใหญ่ในเอเชียตะวันออกที่ไม่เปิดเผยตัวตน มีแค่ผู้บริหารระดับสูงเท่านั้นที่มีหน้าลงอยู่ในฟีดข่าว หลายคนมีความข้องเกี่ยวกับธุรกิจมืดที่ดูอันตรายและลึกลับ

แต่ประเด็นมันอยู่ที่คลับอาซูร่าเพิ่งจะเปิดได้ไม่นาน แต่ได้รับความสนใจอย่างมากจนสามารถขยายสาขาไปอีกสิบเจ็ดสาขาทั่วเอเชีย รายได้อู้ฟู่ไม่พอ แถมโฮสต์ดังๆหลายคนก็อิมพอร์ตมาจากหลายประเทศอีกด้วย เพราะมีมาเฟียหนุนหลังนี่เอง

ฉันพยายามเสิร์ชหาตาโฮสต์หน้าหล่อที่หลอกกินฉัน หน้าตาของเขาอย่างไรก็ต้องติดหนุ่มฮอตของคลับอาซูร่าอยู่แล้ว แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ

ไม่มีเลย เป็นไปได้อย่างไร?

หน้าตาหล่อเลิศขนาดนั้น แถมพวกคนในคลับก็ดูเหมือนจะให้ความสำคัญอยู่บ้าง เพราะตอนที่ฉันไปไล่เรียงหาก็มีแต่คนช่วยกันปกปิด อีกอย่างเขาบอกเขามีผู้ช่วย ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเป็นคนที่มีตำแหน่งอยู่ในคลับแน่นอน

เขาเป็นใครกันแน่ ถึงได้กล้าทำกับฉันอย่างนี้

นี่เรียกว่าเป็นการค้ามนุษย์ได้เลยนะ

เขากล้าทำแบบนี้ได้ หรือว่า...

เขาจะเป็นพวก มาเฟีย!!

ฉันนั่งกัดเล็บจนเหมือนพวกโรคจิตหวาดกลัวผู้คน

ตรงหน้าคือกระจกบานใหญ่ที่ฉันเอาไว้ส่องเวลาแต่งตัว ฉันมองเงาสะท้อนของตัวเอง

ก็ไม่ได้อยากหลงตัวเองหรอกนะ แต่ภาพที่สะท้อนออกมา ก็คือผู้หญิงที่สวยมาก โครงร่างเล็กบาง แต่ส่วนที่ควรมีก็ฟูเต็มไม้เต็มมือ ขนาดนั่งแทะเล็บอยู่กับพื้นยังดูดีได้ขนาดนี้

ไม่แปลกเลยที่ฉันจะถูกหมายหัวจากพวกมาเฟีย

หลายปีมานี่ฉันแทบไม่เคยไปไหนมาไหนคนเดียวเลย โดยเฉพาะเวลากลางคืน เพราะพี่วินจะคอยกำชับอยู่ตลอดว่าอย่าไปไหนคนเดียวโดยไม่มีเขา การดูแลของเขาทำให้ฉันไม่เคยระแวงภัยรอบตัวเลยซักครั้ง

นี่ยังไงล่ะ ผลของการไม่ระวังตัวเอง

ผู้หญิงในกระจกจ้องตากับฉัน ในดวงตามีความตื่นตระหนกสะท้อนออกมาอย่างเห็นได้ชัด

ตาโฮสต์นั่นบอกว่าอีกสามวันจะมารับ ไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง

บอกว่าให้เป็นผู้ดูแล ใช้คำให้ดูดีหลอกคน ที่แท้จะจับฉันไปขายตัวใช้หนี้ซะมากกว่า

ไม่ได้การละ ฉันควรจะหนีได้แล้ว จะมานั่งหมดอาลัยตายอยากให้พวกมันมารับถึงที่รึยังไง

ไม่เกินครึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น ฉันที่หอบข้าวของพะรุงพะรังก็วิ่งออกจากคอนโด โยนกระเป๋าเดินทางใบเล็กเข้าไปไว้หลังรถคันเล็กคู่ใจ แล้วบึ่งขับออกไปทันที

ปลายทางคือ รีสอร์ทบนเขาใหญ่ ที่ฉันเคยหนีแม่ไปเที่ยวตอนอยู่มหาลัย เพราะเป็นที่เดียวที่สัญญาณโทรศัพท์ไปไม่ถึง ไม่ว่าใครก็หาฉันไม่เจอแน่ๆ

ฉันรีบต่อสายไปที่หัวหน้างานที่บริษัทเพื่อขอลาหยุดยาว หัวหน้างานของฉันชื่อพี่ตา พี่ตาเป็นหญิงม่ายใจดี และก็ชอบไปเที่ยวบาร์โฮสต์ที่สุด เงินเดือนออกทุกครั้งพี่ตาจะไปละลายความสุขที่นั่นแล้วมาเม้าส์ให้ฟังทุกครั้ง

ดังนั้นความซวยทั้งหมดในตอนนี้ของฉัน ก็น่าจะมาจากพี่ตาด้วยส่วนหนึ่ง ที่เอาแต่เป่าหูฉันว่าผู้ชายในบาร์โฮสต์นั้นแสนดีเพียงใด และทำบัตรเมมเบอร์เข้าคลับอาซูร่าให้ฉันหนึ่งใบด้วยเป็นการช่วยโปรโมตคลับ

วันนั้นฉันถึงเข้าไปในคลับนั้นได้เพราะมีบัตรเมมเบอร์ที่พี่ตาให้

เขาว่าคนเรา ชีวิตจะหักเหอาจเป็นเพราะคนรอบข้างก็ได้ ฉันขอการันตีเลยว่า จริง!

พอวางสายจากพี่ตาที่เข้าอกเข้าใจว่าฉันกำลังมีเรื่องร้อนใจจนต้องขอลางาน พี่ตายังบอกว่าให้ฉันทำใจให้สบายไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องที่ทำงานเลย

งานดีเงินน้อย แต่เพื่อนร่วมงานนิสัยดีงามเหมือนคนในครอบครัว ทำให้ฉันทนทำงานที่นี่ได้หลายปี

ลา ลา ล่า ลา ลา ...

เสียงโทรศัพท์เรียกเข้าดังขึ้นอีกครั้ง ฉันหยิบขึ้นมาดูหน้าจออย่างหวั่นใจ เพราะเกิดวิตกจริตกลัวว่าจะเป็นพวกมาเฟียที่รู้แล้วว่าฉันกำลังจะหนีเลยโทรมาข่มขู่ฉันอีก

แต่หน้าจอโทรศัพท์ขึ้นชื่อ พิมคนสวย เพื่อนสนิทของฉันเอง ฉันรีบกดรับทันที

"หายไปไหนมาห๊ะ รู้มั๊ยเขาตามหากันให้ควั่กทั้งคืนเลย..."

เสียงต่อว่าตามมาอีกยืดยาว และจบลงด้วยคำที่ทำให้ฉันน้ำตาแตกอีกรอบว่า

"รู้มั๊ยว่าทุกคนเป็นห่วง แกอยู่ไหนน่ะพราย"

"ฉะ..ฉันกำลังขึ้นเขาใหญ่"

ฉันตอบพิมด้วยเสียงอู้อี้เพราะพยายามกลั้นสะอื้นลงไป

"เขาใหญ่ !..แกจะไปที่นั่นทำไม แล้วพี่วินรู้รึเปล่า"

"ไม่รู้ แล้วพิมอย่าบอกพี่วินนะว่าเราไปไหน"

"ตายๆๆ ตายแน่ พวกแกทะเลาะกันใช่มั๊ย แกเลยจะหนีเขา"

ฉันเลือกที่จะเงียบ และพิมก็เข้าใจแบบนั้น

"เออ อย่างน้อยก็รู้ว่าแกไม่ได้หายไปไหน แล้วนี่คิดจะกลับเมื่อไหร่ล่ะ"

"คง..ซักพัก"

พิมพูดสั่งสอนฉันเหมือนแม่สอนลูกสาวที่เริ่มมีแฟนครั้งแรกแล้วเกิดทะเลาะกันอีกหลายคำ ถึงยอมวางสายไป

ครั้งนี้ฉันกดปิดเครื่องแล้วตั้งใจขับรถไปดีๆ

มีคำถามมากมายในใจฉัน พิมเป็นเพื่อนที่ฉันสนิทที่สุด และรักมากที่สุด แต่เรื่องภาพแอบถ่ายของพี่วินกับผู้หญิงคนอื่นทำให้ฉันเกิดสงสัยพิมขึ้นมาเป็นคนแรก

ผู้หญิงด้วยกัน และยิ่งเป็นเพื่อนที่สนิทจนรู้ใส้รู้พุงกันทุกอย่าง สายตาที่พิมมองพี่วิน ฉันรู้มาตลอดว่า พิมชอบพี่วิน

พิมเป็นลูกเศรษฐี ฐานะทางบ้านดีหน้าตาก็สวย แต่พิมเลือกที่จะไปเป็นแอร์โฮสเตสเพื่อที่จะได้อยู่ใกล้พี่วิน แม้ฉันจะรู้อย่างนั้นแต่ก็ปล่อยให้พิมทำไป

เพราะรักข้างเดียวมันก็เจ็บพอแล้ว ฉันได้แต่เห็นใจพิมเท่านั้น อีกอย่างพี่วินไม่ได้ชอบพิม เขาเห็นพิมเป็นน้องสาวไม่เคยมองเป็นอย่างอื่น

แต่ตั้งแต่ฉันบอกพิมว่า พี่วินขอฉันแต่งงานแล้ว พิมก็หายไปเลย หลังจากนั้นฉันก็ไม่ได้สนใจอะไรนอกจากตระเวนดูชุดแต่งงาน

จนมีจดหมายไม่มีชื่อผู้ส่งใส่มาในตู้จดหมายคอนโดเมื่อวาน ข้างในซองอัดแน่นไปด้วยภาพถ่ายของพี่วินกับผู้หญิงอีกหลายคน ทำฉันสติแตกจนนำพาให้ชีวิตต้องระเหเรร่อน หนีหัวซุกหัวซุนบุกเข้าป่าอย่างนี้ยังไงล่ะ

หนีไปตั้งสติก่อนก็ดี ทั้งเรื่องโฮสต์มาเฟีย ทั้งเรื่องพี่วิน

ที่หน้าจอรถขึ้นไฟกระพริบเตือนว่าน้ำมันใกล้จะหมด ฉันเลยหาปั๊มที่ใกล้ที่สุดเลี้ยวเข้าไป

เด็กปั๊มรีบวิ่งเข้ามาบริการทันที

"เต็มถังค่ะ"

ฉันพูดแล้วหยิบกระเป๋าสตางค์ใบเล็กออกมา เมื่อเปิดออกข้างในกลับว่างโหรงเหรง มีเพียงเหรียญห้าสิบสตางค์กลิ้งอยู่ก้นกระเป๋าอยู่เหรียญเดียว

ในใจฉันสุดจะเคว้งคว้างจนน้ำตาพาลจะไหลลงมา

ไม่มีตังค์ ?

ได้ไง?

ถึงนึกขึ้นมาได้ว่า เคยมีแบงค์ห้าร้อยอยู่หนึ่งใบ แต่ได้ยัดใส่มือตาโฮสต์มาเฟียนั่นไปแล้ว

โธ่เอ๋ย บัตรเครดิตก็ถูกรูดไปจนเต็มวงเงิน เงินสดก็ให้เขาไปด้วย ไอ้บ้านี่เล่นฉันจนหมดเนื้อหมดตัวจริงๆ ช่างเป็นอริกับดวงชะตาของฉันซะเหลือเกิน

หรือที่เขาว่ากันว่า อายุย่างเข้าเบญจเพสมันแรง จะมีเคราะห์ร้ายถ้าไม่ตายก็ต้องเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันในชีวิต

ฉันรีบพนมมือสวดมนต์ในใจ

เจ้าประคู้น ขอให้ลูกช้างแคล้วคลาดปลอดภัยด้วยเถิด

คำขอยังไม่ทันสัมฤทธิ์ผล เด็กปั๊มก็เดินเข้ามาที่ข้างประตูรถ

"เต็มถัง พันสองครับพี่"

ฉันเลยได้แต่บอกน้องเขาว่า

"รอแป๊บนะคะ"

ฉันรีบกดเปิดโทรศัพท์อีกครั้ง แล้วโทรเข้าบริษัทบัตรเครดิตเพื่อขอเพิ่มวงเงินทันที

พรุ่งนี้เงินเดือนถึงจะออก ทั้งตัวมีเงินแค่ห้าสิบสตางค์ ฉันจะเอาตัวรอดได้ยังไงยังไม่รู้เลย

บทเรียนครั้งนี้สอนให้รู้ว่า ต่อไปนี้ต้องรู้จักรักเงิน อย่าเอาเงินไปให้ใครง่ายๆเด็ดขาด

ขาดผู้ชายไม่ตายหรอก แต่ถ้าขาดเงิน ยังไงก็ตายสถานเดียว

**********

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel