บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 3: เงาสะท้อนในบึงน้ำค้าง

ลมสารทฤดูพัดกรรโชกหอบเอาความหนาวเย็นจากยอดเขาเข้าสู่ "สระน้ำค้าง" บึงน้ำขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยกอหญ้าสูงท่วมหัวและหมอกหนาทึบจนมองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้วกลางอากาศ

เฉินจื่ออวี๋นั่งขัดสมาธิอยู่บนชั้นสูงสุดของหอคอยระฆังเก่าที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางบึง ที่นี่ไม่มีเตาหลอม ไม่มีกลิ่นเขม่า มีเพียงเสียงน้ำหยดกระทบหินและเสียงใบไผ่เสียดสีกัน เย่หลันซวินยืนอยู่ที่ริมระเบียง สายตาของเขาทอดมองลงไปในความว่างเปล่าของสายหมอก ใบหน้าที่เคยดุดันบัดนี้ดูเคร่งเครียดและระแวดระวังกว่าปกติ

"เจ้าแน่ใจหรือว่าการมาที่นี่จะทำให้ซ่อมพัดได้สำเร็จ"

เย่หลันซวินเอ่ยถามโดยไม่หันกลับมามอง น้ำเสียงของเขากระด้างและเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจในแผนการของหญิงสาว

จื่ออวี๋ไม่ได้ตอบในทันที นางกำลังใช้ปลายนิ้วลูบไล้ไปตามซี่โครงของพัดที่เริ่มถูกประกอบเข้าด้วยกันอย่างช้า ๆ ทว่าสิ่งที่นางให้ความสนใจไม่ใช่เนื้อไม้ แต่เป็น 'กลิ่น' ที่ลอยมาจากเสื้อผ้าของเหล่าองครักษ์ตระกูลเย่ที่ยืนอารักขาอยู่ด้านล่างหอคอย มันคือกลิ่น 'หญ้าครึ่งเสี้ยว' สมุนไพรหายากที่มีฤทธิ์ทำให้เลือดไม่แข็งตัว ซึ่งมักถูกใช้โดยนักฆ่าในแถบชายแดนใต้เพื่อทาที่ปลายลูกศร

นางเริ่มตระหนักถึงความจริงที่น่าสะพรึงกลัว ศัตรูไม่ได้อยู่ภายนอก แต่มันแฝงตัวอยู่ในกลุ่มคนที่เย่หลันซวินไว้ใจที่สุด

การตัดสินใจใหม่เกิดขึ้นในห้วงความคิดที่เยือกเย็น จื่ออวี๋หยิบผ้าสีดำสนิทที่ลงอาคมจากน้ำหมึกสกัดไม้กฤษณาขึ้นมา แล้วค่อย ๆ พันรอบดวงตาของตนเองจนมืดสนิท

"คุณชาย... ตั้งแต่ตอนนี้ไป ข้าจะไม่ใช้ดวงตามองโลก แต่ข้าจะใช้ 'หู' ของข้าซ่อมพัด และซ่อมความปลอดภัยให้ท่าน"

"เจ้าทำบ้าอะไร ปิดตาตัวเองในเวลาที่ศัตรูอาจบุกมาถึงเมื่อไหร่ก็ได้เนี่ยนะ" เย่หลันซวินหันกลับมากระชากข้อมือจื่ออวี๋ด้วยความโกรธ

"ดวงตามักลวงเราด้วยภาพที่อยากเห็น แต่หูจะบอกความจริงที่โลกพยายามซ่อนเจ้าค่ะ" จื่ออวี๋เอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งขรึมประดุจผิวน้ำในบึง

"ท่านรู้ไหมว่าทำไมองครักษ์ของท่านถึงเดินจงกรมไม่เป็นจังหวะในคืนนี้ เพราะหนึ่งในนั้นกำลังส่งรหัสลับผ่านเสียงฝีเท้าให้คนที่อยู่กลางบึงน้ำ"

"ความไว้ใจเปรียบเสมือนเครื่องแก้วที่ใสสะอาดที่สุด แต่เมื่อมันร้าวเพียงนิด... ภาพที่สะท้อนออกมาจะบิดเบี้ยวจนเราไม่สามารถแยกแยะได้อีกต่อไปว่าใครคือมิตรหรือศัตรู"

ความเงียบในหอคอยระฆังทวีความบีบคั้นขึ้นเมื่อจื่ออวี๋จมดิ่งลงสู่โลกแห่งเสียง นางได้ยินเสียงการไหลเวียนของกระแสเลือดในกายของเย่หลันซวิน ได้ยินเสียงฟันเฟืองของพัดที่กำลังสั่นไหวตอบรับกับความชื้น และที่สำคัญที่สุด... นางได้ยินเสียงการง้างคันศรไม้ไผ่ที่ซ่อนอยู่ในกอหญ้าเบื้องล่าง

"ก้มลง" จื่ออวี๋ตะโกนพลางกระชากชายเสื้อของเย่หลันซวินให้หมอบลงกับพื้นหิน ทันทีที่ร่างของเขาแนบลง ลูกศรอาบยาพิษสามดอกก็พุ่งผ่านตำแหน่งที่ศีรษะของเขาเคยอยู่ไปปักลงบนเสาไม้เสียงดังฉึก

เย่หลันซวินเบิกตากว้าง ความสับสนถาโถมเข้าใส่เขาประดุจพายุ เขาเป็นนักรบ เป็นผู้นำ แต่บัดนี้เขากลับต้องตกเป็นผู้ตามหญิงสาวที่ปิดตาตัวเอง

"พวกมันมาแล้วใช่ไหม" เขาชักกระบี่หยกออกมาเตรียมปะทะ ทว่าจื่ออวี๋กลับคว้ามือกุมดาบของเขาไว้

"ห้ามออกไปเจ้าค่ะ" นางสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด

"หมอกด้านล่างคือกับดัก หากท่านออกไป ท่านจะมองไม่เห็นทาง และจะถูกรุมสังหารในที่มืด ท่านต้องเป็น 'มือ' ให้ข้า และข้าจะเป็น 'ตา' ให้ท่าน"

พฤติกรรมของจื่ออวี๋เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน นางไม่ได้มีความอ่อนหวานหรือขี้เล่นเหมือนตอนอยู่ในร้านซ่อมอีกต่อไป แต่นางกลายเป็นขุนพลที่ควบคุมหมากทุกตัวผ่านโสตประสาท

นางเริ่มสั่งการให้พระเอกขยับซ้ายขยับขวาเพื่อหลบหลีกคมอาวุธที่พุ่งมาจากทุกทิศทาง ทุกครั้งที่นางบอกตำแหน่ง เย่หลันซวินจะตวัดกระบี่ทำลายลูกศรหรือสังหารศัตรูที่ลอบเข้ามาได้แม่นยำประหนึ่งเทพสงคราม

"สี่นาฬิกา... สามก้าว... ฟันเฉียงขึ้น"

"สิบนาฬิกา... หมอบ... แทงข้างหลัง"

บทสนทนาระหว่างพวกเขาเปลี่ยนเป็นชุดคำสั่งที่สั้นและกระชับ ความสัมพันธ์ถูกหลอมรวมผ่านความตายที่จ่อคอหอย เย่หลันซวินเริ่มรู้สึกถึงความเชื่อใจในรูปแบบใหม่ มันไม่ใช่ความเชื่อใจในอำนาจ แต่มันคือการยอมรับว่าชีวิตของเขาอยู่ในกำมือของสตรีผู้นี้อย่างสมบูรณ์

"ในยามที่แสงสว่างดับสูญ ผู้ที่นำทางเราได้ดีที่สุดไม่ใช่ผู้ที่มีดวงตาสว่างไสว แต่คือผู้ที่คุ้นชินกับความมืดมิดและกล้าเดินไปบนขวากหนามโดยไม่หวั่นเกรงต่อบาดแผล"

ท่ามกลางเสียงการต่อสู้ที่รุนแรง จื่ออวี๋ได้ยินเสียงหนึ่งที่ทำให้หัวใจของนางกระตุกวูบ มันคือเสียงสั่นสะเทือนของ 'ระฆังทองเหลือง' เล็ก ๆ ที่ติดอยู่กับด้ามดาบขององครักษ์คนสนิทของเย่หลันซวิน... เสียงนั้นไม่ได้ดังออกมาจากการต่อสู้ แต่มันดังมาจากทางเดินลับด้านหลังหอคอย

"คุณชาย... คนทรยศอยู่ใกล้ท่านกว่าที่คิด" จื่ออวี๋กระซิบขณะที่นางยังคงปิดตา

"เขากำลังจะเข้าทางประตูหลัง"

เย่หลันซวินนิ่งงันไปครู่หนึ่ง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความปวดร้าว

"เป็นไปไม่ได้... เขาอยู่กับข้ามาสิบปี" ทว่าความจริงมักโหดร้ายเสมอ เมื่อบานประตูหลังถูกถีบออก เผยให้เห็นรองแม่ทัพคนสนิทที่ถือดาบอาบเลือดก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม

"คุณชาย... ท่านไม่ควรซ่อมพัดใบนั้นเลย มันควรจะพังทลายไปพร้อมกับความลับของราชวงศ์"

เย่หลันซวินต้องตัดสินใจสังหารคนสนิทด้วยมือตนเองเพื่อปกป้องจื่ออวี๋ ความสูญเสียครั้งนี้ทำลายกำแพงสุดท้ายในใจของเขา เขาไม่ได้สู้เพื่อหน้าที่อีกต่อไป แต่เขาสู้เพราะเขารู้แล้วว่า 'โลกนี้ไม่มีที่ปลอดภัยยกเว้นข้างกายหญิงสาวคนนี้'

หลังจากการต่อสู้สิ้นสุดลง ท่ามกลางซากศพและกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งกลางบึงน้ำค้าง เย่หลันซวินค่อย ๆ ยื่นมือที่สั่นเทาไปแเกะผ้าปิดตาให้จื่ออวี๋ เมื่อดวงตาของนางเปิดขึ้นอีกครั้ง นางเห็นชายผู้สูงศักดิ์ที่บัดนี้ดูแตกสลายและโดดเดี่ยวที่สุดในโลก

"ข้าไม่เหลือใครแล้วจื่ออวี๋... นอกจากเจ้า"

เขาพึมพำ น้ำเสียงแฝงไปด้วยความเว้าวอนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

จื่ออวี๋มองดูเขาด้วยความเวทนา นางยื่นมือไปเช็ดคราบเลือดที่แก้มของเขาเบา ๆ

"ท่านยังมีข้าเจ้าค่ะ... และพัดใบนี้ที่กำลังจะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง รอยร้าวในใจท่าน ข้าจะซ่อมมันเอง แม้ต้องใช้ชีวิตของข้าเป็นกาวประสานก็ตาม"

หลังจากนี้ทั้งคู่ต้องเข้าสู่การหลบหนีและหาทางแก้แค้นโดยไม่มีกองกำลังหนุนหลังอีกต่อไป ทั้งคู่ต้องกลายเป็น 'เงา' ที่อาศัยอยู่ใต้เงาของกันและกัน

"บางครั้งชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ได้มาจากการกำจัดศัตรูนับหมื่น... แต่มาจากการกล้ายืนเคียงข้างใครสักคนในวันที่เขาสูญเสียทุกอย่างแม้กระทั่งความเชื่อมั่นในตัวเอง"

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel