ตอนที่ 2: เพลิงชำระเกียรติยศ - 2
"เหตุใดช่างอย่างเจ้าถึงต้องมาลำบากในห้องมืดที่ไร้แสงตะวันเช่นนี้" เย่หลันซวินถาม เสียงของเขาแหบพร่าจากพิษควัน แต่ยังแฝงไปด้วยความสงสัย
"ด้วยฝีมือระดับนี้ เจ้าสามารถเข้าวังเป็นช่างหลวง มีข้าทาสบริวารล้อมรอบได้ไม่ยาก"
จื่ออวี๋ชะงักมือเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นมองเขาผ่านควันไฟ
"เพราะในวังหลวง ทุกอย่างถูกซ่อมแซมเพื่อปิดบังความจริงเจ้าค่ะ ของที่พังถูกทำเป็นของใหม่ ของปลอมถูกทำให้ดูเหมือนของจริง แต่ที่นี่... ข้าซ่อมเพื่อให้คน 'ยอมรับ' รอยร้าว ข้าต้องการซ่อมความจริง ไม่ใช่ซ่อมหน้าตา" นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา
"เหมือนที่ท่านกำลังซ่อมพัดใบนี้ ไม่ใช่เพื่อเอาไปประดับบารมี แต่เพื่อกู้คืนความเป็นมนุษย์ที่ท่านทำหายไปในกองเลือดของใครบางคนใช่หรือไม่?"
คำพูดนั้นประดุจค้อนที่ทุบลงบนใจของเย่หลันซวิน เขาหยุดมือไปพริบตาเดียวก่อนจะรีบกวนต่อ
"เจ้าพูดมากเกินไปแล้วช่างเฉิน..."
บรรยากาศในห้องใต้ดินเริ่มตึงเครียดขึ้นเมื่ออุณหภูมิของยางไม้ถึงจุดวิกฤต จื่ออวี๋เดินเข้าไปใกล้เย่หลันซวินจนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากร่างกายของเขา นางยื่นมือที่เปื้อนคราบเขม่าไปแตะที่ขอบถัง
"พอแล้วเจ้าค่ะ"
เย่หลันซวินปล่อยพายเหล็กร่วงลงกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น เขาทรุดกายลงนั่งบนม้านั่งอย่างหมดแรง อกที่กว้างสั่นไหวตามแรงหายใจหอบ จื่ออวี๋ไม่ได้ส่งน้ำให้เขา แต่นางกลับหยิบเศษพัดชิ้นที่นางเพิ่งเจียระไนเสร็จมาวางไว้ในฝ่ามือที่สั่นเทาของเขา
"ท่านลองสูดกลิ่นมันดูอีกครั้งสิเจ้าคะ"
เย่หลันซวินทำตามอย่างว่างเปล่า ทันทีที่กลิ่นกฤษณาเพลิงที่ถูกกระตุ้นด้วยความร้อนเข้าสู่โสตประสาท เขากลับรู้สึกถึงความขมปร่าที่รุนแรงจนต้องสำลัก
"นี่มัน... กลิ่นคาว... เหมือนกลิ่นศพ"
จื่ออวี๋หรี่ตาลง "นั่นแหละคือความจริง พัดใบนี้ไม่ได้พังเพราะการลอบสังหารธรรมดา แต่มันถูกเคลือบด้วย 'ยาพิษสลายประสาทรส' ของกลุ่มกบฏชายแดนใต้ พ่อของข้า... เคยเป็นช่างหลวงที่ค้นพบความลับนี้ในเครื่องเสวยของอดีตฮ่องเต้ และนั่นคือเหตุผลที่ครอบครัวของข้าถูกฆ่าล้างตระกูลจนเหลือเพียงข้าที่หนีมาอยู่ในตรอกโคมหอม"
แววตาของเย่หลันซวินเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือก
"เจ้ากำลังบอกว่า... การที่ข้าสูญเสียรสชาติไป ไม่ใช่อาการทางจิต แต่เป็นเพราะข้าถูกพิษผ่านพัดใบนี้"
"ใช่เจ้าค่ะ และพัดใบนี้คือ 'หลักฐาน' ชิ้นเดียวที่เหลืออยู่ หากข้าซ่อมมันจนเสร็จ กลไกที่ซ่อนอยู่ในรอยแยกจะเปิดเผยรายชื่อผู้ที่สั่งปรุงพิษนี้"
จื่ออวี๋ก้าวเข้าไปประชิดตัวเขาจนหน้าผากเกือบจรดกัน
"บัดนี้ชีวิตของข้าตกอยู่ในอันตรายกว่าเดิมร้อยเท่า เพราะข้ากำลังซ่อมอาวุธที่จะทำลายล้างขุนนางกบฏทั้งราชสำนัก ท่านกล้าพอจะเดิมพันชีวิตที่เหลืออยู่เพื่อคุ้มครองช่างกระจอก ๆ อย่างข้าไหม หรือท่านจะเลือกเดินออกไปตอนนี้ แล้วปล่อยให้รสชาติชีวิตของท่านตายไปพร้อมกับความขลาดเขลา"
"ความรักที่เกิดท่ามกลางเพลิงแค้น คืออัญมณีที่สวยงามที่สุดแต่ก็แหลมคมที่สุด... มันพร้อมจะบาดมือผู้ที่พยายามจะครอบครองมันจนถึงกระดูก"
เย่หลันซวินหัวระออกมาเบา ๆ มันเป็นเสียงหัวเราะที่น่าขนลุกประดุจเสียงฉีกกระชากของแผ่นน้ำแข็ง เขาคว้าข้อมือของจื่ออวี๋ไว้แน่น แรงบีบนั้นมหาศาลจนนางนิ่วหน้า
"ข้าบอกเจ้าแล้วไง... ข้าไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว หากเจ้าเป็นกุญแจที่จะเปิดประตูคุกที่ขังข้าไว้ ต่อให้เจ้าเป็นนางมารร้ายข้าก็จะรักษาชีวิตเจ้าไว้ให้ได้"
เขาหยิบมีดสั้นที่ซ่อนอยู่ที่ข้อเท้าออกมากรีดลงบนฝ่ามือของตนเอง เลือดสีแดงฉานไหลย้อยลงสู่ยางไม้ที่เริ่มแข็งตัว
"นี่คือพันธสัญญาของตระกูลเย่ หากใครหน้าไหนก้าวข้ามธรณีประตูร้านนี้เพื่อมาทำร้ายเจ้า ข้าจะทำให้มันไม่มีโอกาสแม้แต่จะเหลือกระดูกไปฝังที่สุสานบรรพบุรุษ"
พฤติกรรมของเย่หลันซวินเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาเลิกวางมาดเป็นขุนนางผู้สูงส่ง แต่กลายเป็นนักรบที่เต็มไปด้วยรังสีสังหาร เขาเดินขึ้นไปบนโถงร้านและสั่งการองครักษ์ให้ปิดล้อมตรอกโคมหอมทันทีโดยไม่สนว่าจะเป็นการแหกกฎของเมืองหลวงหรือไม่
จื่ออวี๋มองตามแผ่นหลังที่กว้างใหญ่นั้นไป นางรู้สึกถึงความปลอดภัยที่มาพร้อมกับความตาย นางรู้ดีว่าการดึงเขาเข้ามาพัวพันคือการตัดสินใจที่เสี่ยงที่สุด แต่มันคือทางเดียวที่จะซ่อมแซมความยุติธรรมให้ครอบครัวนางได้
"คุณชายรอง... ท่านลืมรสชาติของสุราไปแล้วหรือยังเจ้าคะ" นางถามไล่หลัง
เย่หลันซวินหยุดนิ่งที่หน้าประตู
"ข้าลืมไปแล้ว... แต่ถ้าเจ้าซ่อมมันสำเร็จ ข้าสัญญาว่าสุราจอกแรกที่ข้าดื่ม จะเป็นสุราที่เจ้ารินให้ที่ร้านนี้"
ในคืนนั้น ท่ามกลางเสียงไฟที่มอดดับในเตาหลอม ทั้งคู่นั่งเคียงข้างกันในความมืดที่เงียบงัน มือของจื่ออวี๋แตะลงบนแผลที่ฝ่ามือของพระเอกเบา ๆ เพื่อทายาสมุนไพรให้ ความเย็นของยาและความร้อนของแผลประทะกันประดุจความสัมพันธ์ของคนสองคนที่เริ่มต้นด้วยความแค้น แต่กำลังถูกหลอมรวมด้วยโชคชะตาที่บิดเบี้ยว
"ในโลกที่คำลวงหอมหวานกว่าความจริง การได้รับรสชาติของ 'ความเจ็บปวด' ร่วมกับใครสักคน... อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความผูกพันที่ตัดกันไม่ขาดไปชั่วชีวิต"
