บทที่ 42
แม่นมเติ้งกล่าวว่า “เรื่องนี้บ่าวยังตรวจสอบไม่กระจ่างดี ขอเวลาอีกสักระยะเจ้าค่ะ”
“แต่ผู้ที่รู้เรื่องต่างก็พูดกันว่า เหมยเสวี่ยเป็นสาวน้อยร่าเริงแจ่มใสและเอาใจใส่ผู้อื่น แถมยังพูดอีกว่า เดิมทีอีกเพียงหนึ่งปีก็น่าจะครบสัญญาและออกจากจวนไปได้แล้ว แต่จู่ๆ กลับกลายมาเป็นคนข้างกายของคุณชายใหญ่เสียอย่างนั้น”
ฮูหยินเฒ่าเผยโกรธจนแทบไม่อยากเอ่ยวาจาอีกต่อไป
บ่าวสัญญาจ้าง!
เหมยเสวี่ยผู้นี้ กลับเป็นบ่าวสัญญาจ้าง!
บ่าวหญิงที่เป็นเพียงลูกจ้างกลับมาตายอยู่ในเรือนของนายจ้าง แต่ทั้งจวนสกุลหลี่กลับยังสามารถปิดข่าวเอาไว้ได้อย่างมิดชิดถึงเพียงนี้!
แม้แต่ข่าวลือเพียงนิด ตนก็ยังไม่เคยได้ยินมาก่อน
สำหรับเรือนสกุลใหญ่โตเช่นนี้ หากยังมิทันเข้าพิธีแต่งงานก็มีบุตรนอกสมรสเสียก่อน เช่นนั้นย่อมกลายเป็นขี้ปากชาวบ้านอย่างไม่ต้องสงสัย
ยิ่งไปกว่านั้น หากยังมิได้แต่งงานก็มีบุตรนอกสมรสเสียก่อน เช่นนี้ย่อมยากจะกล่าวถึงการแต่งเข้าตระกูลดีๆ ได้อีก
เพราะฉะนั้น เรื่องเช่นนี้ โดยทั่วไปแล้วมักจะจบลงด้วยยาต้มขับเลือดหนึ่งถ้วย ลบล้างเด็กน้อยที่ไม่สมควรจะถือกำเนิดขึ้นมาก่อนผู้นั้นไปเสียก็เป็นอันใช้ได้
แต่การที่ต้องแลกด้วยสองชีวิตในคราวเดียวเช่นนี้ ถือเป็นผลลัพธ์อันโหดเหี้ยมที่หาได้ยากยิ่งในโลก!
หากเรื่องแพร่งพรายออกไป ยังจะมีผู้ใดกล้าแต่งเข้าสกุลนี้อีกเล่า?
ปีนี้หลี่เค่อชวนก็อายุยี่สิบแล้ว หนึ่งปีก่อนเคยมีการตกลงหมั้นหมายคู่ครองคนหนึ่งไว้ หากนางจำไม่ผิด ก็คือคุณหนูสกุลชุยจากฝูเจี้ยน
ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองตระกูลได้ตกลงกันไว้แล้วว่าจะจัดพิธีแต่งงานในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิของปีหน้า
ตระกูลชุยเป็นสกุลขุนนางผู้ดีที่สืบเชื้อสายมาหลายชั่วอายุคน แม้ในยามนี้จะเริ่มมีเค้าลางแห่งความตกต่ำ ทว่าในราชสำนักก็ยังมีสมาชิกในตระกูล ดำรงตำแหน่งอยู่ไม่น้อย
ตระกูลหลี่ของพวกเขาเป็นเพียงขุนนางหน้าใหม่ ส่วนสกุลชุยนั้นคือสกุลขุนนางเก่าแก่แห่งราชสำนักโดยแท้
ตระกูลหลี่ย่อมถือเป็นฝ่ายที่ได้เอื้อมแตะฟ้า หากสามารถเกี่ยวดองกับสกุลสูงศักดิ์เช่นนี้ได้
ฉะนั้นหากตระกูลชุยล่วงรู้ความลับอันดำมืดในอดีตของหลี่เค่อชวน เรื่องแต่งงานของเขาย่อมไม่อาจรักษาไว้ได้แน่!
อีกทั้ง หากถูกตระกูลชุยถอนหมั้นแล้ว เขายังจะมีสิทธิ์หาคู่หมั้นหมายดีๆ ได้อีกหรือ?
หากชื่อเสียงย่อยยับแล้วไซร้ ต่อจากนี้ไปบนเส้นทางขุนนางก็ย่อมยากจะก้าวหน้า
หรือว่านี่จะเป็นการล้างแค้นของลั่วเอ๋อร์?
ฮูหยินเฒ่าเผยหัวเราะออกมาเสียงดัง
“ดูท่า ลั่วเอ๋อร์จะเลือกฆ่าคนด้วยมีดทื่อเสียแล้ว”
“แต่การใช้มีดทื่อเฉือนช้าๆ นั้น เจ็บปวดอย่างที่สุดจริงๆ และนางก็รู้ดีว่าจะฟาดงูให้ตาย ต้องตีให้ถูกจุด”
“เช่นนั้นก็ปล่อยให้นางทำตามใจเถิด เจ้าเพียงทุ่มเทช่วยเหลือนางให้ถึงที่สุดก็พอ”
แม่นมเติ้งตอบว่า “เจ้าค่ะ บ่าวจะทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วยเหลือคุณหนูอย่างสุดความสามารถ”
หลี่ชิงลั่วพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บราวครึ่งเดือน ก็ถือว่าหายดีเกือบหมดแล้ว
ตลอดช่วงเวลานี้ นอกจากนางต้องทายาขจัดรอยแผลเป็นทุกวัน ยังต้องกินยาเพื่อผิวขาว และทาครีมบำรุงผิวทั้งเช้าและเย็นโดยไม่เว้นแม้แต่วันเดียว”
ผิวหน้าของนางก็ค่อยๆ กระจ่างใสขึ้นทีละน้อย จนสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า
แม้กระทั่งสองมือที่เคยหยาบกร้าน บัดนี้ก็เริ่มนุ่มละมุนขึ้นมาบ้างแล้ว
หลังจากหลี่ชิงลั่วฟื้นตัวดีแล้ว เดิมทีฮูหยินเฒ่าเผยตั้งใจจะจัดตารางเรียนงานฝีมือสตรีและวิชาดนตรีฉบับเร่งด่วนให้กับนาง แต่คิดไม่ถึงว่าหลี่ชิงลั่วจะไปขอร้องนาง บอกว่าอยากเรียนวิธีป้องกันตัวเสียอย่างนั้น
ฮูหยินเฒ่าเผยเองก็คลุกคลีอยู่กับหอกดาบมาทั้งชีวิต ย่อมไม่อาจห้ามหลี่ชิงลั่วไม่ให้เรียนรู้สิ่งหยาบกร้านพวกนี้ได้อยู่แล้ว
แม้ปากนางจะบอกว่าไม่ชอบ แต่ในใจกลับปลื้มปริ่มราวดอกไม้ผลิบาน
ช่างสมกับเป็นหลานแท้ๆ ของเผยซิ่วเจิน นิสัยเหมือนนางไม่มีผิด!
แต่คนข้างกายฮูหยินเฒ่าเผยที่เหมาะจะสอนหลี่ชิงลั่วนั้น ล้วนเป็นแม่นมชรากันไปหมดแล้ว นางจึงตัดสินใจหาอาจารย์หญิงที่เชี่ยวชาญศิลปะการต่อสู้จากข้างนอกมาสอนให้เสียเลย
ด้วยเหตุนี้ ในแต่ละวันของหลี่ชิงลั่วจึงเริ่มยุ่งวุ่นวายขึ้นมาอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
นอกจากฝึกคัดอักษรกับอ่านตำราแล้ว นางยังต้องฝึกฝนยุทธวิธีทั้งสิบแปดแขนงอีกด้วย
โชคยังดีที่นางมีสายเลือดของฮูหยินเฒ่าเผยอย่างแท้จริง เรื่องวรยุทธ์จึงพอมีพรสวรรค์อยู่บ้าง
หลี่ชิงลั่วเรียนรู้ได้รวดเร็วยิ่งนัก เพียงไม่ถึงหนึ่งเดือนก็เริ่มเห็นความก้าวหน้า ถึงขั้นสามารถฝึกซ้อมต่อสู้กับเชวี่ยเอ๋อร์ได้แล้ว
เมื่อฮูหยินเฒ่าเผยได้ยินดังนั้นก็รู้สึกยินดียิ่งนัก จึงมาเยี่ยมหลี่ชิงลั่วที่เรือนหงเฟิงด้วยตนเอง
“เป็นอย่างไรบ้าง? หากตอนนี้อยากเรียนดีดพิณ วาดภาพ เล่นหมากรุก จัดดอกไม้ หรือแต่งบทกวีก็ยังไม่สายเกินไปหรอกนะ”
เมื่อเห็นว่าท่านย่ามา หลี่ชิงลั่วก็ดีใจจนโยนดาบในมือทิ้ง แล้วรีบวิ่งเข้าไปคล้องแขนอีกฝ่ายทันที
“ท่านย่า! ท่านก็อย่าหลอกให้หลานไปเรียนอะไรที่ทำให้ปวดหัวพวกนั้นอีกเลยเจ้าค่ะ แค่เห็นลายพิณข้าก็แทบจะหลับ ส่วนหมากรุกพอจะนั่งนิ่งๆ ได้บ้าง แต่เรื่องจัดดอกไม้กับแต่งบทกวีนั้น ขอเว้นไว้เถิดเจ้าค่ะ!”
ฮูหยินเฒ่าเผยหัวเราะ ‘ฮ่าๆ’ ออกมาเมื่อได้ยินเช่นนั้น ขณะเดียวกันก็อดไม่ได้ที่จะเอานิ้วจิ้มหน้าผากหลี่ชิงลั่วอย่างเอ็นดูพลางกล่าวว่า “เจ้านี่นะ! ช่างเถอะ ขอแค่เจ้าหัดเขียนตัวหนังสือยึกยักอย่างกับหนอนไหมพวกนั้นให้เป็นตัวเป็นตนได้ ข้าก็ปลื้มใจมากแล้วล่ะ”
เชวี่ยเอ๋อร์รีบเข้าไปในห้อง แล้วนำตัวหนังสือที่หลี่ชิงลั่วเขียนในช่วงหลังนี้ มาให้ฮูหยินเฒ่าเผยตรวจดู
เมื่อดูเสร็จ ฮูหยินเฒ่าเผยก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
แววตาที่มองไปยังหลี่ชิงลั่วนั้นก็เปี่ยมด้วยความชื่นชมและปลื้มใจมากยิ่งขึ้น
“ลั่วเอ๋อร์ ดูท่าว่าสิ่งใดที่เจ้าตั้งใจจะทำ ก็ล้วนแต่ทุ่มเททั้งใจให้กับมันจริงๆ”
เมื่อหลี่ชิงลั่วได้ยินถ้อยคำของท่านย่า ก็ไม่กล้าลำพองใจ
นางประคองฮูหยินเฒ่าเผยให้นั่งลง จากนั้นก็ชงชาและยกมาให้ด้วยตนเอง
“ท่านย่า เป็นเพราะแบบฝึกเขียนอักษรที่ท่านมอบให้หลานแท้ๆ หลานถึงพอจะเขียนออกมาเป็นตัวเป็นตนได้บ้าง แต่หากเทียบกับท่านแล้วยังห่างไกลนัก ขอท่านย่าช่วยกำกับดูแลลั่วเอ๋อร์ต่อไปด้วยเถิดเจ้าค่ะ”
ฮูหยินเฒ่าเผยตบมือของนางเบาๆ “เด็กดี เดือนหน้าย่าจะหาอาจารย์หญิงมาให้เจ้าอีกคน ถึงเวลาที่เจ้าจะต้องเก็บความรู้ที่เคยขาดตกบกพร่องไป กลับขึ้นมาเรียนใหม่ให้หมดแล้ว”
หลี่ชิงลั่วแปลกใจไม่น้อย นี่ท่านย่ายังจะหาอาจารย์มาสอนหนังสือให้นางอีกหรือ?
“ท่านย่า ในโลกนี้มิใช่สอนกันว่าหญิงไร้ความรู้คือคุณธรรมหรือเจ้าคะ? ลั่วเอ๋อร์ยังคิดว่า แค่ฝึกเขียนตัวหนังสือให้ออกมาดีได้ ก็คือขีดจำกัดสูงสุดของความรู้ที่สตรีพึงมีแล้วเสียอีก”
ก็ไม่อาจโทษหลี่ชิงลั่วที่คิดเช่นนี้
ด้วยสภาพแวดล้อมที่นางเติบโตมานั้นจำกัดนัก รอบตัวไม่มีหญิงใดเคยได้เรียนหนังสือเลยแม้แต่คนเดียว
แม้แต่หลี่ชิงจูเอง ตามที่หลี่ชิงลั่วรู้มา นอกจากตัวหนังสือที่เขียนได้ไม่เลวแล้ว นางก็ไม่เคยเรียนในสำนักศึกษาหญิงอย่างเป็นทางการมาก่อน
ฮูหยินเฒ่าเผยโอบหลี่ชิงลั่วเข้ามาในอ้อมแขนด้วยความเจ็บปวดใจ “ลั่วเอ๋อร์ ในถ้อยคำประโยคนี้มีความหมายแฝงอยู่ เจ้ารู้หรือไม่?”
“หญิงสาว แม้จะไม่มีความสามารถ ก็ต้องมีคุณธรรมอันดี”
“แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหญิงเราจะไม่ต้องเรียนหนังสือเสียทีเดียว”
“ในเมืองจินหลิงนั้น หญิงสาวตระกูลสูงศักดิ์คนไหนบ้างที่ไม่มีบทกวีตำราติดตัว? ย่าอยากให้เจ้าเรียนหนังสือ ไม่ใช่หวังให้เจ้าเป็นหญิงเก่งหรือสอบได้ตำแหน่งอันใด”
“ย่าอยากให้เจ้าอาศัยความรู้ในหนังสือ เพื่อเข้าใจความถูกผิด แยกแยะผิดชอบชั่วดี และตื่นรู้ว่าหนทางบนโลกนี้มีจุดเริ่มต้นจากที่ไหน และควรมุ่งไปสู่หนใด!”
“อย่าได้เป็นคนโง่เขลาเบาปัญญาที่ใช้ชีวิตอย่างมืดบอด”
“เพียงแต่ช่วงนี้เจ้าก็เหน็ดเหนื่อยมากอยู่แล้ว หากจะให้เรียนหนังสือเพิ่มอีก ข้าก็กลัวว่าเจ้าจะรับไม่ไหว เจ้าคิดเห็นเช่นไร ยินดีจะเรียนหรือไม่?”
เมื่อหลี่ชิงลั่วได้ฟังถ้อยคำนั้นของฮูหยินเฒ่าเผย ในใจพลันรู้สึกสั่นไหวอย่างรุนแรง หัวใจที่ขุ่นมัวราวกับแจ่มกระจ่างขึ้นมาไม่น้อย
“หลานยินดีเจ้าค่ะ ท่านย่า!”
“อีกอย่างนะเจ้าคะท่านย่า ลั่วเอ๋อร์ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลย! ท่านย่าไม่รู้หรอกว่า ตอนนี้แต่ละวันของหลานเต็มเปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจเพียงใด หลานไม่ต้องขึ้นเขาไปเก็บผัก ไม่ต้องเก็บฟืน ไม่ต้องลงนา และไม่ต้องทำงานจิปาถะอะไรในบ้านอีกแล้ว”
“ตอนนี้หลานได้ทำในสิ่งที่ตนเองอยากทำ ได้เติมเต็มตนเอง ทำให้ตนเองกลายเป็นคนที่ตนอยากเป็นจริงๆ เช่นนี้แล้วจะให้หลานรู้สึกว่าเหน็ดเหนื่อยได้อย่างไรกัน?”
“ท่านย่าไม่รู้หรอกเจ้าค่ะว่าหลานดีใจแค่ไหน ที่ได้รับการสนับสนุนและการฟูมฟักจากท่าน หลานจะไม่มีวันทำให้ท่านย่าผิดหวังอย่างเด็ดขาด!”
พูดจบ หลี่ชิงลั่วก็ทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งอีกครั้ง ก่อนจะก้มหน้าซบเข้ากับหน้าท้องของฮูหยินเฒ่าเผย
ฮูหยินเฒ่าเผยพยักหน้าไม่หยุด พลางลูบไหล่หลี่ชิงลั่วเบาๆ “ดี เด็กดีของย่า วันคืนที่ผ่านมานั้นล้วนกลายเป็นอดีตไปแล้ว ความทุกข์ผ่านพ้นแทนที่ด้วยความสุข ชีวิตที่เหลือต่อจากนี้เรายังมีเวลาอีกมาก ค่อยเป็นค่อยไปก็แล้วกัน”
“จริงสิ ย่าได้ยินมาว่าเจ้าฝึกกระบี่กับธนูได้ไม่เลวเลยจริงหรือไม่?”
หลี่ชิงลั่วตอบรับอย่างร่าเริงทันที
แม้จะยังอยู่ในระดับงูๆ ปลาๆ แต่นางก็ยังแสดงฝีมือให้ฮูหยินเฒ่าเผยได้ชมสักเล็กน้อย
เมื่อฮูหยินเฒ่าเผยได้เห็นฝีมือแล้ว ก็รู้สึกพึงพอใจยิ่งนัก
สามารถมาถึงขั้นนี้ได้ ก็ทำให้นางดีใจเกินคาดแล้ว
เมื่อกลับถึงเรือนจิ้งฉือแล้ว ฮูหยินเฒ่าเผยก็มองไปที่เทียบเชิญซึ่งวางอยู่ข้างตัว ก่อนจะสั่งให้แม่นมจางไปปฏิเสธทั้งหมดเสีย
แม่นมจางอดประหลาดใจไม่ได้ “ท่านฮูหยินเฒ่า เมื่อตอนเช้ายังพูดอยู่เลยมิใช่หรือเจ้าคะ ว่าจะเลือกไปเยี่ยมเยือนสักตระกูลสองตระกูล ค่อยๆ พาคุณหนูไปปรากฏตัวต่อหน้าตระกูลใหญ่ในเมืองจินหลิงทีละน้อย?”
เหตุใดไปพบหน้าคุณหนูแค่แวบเดียว กลับเปลี่ยนใจเสียแล้ว?
ฮูหยินเฒ่าเผยกล่าวว่า “จะรีบร้อนอันใด? เดิมทีข้าก็คิดจะพานางกลับไปปรากฏตัวในแวดวงตระกูลผู้ดีอีกครั้งนั่นแหละ แต่ตอนนี้ ข้ากลับเห็นว่าหากเร่งรีบเกินไป จะกลับกลายเป็นขัดขวางหนทางของลั่วเอ๋อร์เสียเอง”
“ตอนนี้นางสามารถตั้งใจฝึกฝนได้ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นวรยุทธ์หรือการอ่านเขียน ล้วนเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นทะเยอทะยานและมั่นใจเต็มเปี่ยม เจ้ารู้หรือไม่ว่านี่เป็นสิ่งที่ล้ำค่าเพียงใด?”
“ข้าจะกล้าไปเป็นตัวถ่วงนางได้อย่างไรกันเล่า?”
“อีกอย่าง ความมั่งคั่งพรางตาคนได้ อำนาจบารมีสามารถทำให้คนยอมก้มศีรษะ ข้าเกรงว่าหากปล่อยให้นางไปพบปะคลุกคลีกับสตรีเรือนในเหล่านั้นตั้งแต่ตอนนี้ อาจจะทำให้จิตใจของนางไขว้เขวไปก็ได้”
“อีกเพียงสองเดือน ท่านฮูหยินเฒ่าแห่งจวนจงอี้โหวก็จะจัดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดครบหกสิบแล้วมิใช่หรือ? ตอนนั้นค่อยพานางออกไปปรากฏตัวเถิด”
แม่นมจางพยักหน้าเห็นด้วย “ก็จริงเจ้าค่ะ แม้คุณหนูของเราตอนนี้จะขาวผ่องขึ้นทุกวัน หน้าตาก็ยิ่งสดใสเปล่งปลั่ง แต่ถ้าจะให้บ่าวพูดตรงๆ หากเทียบกับคุณหนูตระกูลสูงในเมืองจินหลิงที่เติบโตมาอย่างดีตั้งแต่เล็กแล้ว ก็ยังขาดกลิ่นอายเปี่ยมสง่าราศีอยู่บ้างจริงๆ”
“หากให้ออกไปตอนนี้ ข้ายังกลัวว่าคุณหนูของเราจะถูกคนอื่นรังแกเสียด้วยซ้ำ!”
“รอให้ผ่านไปอีกสักสองเดือนกำลังพอดี ถึงตอนนั้นคุณหนูจะต้องทำให้ทั้งเมืองจินหลิงตะลึงแน่ๆ ให้พวกเขาได้รู้ว่า นี่คือคุณหนูที่ท่านฮูหยินเฒ่าของเราบ่มเพาะเลี้ยงดูมาเองกับมือ!”
ในเรื่องนี้ ฮูหยินเฒ่าเผยเองก็เฝ้ารอด้วยความคาดหวัง
“จริงสิ เวลาก็ผ่านมานานขนาดนี้แล้ว เรื่องของเหมยเสวี่ยตรวจสอบไปถึงไหนแล้ว?”
“อีกเดี๋ยวให้แม่นมเติ้งมารายงานข้าเสียหน่อย แม่หญิงชราคนนี้ หากไม่ไปถามเองก็ไม่รู้จักกระตือรือร้นขึ้นมาบ้างเลย!”
แม่นมจางหัวเราะพลางเอ่ยว่า “ท่านอย่าเพิ่งโมโหไปเลยเจ้าค่ะ ตอนนี้นางตั้งใจทำงานให้คุณหนูอย่างสุดกำลัง ทุกวันยุ่งจนเท้าแทบไม่ติดพื้น หากมีความคืบหน้า นางย่อมจะรีบมาแจ้งเองมิใช่หรือเจ้าคะ?”
ทางฝั่งนี้ทั้งสองก็กำลังพูดถึงเรื่องนี้กันอยู่
ขณะเดียวกัน ที่เรือนหงเฟิง แม่นมเติ้งก็กำลังรายงานเรื่องนี้ให้หลี่ชิงลั่วฟังอยู่จริงๆ
“คุณหนูเจ้าคะ บ่าวตามหาอยู่นาน ในที่สุดก็เจอหญิงรับใช้คนหนึ่งชื่อว่าเหมยซวง นางเคยพักอยู่ห้องเดียวกับเหมยเสวี่ย และยังเคยรับใช้คุณชายใหญ่เหมือนกัน บ่าวแอบพานางเข้าจวนมาเรียบร้อยแล้ว คุณหนูต้องการสอบถามนางด้วยตนเองหรือไม่เจ้าคะ?”
