บทที่ 43
หลี่ชิงลั่วกำลังพักดื่มน้ำเช็ดเหงื่อ พอได้ยินคำพูดนั้นสีหน้าก็ยังคงเรียบเฉยไร้การเปลี่ยนแปลง “รบกวนแม่นมช่วยพานางไปรอที่ห้องของเชวี่ยเอ๋อร์ก่อน หลังจากเลิกเรียนกับท่านอาจารย์แล้วข้าจะไปดู”
เมื่อเห็นว่านางใจเย็นหนักแน่นถึงเพียงนี้ อาจารย์หญิงผู้สอนวรยุทธ์ให้นางอย่างเฉินเหอก็พยักหน้าอย่างพอใจ
“มา ฝึกกันอีกสักรอบ!”
เฉินเหอมีอายุเพียงยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปีเท่านั้น แม้จะไม่กล้าพูดว่าวรยุทธ์เป็นเลิศหาตัวจับยาก แต่ในหมู่สตรีทั้งเมืองจินหลิง ก็นับว่าอยู่ระดับแนวหน้า
อีกทั้ง หากมิใช่เพราะท่านฮูหยินเฒ่าลงมือด้วยตนเอง สตรีซึ่งเป็นน้องสาวแท้ๆ ของนายทหารชั้นรองอย่างนาง ย่อมไม่มีทางยอมมาสอนใครง่ายๆ เช่นนี้แน่
แต่เมื่อเห็นว่าศิษย์มีพรสวรรค์ถึงเพียงนี้ นางก็รู้สึกพอใจอยู่ไม่น้อย
“ดี วันนี้พอแค่นี้ พรุ่งนี้ลั่วเอ๋อร์ตื่นขึ้นมาตอนยามเหม่า ฝึกท่าม้าหมอบก่อนครึ่งชั่วยาม แล้วค่อยซ้อมหมัด ซ้อมยิงธนูต่อ เข้าใจหรือไม่?”
หลี่ชิงลั่วประสานมือคำนับกล่าวเสียงหนักแน่น “เจ้าค่ะ อาจารย์!”
หลังส่งเฉินเหอไปพักผ่อนแล้ว หลี่ชิงลั่วก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดที่สบายตัวเสียก่อน จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปยังห้องของเชวี่ยเอ๋อร์
หญิงสาวผู้หนึ่งกำลังคุกเข่าอยู่บนพื้น ดูแล้วน่าจะอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปีเท่านั้น
ตั้งแต่หลี่ชิงลั่วก้าวเข้ามา นางก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตา ตัวสั่นงันงก ดูท่าจะหวาดกลัวยิ่งนัก
หลี่ชิงลั่วนั่งลง แล้วบอกให้นางเงยหน้าขึ้นมา
ทว่าสตรีผู้นั้นกลับตอบเสียงสั่นว่า “บะ บ่าวไม่กล้าเจ้าค่ะ”
แม่นมเติ้งทำท่าชี้ไปที่หน้า พร้อมกล่าวว่า “คุณหนูเจ้าคะ บนใบหน้าของนางมีแผลเป็นอยู่แถบหนึ่ง เกรงว่าอาจทำให้ท่านตกใจ”
หลี่ชิงลั่วเอ่ยขึ้น “มีอะไรบ้างที่ข้ายังไม่เคยเห็น? เจ้าเงยหน้าขึ้นมาก็พอ”
หญิงรับใช้คนนั้นจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาช้าๆ ทว่าแววตายังคงหลบเลี่ยง ไม่กล้าสบตาหลี่ชิงลั่ว
หลี่ชิงลั่วโน้มตัวไปข้างหน้า จึงได้มองเห็นอย่างชัดเจนว่าบนใบหน้าของหญิงรับใช้นั้น มีแผลเป็นพาดยาวจากโหนกคิ้วไล่ลงมาถึงแก้ม แล้วลากยาวไปจนถึงโคนหู!
แผลเป็นเส้นนั้นทั้งหนาทั้งแดง ราวกับตะขาบยักษ์ที่แสนน่าเกลียดเกาะแนบอยู่บนใบหน้าของนาง
ต่อให้เป็นบุรุษ หากมีแผลเป็นแบบนี้บนหน้าโดยทั่วไปก็คงไม่กล้าเผยโฉมให้ใครเห็น ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าหญิงสาวจะยิ่งน่าเวทนาเพียงใด?
เกรงว่าไม่ว่านางจะไปที่ใด ก็คงเป็นเพียงเป้าสายตาที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวและขยะแขยง
เหมยซวงรอคอยอยู่นาน ก็ยังไม่เห็นเค้าลางของสีหน้าที่นางคุ้นเคยจากผู้คน ไม่ว่าจะเป็นความกลัวหรือความรังเกียจ
สิ่งที่นางได้รับกลับมีเพียงแววตามองสำรวจตามปกติ กระทั่งในดวงตาคู่นั้นยังแฝงไว้ด้วยความเวทนาเล็กน้อย
ได้ยินมาว่านางต่างหากที่เป็นคุณหนูสายตรงตัวจริงของตระกูลหลี่?
เหมยซวงรวบรวมความกล้าจ้องมองหลี่ชิงลั่วอยู่หลายครั้ง จึงพบว่านอกจากนางจะมีท่าทีอ่อนโยนไม่ถือตัวแล้ว ยังให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นมิตรอีกด้วย
“คุณหนูเจ้าคะ บ่าวไม่กล้าทำให้ท่านตกใจแล้ว”
เหมยซวงยกมือขึ้นปิดแผลเป็นนั้นไว้ ก่อนจะก้มหน้าลงอีกครั้ง
หลี่ชิงลั่วมิได้ห้ามปรามนาง เพียงแต่สั่งให้เชวี่ยเอ๋อร์ไปหยิบเบาะรองมาให้นางนั่ง
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะคุณหนู”
เหมยซวงรู้สึกตื่นตะลึงที่ได้รับความเมตตาเกินคาด ดวงตาเริ่มแดงระเรื่อขึ้นมา
นับตั้งแต่ใบหน้าของนางถูกทำลาย ก็ไม่มีผู้ใดมองนางเป็นคนอีกเลย
“คุณหนู ท่านต้องการถามเรื่องของเหมยเสวี่ยใช่หรือไม่? ท่านอยากรู้เรื่องใด บ่าวจะบอกท่านทุกอย่างเจ้าค่ะ”
หลี่ชิงลั่วกล่าว “ไม่ต้องรีบ ข้าจะถามเจ้าก่อน แผลเป็นนี้ของเจ้าเกิดขึ้นได้อย่างไร? แล้วก็อีกเรื่อง เจ้าก็เป็นบ่าวที่มีสัญญาตายมิใช่หรือ? เหตุใดตอนนี้ถึงได้รับอิสระแล้วเล่า?”
เหมยซวงก้มหน้าลงเช็ดน้ำตาพลางกล่าวว่า “ไม่ปิดบังคุณหนู แผลเป็นนี้ ในตอนนั้นข้าเป็นคนกรีดมันเอง”
หลี่ชิงลั่วเอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจ “เจ้าทำเองหรือ? ไยถึงทำเช่นนั้น? แล้วเรื่องมันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใด?”
เหมยซวงถอนหายใจเบาๆ “เมื่อสองปีก่อน หลังจากที่เหมยเสวี่ยตายไป คุณหนูอยากสืบหาสาเหตุการตายของนางใช่หรือไม่? เช่นนั้นข้าจะเริ่มเล่าตั้งแต่เรื่องของเหมยเสวี่ยเลยก็แล้วกัน”
หลี่ชิงลั่วนั่งฟังเงียบๆ
เหมยซวงกล่าว “บ่าวเป็นบ่าวสัญญาตาย ส่วนเหมยเสวี่ยเป็นเพียงบ่าวสัญญาจ้างธรรมดา เราสองคนหน้าตาดีและว่าง่ายเชื่อฟัง ดังนั้นพอเข้าจวนมาก็ถูกเลือกให้ไปรับใช้ใกล้ชิดอยู่ที่เรือนคุณชายใหญ่ทันที”
“คุณหนูอาจยังไม่ทราบ เหมยเสวี่ยนางรูปร่างสูงสง่า หน้าตาก็งดงามดั่งดอกเหมยแดงกลางฤดูหนาว ผิวพรรณขาวนวลแฝงเลือดฝาด ทุกท่วงท่ากิริยา ไม่ว่าจะขยับตัวหรือยิ้มแย้ม ก็ล้วนงามสะดุดตาเกินกว่าสตรีทั่วไป”
“นางมีนิสัยสงบเสงี่ยม คุณชายจึงชอบให้ไปคอยรับใช้ในห้องหนังสือ แค่ยกน้ำชาครั้งหนึ่งก็กินเวลาตลอดทั้งบ่าย”
“เหมยเสวี่ยยังเป็นคนขยันขันแข็ง ไม่ว่างานใดนางก็มักแย่งทำเสมอ ในเรือนหลานชางนี้ ตั้งแต่แม่นมผู้ดูแลลงไปจนถึงสาวใช้และเด็กชายรับใช้ ล้วนแล้วแต่ชอบนางกันทั้งสิ้น แม้แต่คุณชายเอง แต่ก่อนก็ดูจะโปรดปรานและให้ความสำคัญกับนางไม่น้อย”
“บ่าวกับนางเคยนอนร่วมเรือนกันมาตั้งแต่เล็ก ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างเราจึงแน่นแฟ้นที่สุด”
“เช้าตรู่วันหนึ่งของเมื่อสองปีก่อน จู่ๆ เหมยเสวี่ยก็ร้องห่มร้องไห้กลับมาที่ห้อง ข้าเห็นเสื้อผ้านางหลุดลุ่ยก็ตกใจ พอสอบถามจึงรู้ว่าเมื่อคืนเป็นเวรของนางที่ต้องอยู่เฝ้ายาม แต่คุณชายใหญ่ผู้ซึ่งไม่เคยชายตามองบ่าวสาวในเรือนเลยสักนิด กลับคล้ายว่าเสียสติไป จู่ๆ กลับดึงนางขึ้นเตียงอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว”
“เหมยเสวี่ยร้องไห้สะอึกสะอื้นราวกับหัวใจจะแหลกสลาย หากเป็นสาวใช้คนอื่น บ่าวอาจจะคิดว่าพวกนางแค่แสร้งทำเป็นน่าสงสารไปอย่างนั้น นั่นเป็นถึงคุณชายว่าที่เจ้าบ้านรุ่นต่อไปของจวนแม่ทัพเชียวนะ ต่อให้เป็นแค่อนุก็เถอะ ใครบ้างเล่าจะไม่ยินดี?”
“ทว่าตั้งแต่เด็กเหมยเสวี่ยก็มักพูดอยู่เสมอว่า เมื่อตนหมดสัญญาจ้างเมื่อใด นางจะออกจากจวนไปพบพี่ชายเพียงคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ของตน”
“เหมยเสวี่ยเฝ้ารอวันที่จะได้เป็นอิสระมานานถึงแปดปี ทั้งที่อดทนอีกแค่ปีเดียว นางก็จะได้รับอิสรภาพพร้อมชื่อในทะเบียนราษฎร์แล้วแท้ๆ ด้วยนิสัยของนาง ย่อมไม่ใช่คนที่เต็มใจจะเป็นเพียงอนุของใครแน่นอน”
“ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่สถานะสาวใช้ร่วมห้องคุณชายยังไม่คิดจะมอบให้นางด้วยซ้ำ ให้นางเป็นเพียงสาวใช้อุ่นเตียงเท่านั้น”
“เหมยเสวี่ยตรอมใจอยู่ทุกวัน บ่าวก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเวทนา นางเป็นหญิงสาว เมื่อร่างกายมิได้บริสุทธิ์อีกต่อไป ยังจะคิดออกไปใช้ชีวิตอิสระภายนอกได้อีกหรือ? บ่าวก็ได้แต่ปลอบให้นางยอมรับชะตารับใช้คุณชายให้ดี รอให้ฮูหยินเข้าจวนเมื่อใด อย่างไรก็ต้องได้รับสถานะที่เหมาะสมสักวันหนึ่ง”
“แต่ไม่นานนัก เหมยเสวี่ยก็ตั้งครรภ์ขึ้นมา”
“เรื่องนี้ไม่อาจปิดไว้ได้ ไม่นานนายท่านกับฮูหยินก็ทราบเข้าจนได้”
“วันนั้น เหมยเสวี่ยคุกเข่าอยู่กลางห้องโถง คุณชายใหญ่สีหน้าเยียบเย็นราวกับตนต่างหากที่ถูกเหมยเสวี่ยล่อลวงไปล่วงเกิน ฮูหยินด่าว่านางไร้ยางอาย เป็นหญิงแพศยาที่หลอกล่อเจ้านาย ส่วนนายท่านก็ขมวดคิ้วแน่นก่อนจะสั่งให้คนยกยาขับเลือดเข้ามา”
“ทว่าท้ายที่สุด ทุกอย่างกลับถูกคุณหนูใหญ่เข้ามาขัดขวางเอาไว้เสียก่อน”
“คุณหนูใหญ่กล่าวว่า เด็กในครรภ์ของเหมยเสวี่ยถึงอย่างไรก็เป็นบุตรคนแรกของคุณชาย แม้จะเป็นบุตรนอกสมรส แต่หากคลอดออกมาได้ก็ยังถือว่าเป็นสายเลือดของตระกูลหลี่ เลี้ยงไว้ที่เรือนชนบทก็ได้ อย่างไรเสียก็เป็นหนึ่งชีวิต”
“ดูเอาเถิด นางมีจิตใจเมตตาดั่งพระโพธิสัตว์เพียงใด?”
“ทุกคนต่างประทับใจกับความเมตตาของนาง มีเพียงสิ่งเดียวที่ไม่มีใครถามถึงเลย นั่นก็คือความประสงค์ของตัวเหมยเสวี่ยเอง”
“เหมยเสวี่ยไม่อยากเก็บลูกน้อยเอาไว้ นางยังคงใฝ่ฝันที่จะกางปีกโบยบินออกไปจากคฤหาสน์แห่งนี้ แต่ในเรือนหลานชางมีคนที่ถูกส่งมาจับตาดูนางโดยเฉพาะ ไม่ยอมให้นางกระทำสิ่งใดที่เกินขอบเขตเลยแม้แต่น้อย”
“บ่าวเองก็คิดว่า บางทีหากคลอดเด็กออกมาได้ ช่วงชีวิตที่เหลือของเหมยเสวี่ย อย่างน้อยก็คงพอมีความหวังอยู่บ้างกระมัง?”
“แต่ในวันนั้น บ่าวกลับได้ยินชัดเจนเต็มสองรูหู! เป็นคุณหนูใหญ่ หลี่ชิงจู! นางร้องไห้พลางกล่าวหาว่า เหมยเสวี่ยเป็นผู้ผลักนางล้มกระแทกใส่กองหินจำลอง จนทำให้เกิดรอยฟกช้ำขนาดใหญ่บริเวณเอว”
“นางยังบอกอีกว่า ตนเพียงต้องการให้เหมยเสวี่ยไปเดินเล่นในสวนบ้าง เพื่อที่จะได้คลอดบุตรที่สมบูรณ์แข็งแรงให้พี่ชายของตน แต่เหมยเสวี่ยกลับโอ้อวดต่อหน้าตนว่า วันหนึ่งเมื่อนางมีลูกก็จะได้ดีเพราะลูก และจะครอบครองหัวใจคุณชายใหญ่ได้ทั้งหมด ส่วนตนผู้เป็นน้องก็จะต้องหลบไปยืนดูอยู่ข้างๆ”
“สวรรค์! เหมยเสวี่ยไม่มีทางกล่าววาจาเช่นนั้นออกมาได้อย่างเด็ดขาด! ในตอนนั้นนางท้อแท้หมดกำลังใจไปนานแล้ว แต่ก็ยังฝืนมีชีวิตอยู่ด้วยลมหายใจเฮือกสุดท้าย เพราะไม่อาจควบคุมชะตาของตนได้ เพียงหวังว่าหากคลอดบุตรออกมาได้โดยปลอดภัย บางทีอาจยังมีโอกาสได้พบพี่ชายของนางอีกสักครั้ง”
“แม้สุดท้ายจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในบ้านสวนไปชั่วชีวิต เหมยเสวี่ยก็หาได้มีความคิดล่วงเกินคุณชายใหญ่เลยแม้แต่น้อย! ไม่ใช่เพราะไม่กล้า หากแต่ไม่เคยมีใจมาก่อนเลยต่างหาก”
“คุณหนูเจ้าขา บ่าวไม่ได้โกหกหรือพูดจาเพ้อเจ้อแต่อย่างใด เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เหมยเสวี่ยเคยเล่าให้บ่าวฟังเองกับปาก”
“ทว่าคุณชายใหญ่กลับเชื่อคำกล่าวหานั้นอย่างสนิทใจ ด้วยความเดือดดาล เขาจึงสั่งให้ขังเหมยเสวี่ยไว้ในโรงเก็บฟืน ทั้งยังเตะเข้าที่ท้องของนางอย่างโหดเหี้ยมไปหลายครั้ง”
