บทที่ 40
ไม่ใช่ว่ฮูหยินเฒ่าเผยจะไม่ให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ในวันนี้
แต่นางอยากฟังก่อนว่า หลี่ชิงลั่วจะมีท่าทีอย่างไร
หลี่ชิงลั่วลุกขึ้น นั่งลงตรงข้างขาของฮูหยินเฒ่าเผย
จากนั้นก็ก้มหน้าซบลงบนตักของฮูหยินเฒ่าเผยอย่างอ่อนโยน
“ท่านย่า ข้าขอโทษ วันนี้ลั่วเอ๋อร์อาศัยบารมีของท่านระบายความโกรธความอัดอั้นได้บ้าง”
ถึงแม้ว่า ในใจจะยังไม่ได้สะใจมากเท่าไหร่
แต่คำพวกนั้นที่ท่านย่าด่าล้วนจริงใจและทำเพื่อหลี่ชิงลั่วทั้งนั้น
แม้นางจะใช้ประโยชน์จากท่านย่า ยืมบารมีท่านย่าจนมาถึงจุดนี้ได้แต่ก็รู้สึกละอายใจจึงอยากให้ท่านย่ารู้ว่า แท้จริงแล้วนางเป็นคนเจ้าเล่ห์แค่ไหน
ฮูหยินเฒ่าเผยไม่ได้โกรธนาง
แต่กลับลูบนางอย่างอ่อนโยน
“เด็กดี ย่ารู้ว่าเจ้าก็จนตรอกแล้วเหมือนกัน”
“พวกเราสองย่าหลานช่างเหมือนกันเสียจริง”
“เพียงแต่ว่าข้าเคยมีครอบครัวที่เก่งกาจ แน่นอนว่าข้าย่อมมีความมั่นใจ ดังนั้นจึงได้หลีกหนีจากทางโลกโดยไม่ต้องสนใจอะไร แต่เจ้าล่ะ?”
“ในกายเจ้ามีสายเลือดของข้าด้วยเหมือนกัน เจ้าประสบพบเจอเรื่องเช่นนี้จะให้ข้าไม่ปวดใจ ไม่สนใจเจ้าได้อย่างไร?”
“ย่ายอมให้เจ้าใช้บารมีจากย่าอย่างเต็มใจ ตั้งแต่วันที่ย่าตกลงลงจากเขาพร้อมเจ้า ย่าก็ยินยอมแล้ว!”
แท้จริงแล้ว ท่านย่าเข้าใจหมดทุกอย่าง
หลี่ชิงลั่วถึงค่อยรู้ตัวว่า ตนนั้นต่ำช้าเพียงใด!
ไม่คิดเลยว่า การเกิดใหม่อีกครั้งของนางจะได้รับความรักความผูกพันอย่างแท้จริง
สิ่งนั้นคือ ท่านย่าที่นางพลาดไปเมื่อชาติก่อน
นางสัมผัสได้ถึงความจริงใจของท่านย่าได้อย่างแท้จริง
วินาทีนี้ สองย่าหลานจับมือกัน ความรู้สึกที่ขาดหายไปทั้งหมด ราวกับได้รับสายฝนชโลมใจในชั่วขณะนั้น หล่อเลี้ยงหัวใจของพวกนางที่แห้งแล้งมานาน
จากนี้ไป พวกนางจะไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป
สองย่าหลานสบตากันแล้วยิ้ม ในวินาทีนั้นเอง หมอกหม่นความเข้าใจผิดที่เคยมีมาก่อนหน้าพลันมลายหายไปด้วย
ฮูหยินเฒ่าเผยอารมณ์ดีขึ้นมามาก “จากนี้ ย่าจะไม่บังคับให้เจ้าไปซ่อมแซมความสัมพันธ์พ่อแม่ลูกพี่น้องไร้สาระอะไรนั่นอีก! พวกเขาไม่มีหัวใจ แต่ย่ามี!”
“ต่อไปลั่วเอ๋อร์ของเราต้องมีคนรัก ต่อไปนี้ลั่วเอ๋อร์อยู่กับย่าดีไหม?”
หลี่ชิงลั่วยิ้ม “เจ้าค่ะ ท่านย่า ให้ข้าไปที่วัดชิงซงกับท่านเถอะ? ลั่วเอ๋อร์ยินยอมละทางโลกไปตลอดชีวิต”
ฮูหยินเฒ่าเผยจิ้มหัวหน้าผากนาง ”เด็กโง่ แต่งงานเถอะ ไปบนเขาแม้จะหลีกหนีทางโลกแต่มันลำบากเกินไป”
ลำบาก?
ลำบากได้อย่างไร?
มีท่านย่าอยู่ด้วย
หลี่ชิงลั่วไม่เข้าใจ
ฮูหยินเฒ่าเผยไม่พูดเรื่องนี้กับนางแล้วถามอีกครั้งว่า นางจะจัดการกับหลี่เค่อชวนอย่างไร
หลี่ชิงลั่ว “ท่านย่า ที่จริงแล้วหลานมีความคิดในใจอยู่แล้ว”
ฮูหยินเฒ่าเผย “เจ้าว่ามาสิย่าลองฟังดู ถ้าทำได้ย่าจะช่วยเจ้าเอง”
หลี่ชิงลั่วส่ายหัว “ท่านย่า เรื่องนี้ให้หลานทำเองเถอะ เพราะท่านเป็นย่าของเขา ท่านลงมือไม่ลงหรอก”
ฮูหยินเฒ่าเผยแค่นหัวเราะ “ดูถูกใครกัน? ใจข้าแข็งมากนะ!”
หลี่ชิงลั่วยิ้ม “เปล่า ท่านย่าคือท่านย่าที่ใจอ่อนที่สุดในโลกต่างหาก”
ฮูหยินเฒ่าเผยโอบกอดนางอย่างอารมณ์ดี “เจ้าลิงน้อย เอาเถอะ ข้าจะมอบแม่นมเติ้งให้เจ้า วันหลังเมื่อนางไปอยู่กับเจ้าแล้วมีเชวี่ยเอ๋อร์อยู่ด้วย พวกนางสองย่าหลานจะช่วยเจ้าทำงานได้เข้าขากันมากกว่า”
“ย่าจะให้ของอีกอย่างแก่เจ้า ป้ายนี้เป็นของประจำตัวแทนตัวย่า หากเจ้าต้องการคนมาช่วยทำอะไรก็เอาป้ายนี้ไปให้แม่นมเติ้งจัดการให้เจ้า ทั้งเมืองจินหลิงแทบไม่มีเรื่องไหนที่นางจัดการไม่ได้!”
ป้ายแผ่นหนึ่งถูกวางในมือของหลี่ชิงลั่ว
หลี่ชิงลั่วรับไว้อย่างตื่นเต้นและซาบซึ้ง
ท่านย่ามาจากตระกูลเผยตระกูลแม่ทัพก่อตั้งแคว้น นางยังเป็นอดีตแม่ทัพหญิงเพียงคนเดียวของต้าเหลียงอีก
ป้ายนี้สำคัญมากเพียงใด ไม่ต้องเอ่ยก็รู้
หลี่ชิงลั่วรีบเก็บไว้อย่างดี “ชิงลั่วขอบคุณท่านย่าเจ้าค่ะ”
ฮูหยินเฒ่าเผยเห็นท่าทีไม่กระมิดกระเมี้ยนและมั่นใจก็อดรู้สึกสงสารไม่ได้
เด็กที่ดีเช่นนี้ ทำไมคนพวกนั้นถึงมองไม่เห็นความดีเลย?
แต่ทว่า ฮูหยินเฒ่าเผยยังคงแสร้งทำหน้าจริงจัง พูดกับหลี่ชิงลั่วด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “ลั่วเอ๋อร์ รับปากย่าอย่างหนึ่ง เจ้าจะวางแผนเล่นงานพี่ชายเจ้าอย่างไรก็ตาม ขอเพียงอย่างเดียว อย่าเอาชีวิตเขา”
หลี่ชิงลั่วก้มหน้าลงไป เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “เจ้าค่ะท่านย่า ลั่วเอ๋อร์รับปากท่าน”
นางคิดจะเอาชีวิตจริงหรือ?
ฮูหยินเฒ่าเผยรู้อยู่แล้วว่า นางเป็นผู้หญิงที่มีแผนการในใจ ไม่ใช่คนหัวอ่อนที่ยอมให้ผู้อื่นรังแกได้ง่ายๆ
ช่างมัน ปล่อยนางไปเถอะ
ครั้งนี้นางก็ถูกรังแกมามากแล้วจริงๆ
ส่วนหลี่เค่อชวนนั่นก็ควรต้องเจอดีเสียบ้าง
มิเช่นนั้นตระกูลหลี่นี้คงจะล่มจมในไม่ช้า
หลี่ชิงลั่วพักอยู่ที่เรือนจิ้งฉือสองวันก็กลับเรือนหงเฟิง
ถึงแม้เรือนหงเฟิงจะมีผี แต่หลี่ชิงลั่วไม่กลัว
นางคิดว่า คนน่ากลัวกว่าผีบนโลกนี้อีก
อีกอย่าง เรือนหงเฟิงเป็นผีหรือคนกันแน่ต้องจับให้ได้ถึงจะรู้
เมื่อกลับถึงเรือนหงเฟิง หลี่เฉาจิ้งก็สั่งให้คนเอาเงินหนึ่งพันตำลึงมาให้หลี่ชิงลั่ว
ฮูหยินเฒ่าเผยส่งคนที่ต่อสู้เป็นเฝ้าอยู่ที่หน้าเรือนหงเฟิง บอกว่าห้ามไม่ให้หลี่เค่อชวนเข้าใกล้เกินสามเมตร
จากนี้ไป หลี่ชิงลั่วไม่ต้องไปทำความเคารพยามเช้ากับพ่อแม่นางอีก จะทำสิ่งใดก็ไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวแก่เรือนหน้าอีก ขอแค่บอกเรือนจิ้งฉือเท่านั้นเป็นพอ
ยิ่งไปกว่านั้น ฮูหยินเฒ่าเผยก็ไม่ได้ปฏิเสธความคิดในการออกไปหาเงินของนางเท่าใด
แค่ให้นางพักฟื้นให้หายก่อน
หลี่ชิงลั่วดีใจกับเรื่องนี้มากกว่าการได้รับเงินหนึ่งพันตำลึงอีก
ถึงอย่างนั้น นางก็มีเงินเก็บแล้ว จึงให้เชวี่ยเอ๋อร์เก็บหนึ่งพันตำลึงนี้ไว้ทันที
จากนั้นนางก็นำเงินห้าตำลึงออกมาจากคลังส่วนตัวเล็กๆ ของตนเอง ให้เชวี่ยเอ๋อร์ไปจัดโต๊ะเลี้ยงอาหารอย่างดี คืนนี้จะเฉลิมฉลองกับทุกคนที่เรือนหงเฟิง
เมื่อเห็นคลังส่วนตัวของนางเชวี่ยเอ๋อร์ก็ตกตะลึง
“คุณหนู ท่านเอาเงินมาจากไหนเยอะแยะ?”
หลี่ชิงลั่วกระพริบตา “ข้าเคยแอบออกไปค้าขายอยู่ครั้งหนึ่งมิใช่หรือ? บวกกับโชคช่วยให้ได้เงินจากมาเปล่าๆ สองหนพอดี เลยเก็บสะสมเอาไว้บ้าง”
เชวี่ยเอ๋อร์ตะลึงจนอ้าปากกว้างด้วยสีหน้าเหลือจะเชื่อ
เมื่อเรื่องนี้ไปถึงหูของฮูหยินเฒ่าเผย นางก็ตกใจมาก
“จริงหรือ? นางมีเงินเก็บหนึ่งร้อยตำลึงแล้วหรือ? ก่อนหน้านี้มุดช่องสุนัขลอดออกไปสองครั้งก็ได้เงินกลับมาหรือ?”
แม่นมเติ้งพยักหน้ายืนยันว่าเป็นความจริง
ฮูหยินเฒ่าเผยอดที่จะหัวเราะไม่ได้ “น่าสนใจ สมกับเป็นลูกหลานเผยซิ่วเจินอย่างข้าเสียจริงๆ!”
“อ้อใช่ ช่วงนี้นางมีการเคลื่อนไหวอะไรไหม?”
ฮูหยินเฒ่าเผยรอคอยมานานแล้ว นางอยากรู้ว่า หลี่ชิงลั่วจะแก้แค้นหลี่เค่อชวนอย่างไรกันแน่
หลี่เค่อชวนก็รู้ดีอยู่แก่ใจ ช่วงนี้นิ่งเงียบผิดปกติเหมือนรู้ว่าน้องสาวของเขาจะแก้แค้นอย่างไรอย่างนั้น
เหมือนสัตว์ร้ายที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืด รอจังหวะให้หลี่ชิงลั่วโจมตีก่อนจะโต้กลับให้ถึงตาย
พี่น้องคู่นี้ ถึงจุดที่แตกหักกลายเป็นศัตรูกันโดยสิ้นเชิงแล้ว
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ฮูหยินเฒ่าเผยก็ถอนหายใจ
แม่นมเติ้ง “คุณหนูให้ข้าไปจัดการสามเรื่อง”
