บทที่ 39
ฮูหยินเฒ่าเผยได้ยินก็แค่นหัวเราะ “ถ้าอย่างนั้นฉวี่ซื่อเจ้าไม่ปฏิเสธในสิ่งที่ลั่วเอ๋อร์พูดใช่ไหม?”
ฉวี่ซื่อหน้าซีดเผือด “ท่านแม่ ลูกสะใภ้ ลูกสะใภ้แค่หลงผิดชั่วขณะจริงๆ จึงทำเรื่องผิดไปบ้างกับชวนเอ๋อร์ แต่ขอท่านแม่โปรดเข้าใจความรู้สึกของข้าด้วย ข้าแค่คิดถึงจูเอ๋อร์มากเกินไปจึงได้ทำเช่นนั้น”
ฮูหยินเฒ่าเผย “เจ้าอย่าเอาเรื่องนั้นมาอ้าง! คิดว่าข้าแก่จนหลงลืมแล้วหรือ พวกเจ้าถึงได้คิดจะหลอกกันง่ายๆ?”
"ข้าไม่ได้โง่เขลาอย่างพวกเจ้าสองคน ข้ายังมีสติอยู่ดีแจ่มแจ้ง!"
เมื่อเผชิญหน้ากับโทสะของท่านย่า หลี่เค่อชวนก็สุดจะทนเช่นกัน "ท่านย่า!"
เขาเงยหน้าขึ้น สายตาเยือกเย็นแฝงความโกรธจัดจ้องมองสองย่าหลานที่นั่งอยู่ตรงหน้า
"ท่านย่า เรื่องนี้ รวมถึงเรื่องที่แม่ต้องใช้ยารักษาโรคตาคราวก่อน ทุกอย่างล้วนเป็นฝีมือข้าคนเดียว ขอท่านย่าอย่าลงโทษท่านแม่ของข้าเลย นางก็ถูกข้าหลอกปั่นหัวถึงได้ช่วยข้า"
"ข้าคนเดียวที่แค้นหลี่ชิงลั่วสุดใจ เรื่องอะไรทำไมนางถึงได้มีชีวิตอยู่ต่ออย่างดี แต่จูเอ๋อร์กลับต้องตาย!?"
"เรื่องอะไรนางถึงไม่ยอมไปจุดธูปหน้าสุสานจูเอ๋อร์ แต่จูเอ๋อร์ยังต้องหลีกทางให้แม้แต่ตอนตาย!"
"เรื่องอะไรนางถึงได้กลายเป็นบุตรสาวตระกูลหลี่ แต่กลับไม่มีใครจดจำจูเอ๋อร์ได้เลย?"
ฮูหยินเฒ่าเผย "แล้วเรื่องอะไรที่หลี่ชิงจูถึงได้ยึดครองทุกสิ่งทุกอย่างที่ควรเป็นของลั่วเอ๋อร์ตั้งแต่แรก แม้ตายไปแล้วยังทำให้ลั่วเอ๋อร์ต้องถูกครอบครัวเกลียดชัง ทนทุกข์ทรมาน!?"
คำพูดนั้นทำให้ทั้งสามคนต่างมองไปที่ฮูหยินเฒ่าเผยอย่างตกตะลึง ราวกับไม่เคยคิดถึงประเด็นนี้มาก่อน
ฮูหยินเฒ่าเผยแค่หัวเราะ "ข้าไม่หวังจะให้พวกเจ้าสำนึกอะไรได้หรอก"
"แต่ที่นี่คือตระกูลหลี่ ขอแค่ข้ากลับมา ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ เรื่องนี้จะไม่มีทางจบลงง่าย ๆ !"
"หลี่เค่อชวน เจ้าโหดเหี้ยมอำมหิต ไม่เห็นแก่ความใกล้ชิดหรือสายเลือด ไม่สนใจญาติ ลงมือทำร้ายน้องสาวแท้ๆของตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า การกระทำของเจ้ามันโหดเหี้ยมจนน่าสะพรึงกลัว"
“บนตัวลั่วเอ๋อร์มีแผลยี่สิบสามแห่ง แผ่นหลังบาดเจ็บจากอาวุธทื่อ อีกทั้งยังมีอาการบาดเจ็บภายในที่ยังไม่รู้ว่ารุนแรงแค่ไหน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นฝีมือของพี่ชายแท้ๆอย่างเจ้าทั้งนั้น!”
“ฉวี่ซื่อ เจ้าก็ไม่คู่ควรเป็นแม่คน! เป็นแม่แท้ๆ ของลั่วเอ๋อร์ไม่คิดจะรับลูกในใส้กลับมาชดเชย แต่กลับโยนความผิดการตายของนังลูกนอกคอกนั่นมาลงที่ลูกแท้ๆ คนนี้! แล้วลูกแท้ๆ ของเจ้าผิดอะไรนักหนา!?”
นางถูกลักพาตัวไปตั้งแต่เกิด ทั้งที่ควรมีชีวิตสุขสบายในฐานะคุณหนูแต่กลับต้องใช้ชีวิตเยี่ยงหมูเยี่ยงหมา!!”
“ไม่เคยได้ลิ้มรสความสุขอย่างพวกเจ้าเลยสักวัน ชีวิตมีแต่ความลำบาก!”
“มือทั้งสองมีแต่ความด้านและรอยแตก หยาบกระด้างยิ่งกว่าพวกเจ้าสองพ่อลูกที่ถือดาบถืออาวุธเสียอีก”
“ไม่เคยได้สวมเสื้อผ้าดีๆ สักชิ้น ไม่เคยได้กินอิ่มนอนหลับ”
“ความลำบากทั้งหมดที่นางได้รับ เดิมมันควรเป็นชีวิตของหลี่ชิงจูด้วยซ้ำ! ทำไมไม่มีใครสงสารนางบ้าง?”
“ข้าว่าความผิดที่ใหญ่ที่สุดของนาง ก็คือการเกิดมาจากท้องของแม่ที่ไร้ประโยชน์อย่างเจ้า ไม่อย่างนั้นคงไม่ถูกพวกชั่วจับตัวไปหรอก!”
“หลี่เฉาจิ้ง ข้าว่าเจ้ามันใฝ่ต่ำแต่กำเนิด! เอาแต่หลงรักแม่กับลูกสาวที่ไม่ได้เกี่ยวดองทางสายเลือดนั่น! ความเจ็บที่ได้จากแม่ยังไม่เข็ด อีกหน่อยก็จะต้องเจ็บจากลูกสาวอีก!”
“พวกเจ้าสามคนแต่ละคนใจจืดใจดำ ไม่คู่ควรจะเป็นครอบครัวของลั่วเอ๋อร์!”
“ตั้งแต่นี้ไป ข้าจะเป็นคนดูแลเรื่องของลั่วเอ๋อร์เองทั้งหมด! นางไม่ต้องเอาใจพวกเจ้าแม้แต่คนเดียวในครอบครัวนี้!”
ทั้งสามคนโดนด่าจนหัวหด คำพูดแต่ละประโยคทิ่มแทงเข้ากลางใจของพวกเขาราวกับเข็ม
เพียงแต่ยังไม่มีใครตอบสนองกลับได้ทันที
หลี่เฉาจิ้งหน้าเสียตลอดเวลา
คำด่าที่ท่านแม่ด่าเขา แม้จะหยาบคายมากแต่ก็ทำให้เขาต้องสะดุ้ง
ตอนนั้น หลังจากที่ท่านแม่จากไปและจนเขาโตขึ้นมาหน่อยจึงได้เข้าใจว่า แม่ลูกที่แท้ๆ เท่านั้นที่รักโดยไม่มีเงื่อนไข
เติ้งซื่อนานวันเข้าก็เริ่มเสแสร้งต่อไม่ไหว สุดท้ายก็วางแผนจวนแม่ทัพทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของลูกชายแท้ๆ ของตัวเอง
คิดมาถึงตรงนี้หลี่เฉาจิ้งก็รู้สึกสยอง
แต่ในเมื่อจูเอ๋อร์ตายไปแล้ว เรื่องแบบนั้นคงไม่เกิดขึ้นอีก
ส่วนลั่วเอ๋อร์เขาไม่เคยเลี้ยงดู ตอนนี้อายุก็มากแล้ว ต่อให้นางแต่งเข้าจวนจงอี้โหว นางจะดูแลตระกูลเดิมได้สักเท่าใดเชียว?
ไม่ได้แต่งกับรัชทายาทเสียด้วยซ้ำ ตระกูลเดิมก็ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากนาง
การสรรหาคู่แต่งงานดีๆ ให้นาง ถือว่าเป็นบุญคุณของตระกูลเดิมแล้วไม่ใช่หรือ?
ความเป็นสายใยครอบครัวมันบังคับกันไม่ได้
ฉวี่ซื่อฟังแล้วกลับรู้สึกปวดใจเล็กๆ
นางบาดเจ็บหนักเพียงนั้นเลยหรือ?
เรื่องนี้เป็นฝีมือของชวนเอ๋อร์จริงหรือ?
ถึงจะไม่ได้เลี้ยงมากับมือ แต่อย่างน้อยก็เคยอุ้มท้องมาสิบเดือน เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง
เห็นนางซูบซีดอ่อนแรงอย่างนั้น ฉวี่ซื่อก็อดไม่ได้ที่ปวดใจบ้าง
ครั้งนี้ชวนเอ๋อร์ทำเกินไปแล้ว!
ฉวี่ซื่อก้มหน้าลงเงียบๆ ไม่เคยคิดเลยว่า ชีวิตนางที่ตระกูลหลิวจะแย่ขนาดนั้น
แต่ ณ เวลานี้ สิ่งที่นางโล่งใจที่สุดก็คือ อย่างน้อยจูเอ๋อร์ก็ไม่ได้เติบโตที่ตระกูลหลิว
สุดท้าย ก็เป็นโชคชะตาที่ทำให้พวกนางได้เป็นแม่ลูกกัน
แน่นอนว่าหลี่เค่อชวนย่อมไม่พอใจที่สุด
ถ้าไม่ใช่เพราะฉวี่ซื่อดึงเอาไว้ เขาคงลุกขึ้นสะบัดหน้าออกไปแล้ว
ฮูหยินเฒ่าเผยไม่สนใจว่าพวกเขาจะคิดอย่างไร
นางเพียงสงบอารมณ์ลงแล้วกล่าวถึงการลงโทษของพวกเขา “ฉวี่ซื่อลงโทษให้สำนึกผิดในห้องพระหนึ่งเดือน คัดบดสวดหนึ่งร้อยเล่ม ไม่มีคำสั่งข้าห้ามออก!”
“หลี่เฉาจิ้ง เอาเงินหนึ่งพันตำลึงให้ลั่วเอ๋อร์ ชดเชยบาดแผลที่ลั่วเอ๋อร์ได้รับจากเรื่องนี้ รวมถึงสิ่งที่ติดค้างนางทั้งหมด”
ฉวี่ซื่อยอมรับโทษที่ให้ตนไปห้องพระ นางไม่เคยโดนแม่สามีวางกฎเกณฑ์อำนาจมาก่อน ครั้งนี้ถือว่าได้ชดเชยแล้ว
แต่เมื่อได้ยินว่าจะเอาเงินหนึ่งพันตำลึงให้หลี่ชิงลั่ว นางก็เบิกตาโพลงทันที ไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่
“ท่านแม่ มาก มากขนาดนี้เลยหรือ? นางเป็นแค่สตรีจะเอาเงินมากมายขนาดนี้ไปทำอะไร?”
ฮูหยินเฒ่าเผยแค่นหัวเราะ “แล้วเจ้าคิดว่าเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม? หรือจะให้แค่หนึ่งร้อยตำลึงไล่นางไปง่ายๆก็พอ?”
“เจ้าคิดเองว่า ตั้งแต่นางกลับบ้านมาเจ้าได้จัดหาอะไรให้นางบ้าง? เจ้าอยากให้ข้าด่าเจ้าทีชุดใช่ไหม? นังโง่!”
หลี่เฉาจิ้งดึงฉวี่ซื่อไว้ “ไม่ต้องพูดแล้ว! หนึ่งพันตำลึงก็หนึ่งพันตำลึง เจ้าทำผิดต่อนางเองก็ควรจ่ายเงินก้อนนี้”
หลี่เฉาจิ้งคุกเข่าจนปวดไปหมดแล้ว ตอนนี้แค่อยากรีบจบเรื่องให้เร็วเสีย
ฉวี่ซื่อทำหน้าบึ้ง เห็นได้ชัดว่าไม่เต็มใจกับเรื่องนี้มาก
ฮูหยินเฒ่าเผยขี้เกียจพูดกับพวกเขาอีก และไม่อยากเห็นหน้าพวกเขาแล้ว จึงโบกมือไล่ให้พวกเขารีบไสหัวออกไป
หลี่เค่อชวนจ้องฮูหยินเฒ่าเผยเหมือนมีอะไรจะพูดแต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูด แล้วลุกขึ้นพยุงฉวี่ซื่อเดินออกไปโดยไม่หันหลังกลับ
ฮูหยินเฒ่าเผยมองแผ่นหลังของพวกเขาที่จากไป ก่อนหันมาถามหลี่ชิงลั่วที่นั่งอยู่ข้างกาย
“ลั่วเอ๋อร์ ย่าไม่ลงโทษพี่ชายของเจ้า ไม่ใช่เพราะย่าปกป้องลำเอียงเขา แต่เพราะย่าคิดว่าเจ้าคงมีวิธีแก้แค้นของเจ้าเอง ย่าเดาถูกไหม?”
