บทที่ 38
ถูกด่าอีกแล้ว ตอนนี้สีหน้าของหลี่เฉาจิ้งดูย่ำแย่กว่าพื้นรองเท้าเสียอีก
“ท่านแม่ ท่านพูดเกินไปแล้ว ชวนเอ๋อร์เขาจะทำได้อย่างไร”
หลี่ชิงลั่วที่นั่งอยู่ข้างๆ ได้ยินก็ได้แต่แค่นหัวเราะในใจ
ไม่ทำ?
หลี่เค่อชวนคิดอยากฆ่านางแทบทุกครั้ง
ชาติที่แล้ว หลี่ชิงลั่วก็ตายด้วยน้ำมือของหลี่เค่อชวนอย่างที่ท่านย่าบอกนี่แหละ
ฮูหยินเฒ่าเผยไม่สนใจว่าหลี่เฉาจิ้งจะรู้สึกอย่างไร
แล้วด่าต่อ “แม่ลูกคู่นั้นร่วมมือกันคิดจะจัดการลั่วเอ๋อร์บอกว่าต้องกรีดเนื้อเอาเลือดของนางจึงจะรักษาโรคตาได้! ถ้าวันนั้นลั่วเอ๋อร์ไม่บังเอิญถูกพิษเข้าก่อน ป่านนี้ฉวี่ซื่อเจ้าคงได้ดื่มเลือดลูกตัวเอง กินเนื้อลูกตัวเองไปแล้วสินะ?”
“เจ้าเคยให้นมนางสักคำไหม? เคยอุ้มนางเลยสักครั้งไหม? แม้แต่แตะหน้านางสักครั้งน่ะเคยไหม?”
“เจ้ายังมีหน้ากล้ามาเอาเลือดเอาเนื้อของนางอีก เจ้ามันโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว!“
“ทำไมใช้เลือดใช้เนื้อของลูกชายเจ้าแล้วจะปวดใจอย่างงั้นหรือ?”
“หึ!! แล้วอย่ามาหาว่าข้าใส่ร้ายพวกเจ้า! ข้าส่งคนไปหายาเศษยาที่ฉวี่ซื่อกินและส่งคนไปเอาตำรับยาจากโรงหมอของหมอเจียงกลับมาด้วยมันก็เป็นแค่ยาสมุนไพรธรรมดาๆ ทั้งนั้น ไม่มีของล้ำค่าหายากสักอย่าง แล้วทำไมถึงได้รักษาตาเจ้าจนหายได้?”
คำพูดของฮูหยินเฒ่าเผยจะสื่ออะไร หลี่เฉาจิ้งเข้าใจหมดทุกอย่าง
เขาเบิกตามองไปที่ภรรยาและลูกชาย เห็นได้ชัดว่าพึ่งรู้ว่าพวกเขาทำอะไรลงไป
“เจ้า! พวกเจ้า! ถ้าพวกเจ้าไม่อยากเห็นนางก็ไม่ต้องให้นางมาอยู่ใกล้ก็พอ ทำไมต้องทำแบบนี้?”
ทำให้ตอนนี้เขาต้องโดนแม่โมโหใส่แบบไม่มีปี่มีขลุ่ยด้วยเลย
แม่เขาคนนี้โมโหร้ายมาก ตอนนั้นที่ผิดหวังสุดขีดกับลูกชายแท้ๆ อย่างเขายังหนีออกจากบ้านไปถึงสามสิบปี
แสดงให้เห็นว่า ไม่ใช่คนที่ควรไปยั่วโมโหด้วย
หลี่เฉาจิ้งมองฉวี่ซื่อที่หน้าเจื่อนกับหลี่เค่อชวนที่ทำหน้าไม่รู้สึกรู้สาด้วยความโมโห จากนั้นค่อยหันไปมองหลี่ชิงลั่ว
ฮูหยินเฒ่าเผยปกป้องหลี่ชิงลั่วทันที พร้อมทั้งถลึงตาใส่หลี่เฉาจิ้งกลับไป
“เจ้ามองนางทำไม? เรื่องพวกนี้ลั่วเอ๋อร์ไม่เคยปริบอกข้าเลยแม้แต่คำเดียว”
“เจ้าซึ่งเป็นพ่อแท้ๆ ไม่เคยสนใจ ไม่เคยถามไถ่ นี่เจ้ารู้ไหมว่านางหายตัวไปหลายวัน ถึงขั้นเกือบเอาชีวิตไม่รอดด้วยซ้ำ?”
หลี่เฉาจิ้งแสดงสีหน้าตกใจสุดขีด “เป็นไปได้อย่างไร? ท่านแม่หมายความว่าอะไร? ลั่วเอ๋อร์ไม่ได้อยู่ในจวนตลอดเลยหรือ? ท่านแม่หมายความว่านางหายตัวไปจริงหรือ?”
“ชวนชวน นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!?”
ในที่สุด ใบหน้าของหลี่เฉาจิ้งเริ่มฉายแววโกรธบ้างแล้ว
เขาพึ่งรู้ว่าในจวนเกิดเรื่องมากมายขนาดนี้ แต่เขาที่เป็นเจ้าบ้านกลับไม่รู้อะไรสักอย่าง
ฮูหยินเฒ่าเผยไม่รอให้หลี่เค่อชวนตอบ “เจ้าถามเขาเขาจะพูดความจริงออกมาหรือ? ฝีมือเขาทั้งนั้นคำพูดของเขาย่อมเชื่อไม่ได้”
“ลั่วเอ๋อร์ เจ้าพูด”
ฮูหยินเฒ่าเผยตบมือของหลี่ชิงลั่วให้ความมั่นใจนางเต็มเปี่ยม
หลี่ชิงลั่วพยักหน้า “เจ้าค่ะ ท่านย่า”
ในเมื่อท่านย่าโมโหออกหน้าปกป้องนางขนาดนี้ หลี่ชิงลั่วย่อมรักษาโอกาส ไม่เสแสร้งปิดบังอะไรอีก
อีกทั้ง ตอนนี้ได้โอกาสแล้ว ครั้งนี้นางจึงไม่จำเป็นต้องอดทนอีกต่อไป
นางก้มหน้าแล้วค่อยๆ พูด “วันนั้น ฉิงอีคนใช้ในเรือนของท่านแม่บอกว่าท่านแม่อยากพบข้า ข้าจึงพาเชวี่ยเอ๋อร์ไปด้วย แต่ไม่คิดเลยว่า คุณชายใหญ่จะแอบดักอยู่ในห้องลอบตีข้าจนสลบ จากนั้นพาข้าไปยังสุสานของหลี่ชิงจู”
“คุณชายใหญ่บอกว่า ให้ข้าเผากระดาษโขกหัวขอขมาต่อหน้าสุสานหลี่ชิงจู แล้วต้องโขกหัวถึงสามร้อยครั้ง มิเช่นนั้นจะไม่ให้ข้ากินข้าว กินน้ำ ให้ข้าเป็นสุนัขเฝ้าสุสานของหลี่ชิงจู”
“ไม่ใช่แค่นี้ คุณชายใหญ่ยังจะให้คนตัดเอ็นข้อมือข้อเท้าข้าแล้วตีขาข้าให้หัก”
“ครั้งก่อนหน้านี้ คุณชายใหญ่บีบคอข้าจนเกือบตาย ดังนั้นข้าจึงพกมีดกริชไว้ติดตัวเพื่อป้องกันตัว ไม่คิดเลยว่าครั้งนี้จะต้องได้ใช้กับพี่ชายแท้ๆ“
“เพื่อเอาชีวิตรอด ข้าจึงจำเป็นต้องหาจังหวะหนีออกมา ถูกบ่าวรับใช้ไล่ล่าจนตกลงไปในแม่น้ำ”
“ข้าลอยคอตามกระแสน้ำกลับเมือง อุตส่าห์รอดชีวิตมาได้ แต่ยังต้องหลบหนีการไล่ล่าของบ่าวรับใช้ที่คุณชายใหญ่สั่งมา พวกเขาตะโกนว่าจะจับทาสที่ลอบหนี ข้าจะกล้าออกไปได้อย่างไร”
“ข้าไม่กล้ากลับบ้านด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าคุณชายใหญ่จะส่งคนมาจับข้าไปที่หน้าสุสานของพี่จูเอ๋อร์เพื่อตีขาข้าให้ขาดอีกไหม”
“จนกระทั่งข้าแอบซ่อนอย่างหมดหนทางอยู่หลายวัน ในที่สุดก็ได้เจอกับพวกแม่นมเติ้ง”
หลี่ชิงลั่วเงยหน้าขึ้น มองไปยังหลี่เค่อชวน
“ข้ารู้ว่า การที่ข้ากลับมาทำให้พี่จูเอ๋อร์คิดสั้นจุดไฟเผาฆ่าตัวตาย ท่านแม่ คุณชายใหญ่ และท่านพ่อล้วนโกรธเคืองข้า คิดว่าทุกสิ่งอย่างนี้เป็นความผิดของข้า”
“แต่ว่า ข้าผิดมหันต์ขนาดนั้นเลยหรือ?”
“ถ้าไม่อยากเห็นข้า ข้ายอมจากไปเอง ข้าจะไม่บอกผู้ใดเลยว่าข้าเคยเป็นคนสกุลหลี่ ขอเพียงแต่อย่าส่งข้ากลับไปที่ตระกูลหลิวอีกเลย!”
“พวกเขาไม่อยากได้ข้า พวกท่านก็ไม่อยากได้ข้า แต่ในโลกนี้ต้องมีที่สำหรับข้าอยู่บ้าง“
“ท่านพ่อท่านแม่ ข้าไม่เคยโกรธที่พวกท่านไม่เคยมองลั่วเอ๋อร์เลยสักครั้ง แต่เรื่องนี้ลั่วเอ๋อร์ไม่สามารถปล่อยวางลืมเรื่องนี้ไปได้”
“คุณชายใหญ่ไม่เห็นแก่สายเลือดและความเป็นพี่น้องถึงขั้นทำได้ถึงเพียงนี้ ตั้งแต่นี้ไปข้าก็จะไม่ถือว่าเขาเป็นพี่ชายของข้าอีกแล้ว”
ฮูหยินเฒ่าเผยดึงหลี่ชิงลั่วเข้ามากอด“ลูกเอ๋ย ย่าอยากมีเจ้า! ครอบครัวนี้หากพวกเขาไม่อยากได้พวกเรา งั้นเราก็เป็นครอบครัวของกันและกันเอง! เจ้าอย่าท้อแท้ ยังมีย่าอยู่ทั้งคนไม่ใช่หรือ?”
หลี่เฉาจิ้งได้ยินคำพูดของหลี่ชิงลั่วและฮูหยินเฒ่าเผยแล้วก็รู้สีกแย่ในใจ
“ท่านแม่ เฮ้อ!”
จากนั้นเขาก็ง้างมือขึ้นตบหน้าหลี่เค่อชวน
“เจ้าชั่ว! อย่างไรเสียลั่วเอ๋อร์ก็เป็นน้องสาวแท้ๆ ของเจ้า! เจ้าทำอะไรเบามือพูดคุยกับนางดีๆไม่ได้หรือ? เหตุใดต้องไปขู่นาง?”
“คราวนี้ยังโชคดีที่นางไม่เป็นอะไรมาก หากเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆ ข้าไม่ยกโทษให้เจ้าเด็ดขาด!”
“เจ้ายังไม่รีบขอโทษยอมรับผิดกับน้องสาวเจ้าอีก!”
ท่าทีของหลี่เฉาจิ้งชัดเจนมากว่า เขาอยากทำเรื่องใหญ่ให้กลายเป็นเรื่องเล็กและปล่อยผ่านไป
ต่อให้หลี่ชิงลั่วจะเล่าทุกอย่างออกมา แม่ว่าฟังแล้วเขาก็รู้สึกผิกดแปลก แต่ยังคงไม่คิดว่าเรื่องนี้จะร้ายแรงขนาดนั้น
เพราะนางก็กลับมาโดยสมบูรณ์แล้วยังมีชีวิตอยู่ไม่ใช่หรือ?
ฉวี่ซื่อเองก็คิดแบบนี้ไม่ต่างกัน นางก็ไม่คิดว่าเรื่องที่หลี่ชิงลั่วประสบพบเจอในครั้งนี้มันร้ายแรงมากขนาดนั้น
ยังไม่ได้ถูกหักขา เอ็นข้อมือข้อเท้าก็ยังอยู่ ไม่ได้ถูกตัดไม่ใช่หรือ?
ชวนเอ๋อร์คงแค่อยากขู่นางเท่านั้น แต่นางทำให้เป็นเรื่องใหญ่เองต่างหาก เรื่องราวถึงกลายเป็นเช่นนี้!
ชวนเอ๋อร์ต้องแค่ข่มขู่นางแน่นอน
แต่ว่าฉวี่ซื่อยังคงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดลึกๆ ขึ้นมาจากใจ
นางหันไปมองลูกชายด้วยแววตาตำหนิเล็กน้อย “ชวนเอ๋อร์ ไหนเจ้าบอกว่าเจ้าจะยั้งมือ แค่อยากให้นางไปจุดธูปให้จูเอ๋อร์เท่านั้น ทำไมถึงกลายเป็นเรื่องแบบนี้?”
