บทที่ 35
หลี่ชิงลั่วค้อมกายคำนับ หัวใจเต้นกระหน่ำดั่งรัวกลอง
"นายท่าน" ที่พวกนางพูดถึง คงจะไม่ใช่อ๋องอวิ๋นหรอกนะ?
หลี่ชิงลั่วก็คิดไม่ถึงเหมือนกัน ว่าสภาพหน้าตาบู้บี้เหมือนผีตายซากของนางตอนนี้ มันจะกลายเป็นตัวช่วยที่เข้าทางจนส่งผลให้นางลงมือทำตามใจได้
ในระเบียงทางเดินยาว หลี่ชิงลั่วเดินตามแม่นมจ้าวกับคณะขึ้นไป สองมือยกถาดอาหารร้อนกรุ่นหอมหวนแลดูเลิศรส ทะลุผ่านศาลากับหอคอย เดินผ่านทะเลสาบและสวนหิน จนในที่สุดก็มาถึงเรือนหลังหนึ่งที่เต็มไปด้วยดอกไม้และเหล่าพืชนานาพรรณ
หอชุนหม่าน
ในห้องเงียบสงบ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบทุกต้องตามขั้นตอน
หลังจากที่พวกหลี่ชิงลั่ววางอาหารจานร้อนลงบนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว ก็ก้าวออกไปยืนข้าง ๆ
หลังจากที่แม่นมจ้าวขับไล่สาวใช้หน้าตาสะสวยบางคนออกไปแล้ว ก็เหลือเพียงสาวใช้ที่หน้าตาไม่โดดเด่นแบบหลี่ชิงลั่วแค่ไม่กี่คน
แต่ต่อให้หลี่ชิงลั่วจะไม่เงยหน้าขึ้น แค่มองดูรูปร่างของนางก็ยังแสลงนัยน์ตาอยู่ดี
แม่นมจ้าวมองพินิจดูแล้ว ก็ตัดสินใจเบียดนางจนถอยไปอยู่ท้ายแถว
แบบนี้ยิ่งตรงกับความต้องการของหลี่ชิงลั่วพอดี นางฉวยโอกาสซ่อนตัวด้วยการยืนหลบอยู่หลังม่านไปครึ่งตัว
ไม่นานหลังจากนั้น ชายหญิงคู่หนึ่งซึ่งดูราวกับคู่รักที่สวรรค์สรรสร้าง ก็เดินจูงมือกันออกมา
ฝ่ายชายสวมชุดคลุมผ้าไหมลายดอกสีขาวนวลดุจแสงจันทร์หรูหราตระการตา บนหัวคาดมงกุฎ บนมงกุฎประดับด้วยอัญมณีล้ำค่าหลายชนิด เปล่งประกายเจิดจรัสภายใต้แสงอาทิตย์ที่ถักทออยู่ด้านหลัง
เข็มขัดหยกประดับอัญมณีหลากชนิดประดับอยู่ที่เอว สะท้อนถึงความสง่างามหรูหรา โดดเด่นเหนือปุถุชน
แน่นอนว่าใบหน้าดวงนั้น ก็เป็นหนึ่งในใบหน้าที่งดงามยากจะหาได้ในใต้หล้าเช่นกัน
เขามีบรรยากาศที่ดูสง่างามและละเอียดประณีตอย่างยิ่ง แต่ติดที่ดวงตาคู่นั้นกลับดูเย่อหยิ่งเล็กน้อย แม้ว่าใบหน้าจะทาแป้งฝุ่นพรางผิว แต่ก็ไม่สามารถปกปิดรอยคล้ำน้อย ๆ ใต้ดวงตาได้
เขาก็คืออ๋องอวิ๋นอย่างนั้นรึ?
ชายผู้อยู่เบื้องหลังหลี่ชิงจู คนที่ช่วยนางวางแผนเผาตัวตายแล้วหลบหนีออกไปจากตระกูลหลี่
จากนั้นค่อยมาดูหญิงสาวที่อยู่ข้าง ๆ ทั้งใบหน้าคิ้วตาราวกับภาพวาดที่ระบายด้วยหมึกเข้มข้น ริมฝีปากสีชมพูอ่อนละมุนดูเป็นธรรมชาติ แม้ไม่ได้แต่งหน้า ก็ยังงามสะกดใจให้คนอยากเชยชม เวลาแย้มยิ้ม ก็เป็นเหมือนดั่งดอกท้อที่บานสะพรั่งอยู่กลางฤดูใบไม้ผลิ สดใสแต่ไม่ถึงกับเย้ายวนมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่ทำให้คนหลงใหล
ผิวของนางขาวราวกับหิมะ ละเอียดเรียบเนียน ชุ่มชื้นจนเหมือนบีบน้ำออกมาได้เลยทีเดียว
ผมยาวสีดำขลับสยายตัวลงไปตามแผ่นหลังอย่างอ่อนโยน รวบผมเป็นมวยดูนุ่มนวลเรียบง่าย
แม้ว่าบนหัวจะมีเครื่องประดับผมไม่มากนัก แต่ความสง่างามเรียบง่ายนั้น กลับส่งผลให้นางดูงดงามราวกับนางฟ้าที่เยื้องย่างอยู่บนก้อนเมฆ
นางสวมชุดผ้าไหมยาวสีขาวอมชมพู โบกสะบัดพลิ้วไสวไปตามย่างก้าวที่เจ้าตัวเดิน บางเบางามสง่าดุจก้อนเมฆที่ลอยเล่นระเริงอยู่กลางสายลม
นางก็คือหลี่ชิงจู
หลังจากที่นางตายไป แทบจะเรียกได้ว่าในใจของทุกคน นางยังคงเป็นแสงจันทร์กระจ่างที่ไม่เคยจางหาย
แน่นอนว่านางงดงามอย่างแท้จริง
ตัวเองในยามที่อยู่ต่อหน้านาง ก็เปรียบเสมือนเป็ดป่าที่ยังไม่ทันผลัดขนสีกระดำกระด่างออกไปนั่นแหล่ะ
หลังจากที่หลี่ชิงลั่วตายไปในชาติที่แล้ว ตอนที่นางมีสถานะเป็นดวงวิญญาณ ค่อยมีโอกาสได้พบหลี่ชิงจูแค่เพียงครั้งเดียว
แต่ได้พบกันแค่เพียงครั้งเดียวก็มากเกินพอแล้ว
มากพอให้ทันทีที่หลี่ชิงลั่วได้เห็นหน้านางอีกครั้ง ก็จำนางได้ในแวบแรกที่เจอ
หลี่ชิงจูมองอ๋องอวิ๋นที่อยู่ข้าง ๆ ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเขินอาย ทั้งสองคนนั่งลงหน้าโต๊ะกินข้าวด้วยกัน
"นายท่าน ท่านกินอันนี้สิเจ้าคะ ฮะเก๋าของโปรดของท่านเลย"
"จูเอ๋อร์เจ้าก็กินด้วยสิ รู้สึกว่าเป็ดแปดสมบัติวันนี้รสชาติไม่เลวเลยนะ"
ทั้งสองคนผลัดกันคีบอาหารให้กันไปมา เจ้าคีบให้ข้าหนึ่งชิ้น ข้าคีบให้เจ้าหนึ่งชิ้น
ดวงตาของทั้งคู่ถ่ายทอดความรักใคร่ลึกซึ้งที่มีต่อกัน ทั้งยังเจือแววเขินอายด้วยเล็กน้อย
คนยืนกันอยู่เต็มห้องโถง กลับไม่มีใครแสดงท่าทีประหลาดใจเลยซักคน
หลี่ชิงลั่วสังเกตเห็นท่าทางใกล้ชิดสนิทสนมของพวกเขา ยังมีอะไรให้ไม่เข้าใจได้อีกล่ะ?
เดิมทียังเป็นแค่การคาดเดาของนาง แต่ตอนนี้ได้รับการยืนยันแน่ชัดแล้ว
หลี่ชิงจูกับอ๋องอวิ๋น เกรงว่าคงจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันมานานแล้ว
ตอนนี้นางแกล้งตายแล้วหลบหนีไป แท้ที่จริงกลับได้รับการเลี้ยงดูอยู่ในคฤหาสน์ส่วนตัวของอ๋องอวิ๋น
เป็นอนุนอกเรือน?
แต่ว่านางก็ยังแต่งตัวเป็นคุณหนูที่ยังไม่ออกเรือนอยู่เลยนะ
เป็นแขกงั้นรึ?
แต่คนรับใช้ที่นี่ต่างก็เรียกนางว่า "คุณหนู" แถมยังปฏิบัติกับนางเหมือนเป็นเจ้านายคนนึง
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่านางคิดอะไรอยู่กันแน่ หรือจะเป็นเพราะนางมีสัญญาหมั้นหมายกับจวงเว่ย?
ดังนั้นเพื่อให้ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับอ๋องอวิ๋น เลยหาเรื่องแกล้งตายแล้วหนีตามกันไปงั้นรึ?
ถึงกับไม่สนใจเกียรติศักดิ์ศรีของกุลสตรีได้ถึงขนาดนี้ ด้วยการมาอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกันกับอ๋องอวิ๋น แต่กลับไม่รู้ว่าถ้าแต่งตามสัญญาหมั้นจะได้เป็นภรรยาเอก ถ้าหนีตามกันไปจะเป็นได้แค่อนุ?
นี่ก็คือคุณหนูผู้สูงศักดิ์ที่ตระกูลหลี่โอ้อวดว่าสั่งสอนมาอย่างดีงั้นรึ?
แถมยังโยนข้อหาใส่หลี่ชิงลั่วให้โดนคนตราหน้า ว่าเป็นผู้หญิงใจคอโหดเหี้ยมที่บีบให้ตนต้องตายอีกด้วย!
นางช่างยิงธนูดอกเดียวฆ่านกได้ถึงสองตัวโดยแท้
พอจบเรื่องก็แค่ทำเหมือนกับชาติที่แล้ว ด้วยการหาข้ออ้างกลับไปตระกูลหลี่ ไม่เพียงแต่คนตระกูลหลี่จะปล่อยวางความขุ่นเคืองที่มีต่อนางได้ง่าย ๆ เท่านั้น นางก็ยังคงมีสถานะเป็นลูกสาวคนโตของตระกูลหลี่เหมือนเดิม
ส่วนการหมั้นหมายของจวงเว่ยกับนาง ย่อมถูกโยกย้ายไปที่หลี่ชิงลั่วเป็นธรรมดา ทำให้หลี่ชิงจูสามารถเจรจาแต่งงานกับอ๋องอวิ๋นได้โดยไม่มีประวัติเสียหาย
แต่งให้อ๋องอวิ๋นในฐานะชายารอง ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นไปไม่ได้
ช่างเป็นการวางแผนที่ชาญฉลาดจริง ๆ!
หลี่ชิงลั่วกำหมัดแน่น ในชาตินี้ นางไม่มีวันยอมให้หลี่ชิงจูประสบความสำเร็จดั่งใจปรารถนาได้อย่างเด็ดขาด
หลังอาหาร หลี่ชิงลั่วก็ทำตัวเหมือนสาวใช้คนอื่น ๆ นั่นคือรับใช้ทั้งสองคนเสร็จ ก็รีบสลายตัวไปทันที
หลี่ชิงจูถูกอ๋องอวิ๋นโอบไหล่ ทั้งสองคนยืนอยู่ริมหน้าต่าง ชื่นชมดวงดาวและดวงจันทร์ที่ลอยอยู่บนฟากฟ้า
ทั้งสองพูดคุยกันเรื่องบทกวี บทเพลง และชีวิตมนุษย์
หลี่ชิงลั่วเดินอยู่บนระเบียงทางเดิน เดิมทีในใจยังคิดอยู่ว่า จะหาทางหลบหนีออกไปจากคฤหาสน์นี้ยังไงดี จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงใครบางคนพูดขึ้นว่า
"คุณหนูสั่งว่าอยากกินขนมโก๋เผือกผสมฮ่วยซัวของหมิงโหลว พรุ่งนี้เช้าใครจะออกไปซื้อได้บ้าง?"
หลี่ชิงลั่วรีบก้าวออกมาทันทีแล้วพูดว่า "พี่สาว ข้าไปเอง"
บรรดาสาวใช้หันมามองนาง "เจ้า? จริงสิ เจ้ามาจากไหนน่ะ? ทำไมพวกเราถึงไม่เคยเห็นหน้าเจ้ามาก่อนเลย?"
หลี่ชิงลั่วตอบอย่างฉะฉานหน้าไม่แดงใจไม่เต้นว่า "พี่สาวทุกท่าน ข้าเป็นสาวใช้ที่เพิ่งตามแม่นมกลับมาวันนี้ เป็นเพราะเมื่อสองสามวันก่อนข้ากลับบ้าน ไม่ทันระวังหกล้มจนหน้ากระแทกได้รับบาดเจ็บ ทำให้พี่สาวทุกท่านเห็นแวบแรกเลยยังจำข้าไม่ได้ จากนี้หวังว่าจะได้รับคำชี้แนะจากทุกท่านมาก ๆ นะเจ้าคะ"
คำพูดของนางฟังดูกำกวมมาก
ที่แท้ก็เป็นคนที่แม่นมพากลับมา แถมยังเป็นหน้าใหม่ที่เพิ่งมาถึงเมื่อไม่กี่วันก่อนด้วย?
แต่กลับไม่มีใครซักไซ้ไล่เรียงต่อ เพราะท้ายที่สุดแล้วคฤหาสน์หลังนี้เดิมทีก็มีคนอยู่กันมากมาย แถมยังเข้า ๆ ออก ๆ ตลอดเวลา หากไม่ได้มาจากเรือนเดียวกัน ก็เป็นไปได้ว่าอาจมีโอกาสเจอกันแค่ปีละครั้งเท่านั้น
วันต่อมา
ด้วยความปากหวาน เลยทำให้หลี่ชิงลั่วได้รับโอกาสให้ไปนอนเบียดอยู่ในห้องคนรับใช้หนึ่งคืน ก่อนที่จะได้ออกมาเดินซื้อของในตลาดกับแม่นมตั้งแต่เช้าตรู่
ท่ามกลางฝูงชนที่เบียดเสียด นางถอดชุดของสาวใช้ออกอย่างหมดจดในชั่วพริบตา คลายมวยผมแล้วถักเป็นเปียเดี่ยวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบเผ่นแน่บออกจากถนนสายหลักไป
รอจนแม่นมที่พานางออกมาหันหน้ากลับมาอีกครั้ง ก็ไม่เห็นเงาร่างของนางอยู่ตรงนั้นแล้ว
หลังจากตามหาอยู่พักใหญ่ ๆ แต่ก็ไม่เจอแม้แต่เงา แม่นมจึงรีบวิ่งกลับไปที่เรือนแยกของอ๋องอวิ๋นในสภาพมือเท้าสับสนไปคนละทิศละทาง
แต่หลังจากสอบถาม ตามด้วยตรวจสอบบันทึกรายชื่อสาวใช้แล้ว ก็ไม่พบว่าในจวนมีคนคนนี้อยู่
ทุกคนต่างก็พูดว่าไม่เคยเห็นนางมาก่อน แถมยังคิดว่าเป็นคนใหม่ที่แม่นมจ้าวพากลับมาอีกด้วย
แม่นมจ้าวได้ยินสีหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด นางตบต้นขาตัวเองดังฉาดแล้วร้องว่า "แย่แล้ว!"
