บทที่ 33
ทาสใบ้ยังคงทำสัญญาณมือส่งมาให้ แต่น่าเสียดายที่หลี่ชิงลั่วไม่เข้าใจเลยแม้แต่คำเดียว
ส่วนการเขียน หลี่ชิงลั่วเองก็ยังเป็นแค่มือใหม่ที่อ่านได้เพียงงู ๆ ปลา ๆ จึงทำได้แค่ต้องยอมแพ้
หลี่ชิงลั่วเลิกพยายามหาข้อมูลจากทาสใบ้เหล่านี้ แล้วเลือกที่จะเรียบเรียงสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ในใจแทน
วันนั้น เพื่อที่นางจะหลบหนีจากการตบตีทำร้ายของหลี่เค่อชวน จึงกระโดดลงไปในแม่น้ำฉินหวย
ต่อมา นางลอยคอไปตามแม่น้ำ แต่สุดท้ายก็ถูกพาตัวกลับมาที่เมืองจินหลิงนี้อีก
เดิมทีนางคิดจะปีนขึ้นเรือ แต่ถูกคุณชายที่ถือกระบี่ยาวคนหนึ่งพบเข้าเสียก่อน
ต่อจากนั้น คุณชายผู้นี้ก็ยังมอบโอกาสให้นางได้มีชีวิตรอด
นางจำได้ว่าเคยบอกเขาไปว่าตัวเองเป็นคนของตระกูลหลี่ แต่ดูจากตอนนี้ เหมือนว่าเขาจะไม่ได้ส่งตัวนางกลับไปยังตระกูลหลี่
บางทีที่นี่อาจจะเป็นคฤหาสน์ของคุณชายคนนั้น คุณชายคนนั้นถึงกับรับนางมาดูแลเชียวรึ
ถึงแม้นางจะไม่รู้ว่าคุณชายคนนี้แค่ใจดีหรือมีเจตนาอื่นแอบแฝงกันแน่ แต่ในใจของหลี่ชิงลั่วก็ยังคงจดจำบุญคุณครั้งนี้ได้ไม่ลืมเลือน
ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ในใจของหลี่ชิงลั่วกลับรู้สึกโล่งอกผ่อนคลายขึ้นมาก
ในตระกูลหลี่ นางไม่เคยได้สัมผัสถึงความรู้สึกผ่อนคลาย หรือความปลอดโปร่งโล่งใจเลยแม้แต่วันเดียว
ทันทีที่หลี่ชิงลั่วคิดถึงเรื่องที่หลี่เค่อชวนกับฉวี่ซื่อรวมหัวกันวางกับดักทำร้ายนาง ในใจของนางก็รู้สึกโกรธเกรี้ยวและเคืองแค้นอย่างที่ไม่อาจควบคุมได้
ทาสใบ้คนหนึ่งเดินเข้ามาทั้งดึงทั้งสะกิดที่แขนของหลี่ชิงลั่ว ในตอนนี้เองหลี่ชิงลั่วค่อยเห็นว่า บนโต๊ะหินซึ่งตั้งอยู่ใต้ต้นหอมหมื่นลี้ภายในสวน เต็มไปด้วยอาหารที่พวกนางจัดเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว
นางถูกดึงแขนมานั่งลง จึงพบว่าบนโต๊ะเต็มไปด้วยโจ๊กใสและบรรดาเครื่องเคียง
ข้าวที่ใช้ทำเป็นโจ๊กใสมีสีขาวนวลละมุนตา แถมยังเคี่ยวจนเข้มข้นส่งกลิ่นหอมดูเนียนนุ่ม
มีเครื่องเคียงอยู่สี่ห้าอย่าง ซึ่งดูแล้วน่าอร่อยทุกอย่าง
หลี่ชิงลั่วมองทาสใบ้ด้วยความรู้สึกขอบคุณ ความโกรธที่เพิ่งปะทุอยู่เมื่อครู่ ดูเหมือนจะจางหายไปในชั่วพริบตา
นางหิวท้องกิ่วมาหลายวันแล้ว จึงกินทุกอย่างที่อยู่บนโต๊ะแบบสะอาดหมดจดไม่มีเหลือ
ทาสใบ้ที่เฝ้าดูอยู่ข้าง ๆ ต่างก็มีรอยยิ้มที่พึงพอใจและมีความสุขบนใบหน้า
กินข้าวเสร็จ หลี่ชิงลั่วเดินไปหยุดตรงหน้าอ่างเลี้ยงปลา แล้วมองใบหน้าของตัวเองผ่านเงาสะท้อน
การตบของหลี่เค่อชวนฉาดนั้นรุนแรงมาก แม้ว่าใบหน้าของนางจะลดบวมลงไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีรอยฟกช้ำดำเขียวหลงเหลืออยู่เต็มไปหมด
ส่วนอาการบาดเจ็บอื่น ๆ ตามร่างกายของนาง เห็นได้ชัดว่าได้รับการรักษาแล้ว
แม้ว่าจะมีบาดแผลอยู่ไม่น้อย แต่ก็ยังดีที่ไม่มีบาดแผลร้ายแรงอะไร
ผ่านไปอีกหนึ่งวัน
หลี่ชิงลั่วเฝ้าชะเง้อคอรอคอยอยู่นาน ก็ไม่เห็นใครบอกว่าอยากพบนางเลยสักคน จึงรู้ได้ด้วยตัวเองว่า คุณชายคนนั้นคงจะไม่มาพบนางแน่ ๆ
แถมคฤหาสน์หลังนี้ นอกจากนางแล้วก็มีเพียงบรรดาทาสใบ้เหล่านี้เท่านั้น จึงเห็นได้ชัดว่าคุณชายคนนั้นต้องไม่ได้อาศัยอยู่ที่นี่อย่างแน่นอน
ดูเหมือนว่า บุญคุณที่นางติดค้างเขาอยู่หนนี้ จำเป็นต้องเลื่อนการตอบแทนออกไปก่อนจริง ๆ แล้วค่อยให้เขาหาใครสักคนมาทวงคืนจากนางภายหลัง
หลี่ชิงลั่วแสดงท่าทางให้ทาสใบ้เหล่านั้นรู้ว่า ตัวนางมีเจตนาที่จะไปจากที่นี่
เหล่าทาสใบ้น่าจะได้รับคำสั่งมาก่อนหน้านี้นานแล้ว จึงชี้ไปที่ประตูพร้อมรอยยิ้มละไม ราวกับจะบอกว่า "ถ้าท่านอยากไป ก็สามารถออกไปได้ทุกเมื่อ"
หลี่ชิงลั่วเปลี่ยนเสื้อผ้าในวันนั้นเลย
นางขอชุดสาวใช้จากทาสใบ้มาชุดหนึ่ง กล่าวขอบคุณพวกนางสำหรับการดูแลตลอดหลายวันที่ผ่านมา จากนั้นก็ออกจากคฤหาสน์หลังนี้ไป
คฤหาสน์หลังนี้ก็ตั้งอยู่ริมแม่น้ำฉินหวยเช่นกัน สถานที่ตั้งดูพรางสายตามาก บนประตูสลักคำว่า "สวนกุ้ยหยวน" ไว้เพียงแค่นั้น
ดูเหมือนว่าสถานะของคุณชายผู้นี้ จะลึกลับอยู่ไม่น้อย
หลี่ชิงลั่วก็ไม่มีเจตนาที่จะซักถาม แค่หันหลังแล้วหายตัวไปท่ามกลางฝูงชนอย่างรวดเร็ว
จวนอ๋องซู่
หลี่ชิงลั่วเพิ่งจะออกจากสวนกุ้ยหยวนไป ทางจวนอ๋องซู่ก็ได้รับข่าวทันที
จุยอวี่เข้าไปในห้องหนังสือเพื่อรายงานเรื่องนี้ให้ต้วนหรงสือฟัง แต่ต้วนหรงสือกลับทำเหมือนไม่ได้ยินซะอย่างนั้น เจ้าตัวแค่ใช้ผ้าไหมเยว่หวาเช็ดกระบี่ของตัวเองด้วยท่าทางสงบนิ่งต่อไป
จุยอวี่ "เรียนท่านอ๋อง ทางจวนตระกูลนั่น มีเพียงฮูหยินเฒ่าเผยคนเดียวที่ส่งคนออกมาสอบถามเรื่องของคุณหนูรองอย่างลับ ๆ ส่วนคนอื่น นอกจากแม่ทัพน้อยหลี่ที่ออกมาตามหาแถวริมแม่น้ำฉินหวยในวันแรกแล้ว ก็ไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรอีกขอรับ"
แต่เขาก็ตรวจสอบจนยืนยันได้นานแล้ว ว่าการปรากฏตัวของคุณหนูรองตระกูลหลี่ในคืนนั้น เป็นอุบัติเหตุที่เหนือความคาดหมายอย่างสมบูรณ์
แม่สาวน้อยคนนั้น ไม่รู้จักสถานะที่แท้จริงของท่านอ๋อง
ต้วนหรงสือดูเหมือนจะไม่สนใจเรื่องนี้เลย แต่กลับไม่ห้ามจุยอวี่ปล่อยให้เขาพูดต่อไปเรื่อย ๆ
จุยอวี่เห็นแบบนั้น ก็พูดต่อไปว่า “หลายวันมานี้แม่ทัพหลี่ก็ไปประชุมราชสำนักเช้าตามปกติ ไปสนามฝึกทหาร สังสรรค์กับสหายตามปกติ ไม่มีอะไรที่ดูผิดไปจากปกติเลย ราวกับว่าเขาไม่สังเกตเห็นด้วยซ้ำว่าในบ้านของเขาลูกสาวหายตัวไปแล้วทั้งคน หรือบางที เขาก็อาจจะไม่ได้สนใจคุณหนูรองคนนี้เลยก็เป็นได้”
"นอกจากนี้ ข้าน้อยยังพบเรื่องแปลกประหลาดเรื่องหนึ่งด้วยขอรับ"
ต้วนหรงสือ "พูดมา"
จุยอวี่ "เมื่อหลายวันก่อนหน้านี้ ในวันที่คุณหนูรองคนนี้กลับถึงบ้าน ลูกสาวคนโตของตระกูลหลี่ได้ฆ่าตัวตายด้วยการเผาตัวเองจนตายในบ้าน พวกเขาบอกกับคนนอกว่านางป่วยทางจิต คิดไม่ตกจนพาลคิดสั้นเพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ แต่จากที่ข้าน้อยเห็น หลังจากวันนั้นดูเหมือนว่าพวกเขานอกจากฮูหยินเฒ่าเผยแล้ว ทุกคนต่างก็ชิงชังรังเกียจคุณหนูรองผู้นี้จนเข้ากระดูกดำเลยขอรับ"
ต้วนหรงสือ "ข้าไม่ได้ตาบอด"
ความหมายก็คือ เขาสังเกตเห็นได้ตั้งนานแล้ว
"กลอุบายสกปรกของตระกูลหลี่คงปิดบังไว้ได้อีกไม่นานนักหรอก จวนหลังนี้นอกจากฮูหยินเฒ่าเผยแล้ว ที่เหลือก็มีแต่ตัวโง่เง่าไร้สมองทั้งนั้น สงสารก็แต่เด็กสาวคนนั้นที่โชคร้าย"
จุยอวี่ ? ? ?
นายท่านยังหลงเหลือความเมตตาสงสารคนอื่นอยู่ด้วยหรือนี่?
ต้วนหรงสือ "มันเทศที่นางทำ รสชาติไม่เลวเลย"
จุยอวี่: อ๋อ ที่แท้ท่านอ๋องทำเพื่ออาหารมื้อนั้นนี่เอง
แต่ก็ไม่แปลกหรอก ปกติท่านอ๋องเป็นคนที่ไม่ค่อยมีความอยากอาหารเท่าไหร่ จึงเป็นเรื่องยากมากที่จะหาอาหารที่ถูกปากได้
ฝีมือการทำอาหารของคุณหนูรองผู้นั้น คงจะยอดเยี่ยมน่าดูชมเลยทีเดียว
น่าเสียดายที่สุดท้ายแล้วจะยังไงนางก็เป็นลูกสาวของจวนผู้ลากมากดีคนนึง ไปจับกลับมาเป็นแม่ครัวไม่ได้
สิ่งที่ต้วนหรงสือยังไม่ได้พูดออกไปก็คือ สาวน้อยคนนั้นยังมีดวงตาที่งดงามไม่เลวอีกด้วย
ต้วนหรงสือเก็บดาบเข้าฝัก “ส่งคนไปเฝ้าจับตามองจวนตระกูลหลี่เอาไว้ คดีที่หลี่เฉาจิ้งทุจริตเงินบรรเทาภัยพิบัติครั้งนี้ จะยังไงก็ไม่มีทางปัดให้พ้นตัวได้”
หลี่ชิงลั่วยังไม่ได้กลับไปที่จวนตระกูลหลี่ทันที
นางนั่งอยู่ริมแม่น้ำฉินหวยเป็นเวลานาน
นางถึงกับเคยคิดว่า หรือตัวนางควรจากไปทั้งอย่างนี้เลยจะดีกว่า กลายเป็นคนที่ไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ ไม่ต้องเกี่ยวข้องอะไรกับตระกูลหลี่อีก
นางสามารถทำงานหาเงินเลี้ยงชีพตัวเองได้ สามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ ไม่ต้องจมอยู่กับความเกลียดชังอีกต่อไป ไม่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนความสิ้นหวังอยู่ตลอดเวลา
แต่นางรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจ
นางไม่ยอมที่ชีวิตของตัวเอง ต้องมาพังพินาศป่นปี้เพราะการเล่นตลกและเหยียบย่ำของคนพวกนี้
นางอยากไปจากตระกูลหลี่ แต่ต้องไม่ใช่ตอนนี้โดยเด็ดขาด ไม่ใช่คนที่ต้องจากไปในฐานะของผู้พ่ายแพ้ ต้องหลบหนีแบบหัวซุกหัวซุน!
"คุณหนูของพวกเราช่างได้รับความโปรดปรานจริง ๆ เตี้ยนเซี่ยส่งทั้งบรรดาของหายาก ของเล่นสนุกสนานน่าสนใจมาให้ทุกวัน แต่นางกลับไม่ยอมมองเลยสักครั้ง"
"จริงรึ?"
สาวใช้สองคนเดินผ่านหลังไป หลี่ชิงลั่วได้ยินดังนั้นก็รีบลุกขึ้นยืนทันที
เตี้ยนเซี่ย?
คนที่จะถูกเรียกว่าเตี้ยนเซี่ยได้ ใต้หล้าแห่งนี้ก็มีอยู่เพียงไม่กี่คนหรอก
คงจะไม่บังเอิญขนาดที่ว่า เป็นหนึ่งในคนของอ๋องอวิ๋นพอดีหรอกนะ?
นางเดินตามสองคนนั้นไป จนกระทั่งเดินมาถึงหน้าคฤหาสน์หลังหนึ่ง
หลี่ชิงลั่วซ่อนตัวอยู่หลังต้นไทรต้นหนึ่ง มองดูพวกนางเดินเข้าไปทางด้านหลังมุมประตู ขณะที่กำลังคิดหาวิธีว่าตัวเองจะแอบตีเนียนเข้าไปสำรวจดูยังไงดี กลับเห็นเงาร่างที่คุ้นตาร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้นโดยไม่คาดคิด
นั่นคืออาหญิงของบ้านตระกูลหลิว หลิวจินจือ!
ทำไมนางถึงมาอยู่ที่นี่ได้?
หลิวจินจือทักทายใครบางคนที่มุมประตูด้านหลัง ผ่านไปไม่นานก็มีคนออกมา รับนางเข้าไปข้างใน
หัวใจของหลี่ชิงลั่วเต้นแรง
ในโลกใบนี้ไม่มีทางเกิดเรื่องบังเอิญได้มากมายอะไรขนาดนั้น ดังนั้นแล้ว ถ้าหากว่าที่นี่คือจวนของอ๋องอวิ๋นจริง ๆ หลี่ชิงจูที่แกล้งตายแล้วหลบหนีมา เวลานี้จะต้องอยู่ข้างในอย่างแน่นอน!
"นังขี้ข้าสมควรตาย! ไม่ยอมกลับจวนมาแอบอู้งานอยู่ตรงนี้ทำไม? ข้าจะบอกให้เจ้ารู้ไว้เลยนะ ถ้ากลายเป็นทาสหลบหนี กระทั่งจะออกจากประตูเมืองไปก็ยังออกไปไม่พ้น เจ้าจะโดนคนจับ แล้วส่งไปศาลาว่าการทันที พอโดนโบยด้วยท่อนไม้สักยี่สิบที เจ้าจะได้รู้จักทำตัวดี ๆ ขึ้นมาบ้าง!"
แม่นมคนหนึ่งเห็นหลี่ชิงลั่วที่สวมเสื้อผ้าของสาวใช้ ก็พุ่งปราดเข้ามาแล้วหยิกเข้าที่เอวของนางอย่างแรง
หลี่ชิงลั่วเจ็บจนต้องก้มหน้า “แม่นมโปรดละเว้นด้วย บ่าวแค่ออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์ ไม่กล้าหนีหรอกเจ้าค่ะ”
แม่นมคนนั้นมองสำรวจนางแวบหนึ่ง เมื่อเห็นใบหน้าฟกช้ำดำเขียวของนางก็ขมวดคิ้ว "เจ้าเป็นใคร? ทำไมข้าถึงไม่เคยเห็นหน้าเจ้ามาก่อน?"
