บทที่ 31
เรียกได้ว่าเส้นยาแดงผ่าแปดโดยแท้
หลี่เค่อชวนรับรู้ได้ถึงอันตรายจึงรีบผลักมือของหลี่ชิงลั่วออกไปอย่างรวดเร็ว แต่ลิ่มเหล็กที่คมกริบก็ยังบาดเข้าไปตรงลำคอของเขาจนเกิดเป็นรอยแผลลึกรอยหนึ่ง!
น่าเสียดาย ที่มันแทงเข้าไปได้ไม่หมด
ถ้าไม่อย่างนั้นล่ะก็ ต่อให้วันนี้เทพต้าหลัวผู้ยิ่งใหญ่เสด็จมาเอง ก็คงยากจะช่วยชีวิตเขาเอาไว้ได้
"นังชาติชั่ว!"
หลี่เค่อชวนสบถเสียงดังลั่น ยื่นมือออกไปหมายจะบีบคอหลี่ชิงลั่วให้ตายคามือ แต่กริชในมือของหลี่ชิงลั่วก็หันกลับไปอีกด้าน พุ่งเข้าแทงใส่หลี่เค่อชวนอีกครั้ง
หลี่เค่อชวนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเบี่ยงหลบไปข้างหลัง จำต้องปล่อยมืออีกข้างที่จับหลี่ชิงลั่วไว้
หลี่ชิงลั่วฉวยโอกาสนี้ ที่ตัวเองเป็นอิสระแล้ว ลุกขึ้นยืนได้ก็สับเท้าวิ่งหนีทันที
หลี่เค่อชวนกุมลำคอของตัวเองที่ตอนนี้เลือดไหลอาบนอง แผดเสียงตะโกนด้วยความโกรธ "จับนางไว้!!"
"เลาะเส้นเอ็นทั้งสองมือสองเท้าของนางให้หมด แล้วลากตัวกลับมาให้ข้า!"
หลี่ชิงลั่วกลับไม่วิ่งหนีขึ้นไปข้างหน้าต่อ แต่กลับหันหลัง แล้วกระโดดลงจากเนินเขาไป
เนินเขาเส้นนี้ทางลาดชันมาก แม้ว่าจะไม่ใช่หน้าผา แต่ถ้าใช้ความเร็วมากเกินไปก็จะเดินหน้าได้ลำบาก
หลี่ชิงลั่วตัดสินใจเด็ดขาดด้วยการปล่อยให้ตัวเองกลิ้งลงไปเลย แต่เหล่าคนรับใช้ที่ไล่ตามนางกลับไม่กล้าเสี่ยงชีวิตเหมือนนาง แต่ละคนทำได้แค่นั่งลงกับพื้นแล้วไถลตัวลงไป พยายามยื่นมือออกไปคว้าตัวนางตลอดเวลา
หลี่ชิงลั่วทำได้แค่กัดฟันพลางยกมือขึ้นป้องหัวตัวเองเอาไว้แน่น ออกแรงให้ตัวเองกลิ้งลงไปได้เร็วขึ้น แม้ว่าจะพยายามหลบหลีกกิ่งไม้กับก้อนหินอย่างเต็มที่แล้ว แต่ก็ยังไม่อาจหลีกเลี่ยงการถูกบาดหรือรอยฟกช้ำที่เกิดจากแรงกระแทกระหว่างทางได้
"หยุดเดี๋ยวนี้นะ!"
คนรับใช้เห็นว่านางไม่มีทีท่าว่าจะหยุด จึงพากันร้องตะโกนอย่างร้อนรน
หลี่ชิงลั่วรู้แก่ใจดีว่าที่ตีนเขามีอะไรอยู่ แต่นางกลับยังคงพุ่งลงไปในแม่น้ำฉินหวยอันเชี่ยวกรากโดยไม่ลังเล
นางจะไม่ยอมเปิดโอกาสให้ตัวเองตกอยู่ในเงื้อมมือของหลี่เค่อชวนอีก
ถ้าต้องมีชีวิตเหมือนอยู่ไม่สู้ตาย นางจะขอสู้จนตัวตายดูสักครั้ง
หลี่ชิงลั่วว่ายน้ำเป็น
นี่เป็นเพราะครั้งหนึ่งเมื่อตอนที่นางยังเด็ก นางขึ้นภูเขาไปเก็บฟืนกับขุดหาผักป่า แล้วถูกพี่น้องตระกูลหลิวผลักตกลงไปในทะเลสาบ เพื่อที่นางจะเอาชีวิตรอดต่อไปให้ได้จึงต้องดิ้นรนคิดหาหนทาง
คนตระกูลหลิว แต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคยถือว่านางเป็นคนในครอบครัว
หลี่ชิงจูเป็นแก้วตาดวงใจของตระกูลหลี่ พอตายไปก็ยังคงเป็นแสงจันทร์อันล้ำค่าในใจของพวกเขา
แต่หลี่ชิงลั่วตอนที่อยู่ในตระกูลหลิว กลับถูกใช้งานเยี่ยงทาส ไม่เคยได้รับการปฏิบัติเหมือนเป็นคนคนหนึ่งเลย
ด้วยเหตุนี้เอง ในชาติที่แล้วตอนที่นางเพิ่งกลับมาถึงตระกูลหลี่ จึงได้โหยหาความรักความอบอุ่นแม้เพียงน้อยนิดจากญาติพี่น้องแท้ ๆ ของตัวเองอย่างสุดหัวใจ
แต่ความปรารถนาใด ๆ ในชาติที่แล้วของนาง กลับไม่เคยสมดังหวัง
ในชาตินี้ นางต้องพลิกชะตาชีวิตของตัวเอง ต่อให้เป็นทางตัน นางก็ต้องหาทางรอดออกมาให้จงได้!
สายน้ำในแม่น้ำไหลเชี่ยวกราก มีก้อนหินกับบรรดากิ่งไม้แหลมคมยื่นออกมาจากจุดต่าง ๆ เป็นระยะ
คนรับใช้ของตระกูลหลี่หลายคนก็กระโดดน้ำตามลงไปด้วย แต่ไม่นานก็ต้องว่ายกลับเข้าฝั่งอย่างรวดเร็ว
ส่วนหลี่ชิงลั่ว กลับจมลงไปใต้น้ำโดยสมบูรณ์แล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
คนรับใช้รีบคลานกลับไป แต่ละคนสีหน้าซีดเผือดเนื้อตัวมอมแมม พากันมาคุกเข่าลงตรงหน้าหลี่เค่อชวนแล้วพูดว่า "คุณชายใหญ่ เกรงว่าคุณหนูรอง คุณหนูรองคงจะตายแล้วล่ะขอรับ!"
หลี่เค่อชวนมองเห็นทุกสิ่งอย่างชัดเจน รวมถึงการกระโดดลงแม่น้ำด้วยความมุ่งมั่นของหลี่ชิงลั่วนั่นด้วย
ชั่วขณะนั้น ใบหน้าของเขาเขียวจนคล้ำ ในดวงตาเต็มไปด้วยแววตกตะลึงและตื่นตกใจ
นิสัยของนาง ถึงกับเข้มแข็งทรหดไม่ยอมก้มหัวยอมรับความพ่ายแพ้ขนาดนี้เชียวรึ
ต่อให้นางแสร้งทำเป็นก้มหัวยอมรับความผิดต่อหน้าหลุมศพของจูเอ๋อร์ ก็แค่เจอความลำบากนิดหน่อยเท่านั้น วันนี้เขาก็คงไม่ลงมือเข่นฆ่าเอาชีวิตนางจริง ๆ อยู่แล้ว
แต่นางถึงกับเลือกกระโดดลงไปในแม่น้ำ ก็ไม่ยอมก้มหัวให้เขาอย่างนั้นรึ
วิเศษ!
วิเศษมากหลี่ชิงลั่ว!
หลี่เค่อชวนยกมือขึ้นปิดคอ มืออีกข้างหนึ่งเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดสด ๆ ตั้งนานแล้ว
เขาจ้องมองสายน้ำเชี่ยวกรากด้วยแววตาชิงชัง ก่อนจะออกคำสั่งว่า "ไปตามหาให้ข้าเดี๋ยวนี้! อยู่ต้องเห็นคน ตายต้องเห็นศพ"
ต่อให้นางตายไปจริง ๆ แล้วจะทำไม?
ตายไปแล้วก็ตายไปสิ
ก็แค่คนที่เดิมทีไม่สมควรจะกลับมา ถือซะว่าแบ่งเบาความแค้นแทนจูเอ๋อร์ที่ตายไป
ต่อให้ท่านย่าจะไต่ถามเอาความ ก็คงไม่มีทางถึงขั้นปล่อยให้ลูกชายสายเลือดตรงเพียงคนเดียวของตระกูลหลี่ต้องชดใช้ด้วยชีวิตอยู่แล้วนี่?
เขาแค่ต้องบอกกับทุกคนว่า นางเดินไม่ระวังจนตกลงไปในแม่น้ำแล้วจมน้ำตายเอง อย่างมากก็แค่ต้องไปคุกเข่าอยู่ในศาลบรรพชนสักสองสามวัน แล้วเรื่องก็จะจบลงอย่างแน่นอน
ท่านย่าก็แก่มากแล้ว ทั้งยังไม่เคยดูแลเรื่องภายในตระกูล แน่นอนว่าท่านพ่อกับท่านแม่ไม่มีทางยอมให้นางลงโทษตนอยู่แล้ว
หลี่เค่อชวนพยายามสงบสติอารมณ์ แต่ตอนที่จ้องมองไปยังแม่น้ำสายนั้น กลับไม่อาจระงับความหงุดหงิดและตื่นตระหนกที่อยู่ในใจได้
ยามพลบค่ำ
สถานที่ที่รุ่งเรืองเฟื่องฟูที่สุดในเมืองจินหลิง ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน ก็คือริมฝั่งแม่น้ำฉินหวย
มีทั้งการร้องเพลง การเต้นรำ และผู้คนดื่มกินอย่างสนุกสนาน
ไม่ว่าจะเป็นละครร้อง กายกรรม เล่านิทาน บ่อนการพนัน
แล้วก็ยังมีหอนางโลมทิศใต้ที่ทั้งชายและหญิงต่างก็ชื่นชอบ แต่ไหนแต่ไรมาที่นี่ก็เป็นสถานที่คึกคักและงดงามที่สุดในยามค่ำคืน สว่างไสวตระการตาไม่ต่างจากตอนกลางวันอยู่เสมอ
ทันใดนั้น ท่ามกลางความมืดมิดของแม่น้ำที่อยู่ใต้หอทิศใต้ เด็กสาวคนหนึ่งกอดท่อนไม้ ลอยตามน้ำมาเรื่อย ๆ อย่างแผ่วเบาและเงียบเชียบ
เด็กสาวผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น ซึ่งก็คือหลี่ชิงลั่วที่กระโดดลงแม่น้ำฉินหวยอย่างเด็ดเดี่ยวเมื่อครู่นี้นั่นเอง
ในเวลานี้ ใบหน้าของหลี่ชิงลั่วขาวซีด ด้วยเหตุเพราะแช่อยู่ในแม่น้ำนานเกินไป จึงทำให้ผิวหนังทั่วตัวเริ่มบวม
นางหันไปมองรอบ ๆ เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าบนฝั่ง ก็รีบเข้าไปเกาะริมตลิ่ง ไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว
"ไม่ได้อยู่ตรงนี้ ไปหาทางนั้นดูซิ!"
"จุดคบเพลิงให้สว่างขึ้นอีกหน่อย!"
"ลองไปหาทางนั้นดูหรือยัง?"
ลูกน้องของหลี่เค่อชวนได้ลัดเลาะตามแม่น้ำ ตามหานางมาจนถึงเมืองจินหลิงนี่แล้ว
แน่นอนว่าหลี่ชิงลั่วไม่มีทางโง่ขนาดนั้น จนทำให้ตัวเองตกไปอยู่ในเงื้อมมือของเขาอีกแน่
นางดิ้นรนสุดชีวิตจนเก็บแรงเฮือกสุดท้ายพาตัวเองรอดจากการจมน้ำตายมาได้อย่างยากลำบาก ตอนนี้นางจำเป็นต้องหาวิธีหลบหนีไปให้ได้โดยเร็วที่สุด
ไม่ไกลนัก มีเสียงหนึ่งดังแว่วมาจากบนฝั่งตะโกนถามว่า "สหาย พวกเจ้าเป็นคนรับใช้ของตระกูลไหน? ไม่ทราบว่าดึกดื่นขนาดนี้ ยังมาตามหาอะไรกันในแม่น้ำสายนี้รึ?"
คนรับใช้ตระกูลหลี่ย่อมรู้ตัวดีว่าพวกตนทำเสียงดังเอะอะอึกทึกอยู่ไม่น้อย จึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “พวกเรามาจากจวนตระกูลหลี่ทางตอนใต้ของเมือง ทาสชั้นต่ำคนหนึ่งของเราทำความผิด แล้วหลบหนีออกจากบ้านไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ได้ยินมาว่ามีคนเห็นนางปรากฏตัวที่ริมแม่น้ำสายนี้ เลยกลัวว่านางจะพลัดตกน้ำ จึงอยากจะตามหานางให้เจอ”
คนที่เดินผ่านไปมายังเอ่ยชมไปว่า "จุ๊ ๆ! พวกเจ้าช่างมีเมตตาเสียจริง ยังกลัวว่านางจะจมน้ำตายอีกหรือนี่ ทาสที่ทำความผิดแบบนี้ยังจะตามหาไปทำไม? ไม่ช้าก็เร็วต้องถูกจับส่งตัวไปศาลาว่าการให้ทางการลงโทษอยู่แล้วล่ะ"
คนรับใช้ตระกูลหลี่ "ใช่ ๆ ๆ จะดีจะชั่วก็ชีวิตคนคนหนึ่งไม่ใช่รึ? เจ้านายของพวกเราใจดีมีเมตตาน่ะ"
ใจดีมีเมตตา?
นี่ถือเป็นเรื่องตลกขบขันที่สุด ที่หลี่ชิงลั่วเคยได้ยินมาในชีวิตนี้เลย
ถ้านี่เป็นตอนกลางวันล่ะก็ หลี่ชิงลั่วคงยากจะซ่อนตัวอยู่ในแม่น้ำแบบนี้ได้
รอจนคนพวกนั้นเดินไปไกลแล้ว นางค่อยคลำหาทางในความมืด ใช้มือวาดน้ำลอยตัวข้ามไปอย่างเงียบเชียบ ตะเกียกตะกายไปจนถึงเรือลำเล็ก ๆ ลำหนึ่งได้สำเร็จ
ตอนที่มาถึงขอบเรือ หลี่ชิงลั่วก็หมดสิ้นเรี่ยวแรงไปแล้ว
แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้ปีนขึ้นเรือ ก็ถูกคนมาเจอเข้าเสียก่อน
"ใคร?"
ทันใดนั้น กระบี่เล่มหนึ่งก็จ่อเข้าที่กลางหน้าผากของนาง หลี่ชิงลั่วรู้สึกถึงความมืดมิดดำสนิทเบื้องหน้า เมื่อเห็นน้ำค้างแข็งบนใบมีด นางจึงตระหนักได้ว่าตนเองกำลังตกอยู่ในอันตราย
บนเรือลำนี้มีคนอยู่ จากเสียงที่ได้ยินก็รู้ว่าเป็นชายหนุ่มคนหนึ่ง
กลางคืนที่มืดแบบนี้ แม้แต่โคมไฟซักดวงก็ไม่ยอมจุด นางจึงคิดว่าเรือลำนี้คงจะเป็นเรือที่ไม่มีคน จึงเป็นเหตุผลที่นางกล้าว่ายเข้ามาจนถึงที่นี่
แต่ตอนนี้นางไม่มีทางให้ถอยแล้ว
ถ้าทำเสียงดังกว่านี้ จะต้องดึงดูดความสนใจของคนรับใช้ตระกูลหลี่ที่อยู่บนฝั่งแน่
แสงไฟจากคบเพลิงบนฝั่งยิ่งลุกโชนขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนนางที่ทรมานทรกรรมมาตลอดทั้งวัน ไม่มีเรี่ยวแรงหลงเหลือตั้งนานแล้ว ตอนนี้ก็ได้แค่ฝืนกัดฟันเพื่อประคองตัวเองให้ยังมีสติเอาไว้เท่านั้น
เพื่อต่อลมหายใจตัวเอง หลี่ชิงลั่วจึงทำได้แค่กัดฟันทำใจแข็งพูดออกไปเบา ๆ ว่า "คุณชายท่านนี้โปรดอภัยให้ด้วย ข้าน้อยไม่ได้ตั้งใจจะรบกวนความสงบสุขของท่าน แต่ข้าไม่มีหนทางอื่นแล้วจริง ๆ ขอคุณชายโปรดช่วยชีวิตข้าสักครั้งเถอะเจ้าค่ะ"
อีกฝ่ายไม่พูดอะไร ถึงขั้นเงียบไปนานเลยทีเดียว
นานจนมือของหลี่ชิงลั่วลื่นหลุดอยู่หลายครั้ง หากไม่ใช่เพราะนางพยายามคว้าขอบเรือเอาไว้จนสุดชีวิต ก็คงจะลื่นตกน้ำไปแล้ว
นางเริ่มสั่นไปทั้งตัว จู่ ๆ ก็เกิดความรู้สึกเหน็บหนาวอย่างไม่น่าเชื่อ หนาวจนควบคุมร่างกายตัวเองไม่ได้
หากยังเป็นแบบนี้ต่อไป เกรงว่านางคงจะต้องตายจริง ๆ แน่แล้ว
ในใจของหลี่ชิงลั่วอดทอดถอนใจในชะตากรรมไม่ได้ หรือว่าชาตินี้ นางยังต้องตายด้วยน้ำมือของหลี่เค่อชวนอีกแล้วอย่างนั้นรึ?
