บทที่ 30
นับตั้งแต่หลี่ชิงลั่วกลับมา นางก็เผชิญหน้ากับหลี่เค่อชวนแบบแข็งชนแข็งตลอด
ดูเหมือนนางจะไม่สนใจอาการบ้าคลั่งของเขาเลย ยิ่งไม่กลัวอารมณ์โกรธเกรี้ยวฉุนเฉียวของเขาด้วย
ถึงขั้นที่ว่าทุกครั้ง ความโกรธของเขาจะถูกนางสกัดกั้นไว้ได้แบบไม่เจ็บไม่คัน แถมยังตอบโต้กลับมาได้อีก
เขายอมรับว่านางค่อนข้างฉลาด จนทำให้เขาต้องเสียเปรียบอยู่บ้าง
แต่เขาจะปล่อยให้นางลำพองใจอยู่แบบนี้ ให้นางเพลิดเพลินกับทุกสิ่งที่ควรเป็นของจูเอ๋อร์ได้ยังไง?
ครั้งที่แล้วหลี่เค่อชวนไม่สามารถใช้ข้ออ้างเรื่องโรคตาของแม่ มากดดันให้หลี่ชิงลั่วใช้หนี้เลือดด้วยเลือดได้ เขาจึงวางแผนนี้ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
แต่ครั้งนี้นางถึงกับหลั่งน้ำตาจริง ๆ รึ?
เมื่อเห็นน้ำตาเหล่านั้น เขาก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง
หรือว่าในใจนางจะรู้ความผิดแล้วจริง ๆ ?
ถ้านางโขกหัวสำนึกผิดต่อหน้าหลุมศพจูเอ๋อร์ ยอมสารภาพและชดใช้ความผิด เขาก็ใช่ว่าจะละเว้นนางไม่ได้
แต่ในวินาทีต่อมา จู่ ๆ หลี่ชิงลั่วก็ส่งเสียงหัวเราะดัง “หึ ๆ ๆ” ขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
หัวไหล่ของนางยักย้ายเป็นจังหวะ สั่นไปทั้งตัว ราวกับกำลังหัวเราะให้กับเรื่องตลกขบขันอะไรสักเรื่องหนึ่ง
หลี่เค่อชวนค่อยเข้าใจขึ้นมาทันที ว่าตัวเองถูกนางหลอกปั่นหัวเข้าแล้ว!
เขาก้าวขึ้นไปข้างหน้าด้วยความโกรธ คว้าผมของนางไว้แล้วบังคับให้นางเงยหน้าขึ้น
หลี่เค่อชวนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน "เจ้าหัวเราะอะไร?"
หลี่ชิงลั่วเม้มริมฝีปากน้อย ๆ "ข้าหัวเราะเจ้า ที่มันโง่สิ้นดี"
หลี่เค่อชวนยกมืออีกข้างหนึ่งขึ้น บีบเข้าที่ปลายคางของนางอย่างแรง นึกแค้นใจที่ไม่อาจบีบจนฟันในปากของนางหักกระเด็นจนหมดปาก
หลี่ชิงลั่วรู้สึกเหมือนแก้มจะแหลกเป็นเสี่ยง ๆ ให้ได้แล้ว ในปากก็เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด
แต่นางยังคงหัวเราะ แม้ว่าปากจะขยับไม่ได้ แต่ในดวงตากลับเต็มไปด้วยแววดูถูกระคนหยามหยันที่มีต่อเขา
หลี่เค่อชวน "ข้าโง่งั้นรึ? เจ้าหมายความว่ายังไง?"
หลี่ชิงลั่วพูดไม่ออก หลี่เค่อชวนคิดว่านางแค่จงใจทำตัวให้ดูเป็นปริศนา จึงแค่นเสียงเยาะเย้ยใส่ “วันนี้ท่านย่าไม่มีทางมาช่วยเจ้าได้หรอก เพราะฉะนั้นเจ้าไม่ต้องมัวพูดจาไร้สาระ นอกจากทำให้ข้าหงุดหงิดได้ มันมีประโยชน์อะไรกับเจ้ารึ?”
ดวงตาของหลี่ชิงลั่วไม่ได้แสดงความหวาดกลัวใด ๆ ในทางกลับกันยังเผยแววสงสารน้อย ๆ ออกมาด้วย
นาง...นางรู้สึกสงสารเขาอย่างนั้นรึ?
สงสารเขาเรื่องอะไร?
ตอนนี้คนที่เป็นฝ่ายถูกจับ เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าเป็นนาง!
หลี่เค่อชวนรู้สึกเหมือนถูกแววตาของนางทิ่มแทงจนเจ็บแปลบไปหมด ยกมือขึ้นได้ก็ตบนางไปฉาดใหญ่
"อย่ามาส่งสายตาแบบนี้ใส่ข้า แล้วก็อย่ามาหัวเราะ!"
หลี่ชิงลั่วถูกตบจนหน้าสะบัดคว่ำ
รอยนิ้วมือสีแดงสดห้ารอยปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนางทันที
เลือดสายหนึ่งค่อย ๆ ไหลออกมาจากมุมปากอย่างเชื่องช้า
หลี่ชิงลั่ว "เจ้ารู้หรือไม่? หลี่เค่อชวน เจ้ามันก็เป็นได้แค่หมาตัวนึงของหลี่ชิงจูเท่านั้นแหล่ะ
ข้าสงสารที่เจ้าถูกนางหลอกปั่นหัวจนหัวหมุนแล้ว ก็ยังไม่รู้สึกตัว ข้าสงสารที่เจ้าตาบอด ถูกปิดหูปิดตา ต้องใช้ชีวิตอยู่ในความฟั่นเฟือนของตัวเอง เหมือนคนบ้าที่สติวิปลาสไม่รู้จักคำว่าผิดชอบชั่วดี!"
"ข้าสงสารที่เจ้าโง่เขลาแล้วยังเย่อหยิ่ง แต่มันต้องมีสักวันหนึ่ง ที่เจ้าจะถูกคนที่เจ้ารักปานแก้วตาดวงใจทอดทิ้งอย่างโหดร้ายไม่หลงเหลือเยื่อใยให้เลยซักนิด!"
ดวงตาของหลี่ชิงลั่วฉายแววชิงชังรังเกียจอย่างรุนแรง “ยังมีอีกนะ ต่อให้วันนี้เจ้าจะเอาชีวิตข้า ข้าก็ไม่มีวันยอมโขกหัวให้หลี่ชิงจู! เพราะเดิมที ข้าก็ไม่ได้ทำอะไรผิด!”
นางเงยหน้าขึ้น ใบหน้าบวมเป่ง จ้องมองพี่ชายแท้ ๆ ของตัวเองด้วยสายตาที่เย็นชาประดุจใบมีด
คำพูดเหล่านี้ ทำให้หลี่เค่อชวนโกรธสุดขีด
เขาเปลี่ยนจากมือที่บีบปลายคางกำเป็นหมัด แล้วกดลงบนหัวของหลี่ชิงลั่ว "วางใจเถอะ ข้าไม่รีบฆ่าเจ้าทิ้งทันทีหรอก น้องสาว"
"เพราะความตาย มันง่ายเกินไปสำหรับเจ้า"
"ข้าต้องการให้เจ้าคุกเข่าที่หน้าหลุมศพของจูเอ๋อร์ทุกวัน สวดมนต์ส่งวิญญาณให้นาง ข้าต้องการให้เจ้ามานั่งเฝ้าหลุมศพของจูเอ๋อร์ ถ้าไม่โขกหัวคำนับก็ไม่ต้องกินข้าวไม่ต้องดื่มน้ำ"
"ข้าต้องการให้เจ้าสำนักในความผิดที่ทำให้จูเอ๋อร์ต้องตาย ข้าต้องการให้เจ้าร้องไห้อ้อนวอนยอมรับเองว่ามันคือความผิดของเจ้า!"
"ข้าต้องการให้เจ้ากลายเป็นหมาอยู่ตรงหน้าหลุมศพของจูเอ๋อร์"
หลี่เค่อชวนพูดจบก็ลุกขึ้น หันไปสั่งข้ารับใช้คนสนิทที่อยู่ข้างหลังว่า "ตีขานางให้หัก เลาะเส้นเอ็นของนางซะ กดนางไว้กับพื้น ให้นางโขกหัวคำนับหน้าหลุมศพคุณหนูใหญ่ ต้องโขกหัวให้ครบร้อยครั้ง"
"ถ้าขาดไปแม้แต่ครั้งเดียว ก็อย่าปล่อยให้ลุกขึ้นมา!"
ข้ารับใช้ทั้งหลายได้ยินต่างก็พากันตัวสั่นงันงก
"ขอรับ ขอรับ คุณชายใหญ่"
พวกเขาลากเหล็กท่อนหนึ่งเข้ามาด้วยสีหน้าดุร้าย หลี่ชิงลั่วตวาดขึ้นมาทันที “พวกเจ้ากล้ารึ! จะดีจะชั่วข้าก็เป็นถึงคุณหนูลูกสาวจวนแม่ทัพ เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขแท้ ๆ ของท่านแม่ทัพ! ถ้าท่านย่ารู้เรื่องนี้ จะต้องเอาชีวิตสุนัขของพวกเจ้าหมดทุกคนแน่!”
พวกข้ารับใช้ต่างก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ในยามที่สบเข้ากับสายตาเฉียบคมระคนโกรธแค้นของหลี่ชิงลั่ว พวกเขาก็เริ่มเกิดความลังเลขึ้นมา
แต่จู่ ๆ หลี่ชิงลั่วก็พูดขึ้นมาอีกครั้งว่า “หลี่เค่อชวน เจ้าไม่มีปัญญาหรือยังไง? ถ้าอยากจะทำนัก ทำไมเจ้าถึงไม่กล้าลงมือทำเองล่ะ?”
“ข้าเป็นน้องสาวแท้ ๆ ร่วมสายเลือดเดียวกันกับเจ้า ถ้าเจ้าลงมือเอง จะไม่ยิ่งแสดงให้เห็นชัดเจนขึ้นหรอกหรือ ว่าเจ้ารักใคร่หวงแหนหลี่ชิงจูมากมายขนาดไหน?”
หลี่เค่อชวนแค่นเสียงหัวเราะเยาะ "โง่สิ้นดี เจ้าคิดจริง ๆ น่ะรึว่าข้าไม่กล้าทำ?"
"ถ้าเทียบกับจูเอ๋อร์แล้ว เจ้ามันต่ำต้อยด้อยค่ายิ่งกว่าเศษหญ้าริมทางซะอีก"
เขาคว้าท่อนเหล็กนั้นมาจากคนรับใช้ ยกขึ้นได้ก็ฟาดไปที่ขาของหลี่ชิงลั่วอย่างแรง
แต่พริบตานั้นเอง ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างกะทันหัน
หลี่ชิงลั่วที่เดิมทีถูกมัดแน่น ทั้งสองมือสองเท้ากลับหลุดจากพันธนาการได้แบบกะทันหัน ทันทีที่เหล็กท่อนนั้นถูกยกขึ้นแล้วฟาดลงมาใส่ นางก็พลิกตัวแล้วกลิ้งหลบไปตามพื้นอย่างรวดเร็ว
พริบตาต่อจากนั้น ในมือของนางก็ปรากฏกริชขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ พอชักออกจากฝักได้ก็แทงลงไปตรงเท้าของหลี่เค่อชวนทันที
หลี่เค่อชวนโกรธจนหลุดเสียงหัวเราะเลยทีเดียว
เหล็กท่อนนั้นเปลี่ยนทิศทางไปอีกด้าน ฟาดเข้าที่หลังของหลี่ชิงลั่วอย่างแรง
จากนั้นก็พลิกตัว แล้วยื่นมือออกไปคว้าข้อมือที่ยังแทงไม่โดนเป้าหมายของนาง
หลี่ชิงลั่วหลุดเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด เลือดไหลออกมาจากมุมปากอีกครั้ง
หลี่เค่อชวน "เจ้าถึงกับซ่อนกริชไว้เชียวรึ? แต่น่าเสียดายนะ ที่โชคร้ายมาเจอข้าหลี่เค่อชวน!"
เขาเป็นถึงแม่ทัพน้อย มีทักษะการต่อสู้ระดับสูง ในสายตาของเขา พวกลูกสมุนธรรมดา ๆ ก็ยังเป็นได้แค่มดปลวก นับประสาอะไรกับผู้หญิงอ่อนแอคนหนึ่งอย่างนาง?
เดิมทีหลี่เค่อชวนคิดจะเตะนางให้กระเด็นออกไป แต่จู่ ๆ ก็เปลี่ยนใจ จากนั้นก็คว้าผมของหลี่ชิงลั่วแล้วกดใบหน้าของนางลงไปตรงหน้าหลุมศพของหลี่ชิงจูอย่างแรง
"ในเมื่อเจ้าอยากให้ข้าลงมือเองถึงขนาดนั้น งั้นข้าจะกดหัวเจ้า ให้โขกหัวคำนับจูเอ๋อร์จนกว่าจะครบร้อยครั้งเอง"
หลี่เค่อชวนพูดจบก็ทำท่าจะคว้าหัวของหลี่ชิงลั่วแล้วกดลงไปกับพื้นแรง ๆ แต่หลี่ชิงลั่วกลับแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยันเย็นชา
"ฝันไปเถอะ"
หลี่เค่อชวนได้ยินไม่ชัด จึงโน้มตัวเข้ามา "เจ้าพูดว่าอะไรนะ?"
หลี่ชิงลั่วหันไปมองใบหน้าที่โน้มเข้ามาใกล้จนมือเอื้อมถึงได้ในที่สุด รอยยิ้มตรงมุมปากค่อย ๆ กว้างขึ้น "ข้าเคยบอกแล้วไง ว่าข้าไม่เคยทำอะไรผิด เพราะฉะนั้นฝันไปเถอะ!"
พูดจบในดวงตาของนางก็ผุดประกายวาบ ฉายแววดุร้ายเหี้ยมเกรียม
หลี่เค่อชวนหยิ่งผยองเกินไป จึงทำให้ประมาทจนประเมินความเคลื่อนไหวทั้งหมดของหลี่ชิงลั่วต่ำกว่าที่ควร
ถึงขั้นที่ว่ามือที่คว้าข้อมือของหลี่ชิงลั่วซึ่งถือกริชไว้ กลับไม่ทำอะไรเพื่อให้กริชเล่มนั้นหล่นลงพื้น
แต่ทว่า สิ่งที่หลี่ชิงลั่วรอคอยอยู่ก็คือช่วงเวลานี้นี่แหล่ะ!
นางจงใจยั่วยุเขาไม่หยุด พยายามอย่างเต็มที่เพื่อจะกระตุ้นให้เขาลงมือเอง เรียกได้ว่าถึงขั้นพร้อมจะตัดขาดความสัมพันธ์กับเขาอย่างสิ้นเชิง
ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อจะหาโอกาสเหมาะ ๆ แบบโจมตีครั้งเดียวเอาให้ถึงฆาต!
หลี่ชิงลั่วคลายด้ามกริชรอจังหวะเหมาะ ๆ อยู่นานแล้ว พอสบโอกาสที่หลี่เค่อชวนเข้าใกล้นางที่สุด ลิ่มเหล็กตรงปลายกริชก็พุ่งออกจากช่องลับแล้วแทงเข้าที่คอของหลี่เค่อชวนอย่างแรง!
