บท
ตั้งค่า

บทที่ 29

จู่ ๆ ฉิงอีสาวใช้ข้างกายของฉวี่ซื่อก็มาที่เรือนหงเฟิง บอกว่าฉวี่ซื่อต้องการพบนาง

หลี่ชิงลั่วพาเชวี่ยเอ๋อร์ไปที่นั่นด้วย แต่เชวี่ยเอ๋อร์กลับถูกฉิงอีขวางไว้ที่หน้าเรือน บอกแค่ว่าฉวี่ซื่อมีเรื่องจะคุยกับคุณหนูเป็นการส่วนตัว ทำให้คนอื่น ๆ ต่างก็ถูกไล่ออกมาข้างนอกหมด

ในใจของหลี่ชิงลั่วตอนนั้นเกิดความรู้สึกสงสัยขึ้นมาทันที

ฉวีซื่อแค่มองหน้านางแวบเดียวก็หงุดหงิดรำคาญใจแทบตายแล้ว จะยอมคุยเรื่องส่วนตัวกับนางได้ยังไงล่ะ?

ในเรือนนี้ต้องมีลับลมคมนัยอะไรแน่ ๆ!

เดิมทีหลี่ชิงลั่วคิดอยากจะหาข้ออ้างเอาตัวเองออกไปจากที่นี่ให้ได้ก่อน แต่ฉวี่ซื่อดูเหมือนจะรู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ จึงส่งเสียงเรียกนางข้ามประตูมาทันที “ลั่วเอ๋อร์ เจ้ามาแล้วรึ? แม่รู้สึกร่างกายไม่ค่อยดี เจ้ารีบเข้ามาช่วยเทชายกถ้วยให้แม่หน่อยซิ”

คำว่า "กตัญญู" สำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด ถ้านางหันหลังกลับแล้วเดินจากไป เกรงว่าบรรดาหญิงรับใช้ชราพวกนี้คงหาข้ออ้างอะไรสักอย่างขึ้นมาสั่งสอนนางแน่

ด้านนอกมีสาวใช้กับหญิงรับใช้ชรายืนอยู่เต็มชานเรือน

หลี่ชิงลั่วคิดในใจว่า กลางวันแสก ๆ นางคงไม่ลงมือฆ่าตนทิ้งต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้หรอกมั้ง? ส่วนเรื่องที่เหลือ คงทำได้แค่รับมือไปตามสถานการณ์เท่านั้นแล้ว

นางเหลือบมองเชวี่ยเอ๋อร์แวบหนึ่ง ผลักประตูเปิดออกแล้วเดินเข้าไป

"คารวะท่านแม่"

ฉวี่ซื่อเอนหลังพิงหัวเตียง แล้วโบกมือมาให้นาง

เห็น ๆ อยู่ว่าอากาศแจ่มใสมาก แต่ในห้องกลับทะมึนไปหมด

ฉวี่ซื่ออธิบายว่า "สายตาของข้าตอนนี้แย่มาก มองแสงแดดจ้าไม่ได้เลย จึงต้องติดม่านหน้าต่างหมดทั้งสี่ด้าน"

"เจ้าเข้ามาให้แม่มองหน้าใกล้ ๆ หน่อยซิ"

"ตั้งแต่เจ้ากลับมา เหมือนว่าแม่ยังไม่เคยมองเจ้าให้เต็ม ๆ ตาเลยสักครั้ง ตอนนี้สายตาของข้าไม่ไหวแล้ว เกรงว่าถ้ายังไม่มองเจ้าให้เต็ม ๆ ตาอีกล่ะก็ ต่อจากนี้ก็คงจะไม่มีโอกาสแล้วล่ะ"

หลี่ชิงลั่วยืนนิ่งอยู่กับที่ ดูนางเล่นละครไปเงียบ ๆ ไม่ได้ก้าวเท้าขึ้นมาในทันที

นางกวาดตามองไปรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง แต่ก็ไม่เห็นเงาคนบนพื้น

ทุกถ้อยคำที่ฉวี่ซื่อพูดออกมา นางไม่เชื่อเลยแม้แต่คำเดียว

สุดท้ายนางย่อมรู้อยู่แก่ใจดี ว่าตัวเองเป็นโรคตาจริงหรือเปล่า

แล้วการที่นางหลอกให้ตนมาที่นี่ แท้จริงแล้วมีแผนร้ายอะไรกันแน่?

ยังไม่ทันที่หลี่ชิงลั่วจะได้ทำความเข้าใจ ตรงท้ายทอยพลันรู้สึกถึงแรงกระแทกอย่างรุนแรง!

นางถูกท่อนไม้ฟาดจนหมดสติล้มลงไปกองกับพื้น

ก่อนที่นางจะหมดสติไป ชั่วขณะที่สมองกำลังมึนงง ก็เห็นเงาร่างของหลี่เค่อชวน รวมถึงสายตาที่เย็นเยียบดั่งน้ำแข็งของอีกฝ่ายได้อย่างเลือนลาง ดวงตาคู่นั้นกำลังปรายมองลงมาที่นางอย่างเย็นชา

ราวกับกำลังมองคนตายคนหนึ่งก็ไม่ปาน

เสียงของฉวีซื่อที่เมื่อครู่ยังอ่อนล้าอิดโรยอยู่ กลับเป็นปกติในทันที

"ชวนเอ๋อร์ เจ้าอย่ารุนแรงเกินไปสิ ยังไงนางก็เป็นน้องสาวของเจ้านะ"

"แค่ครั้งนี้ข้าช่วยเจ้าหลอกล่อนางมาที่นี่ ถ้าท่านย่าของเจ้ารู้เรื่องนี้เข้า แม่จะอธิบายให้ท่านย่าฟังยังไงได้?"

หลี่เค่อชวน "ท่านแม่วางใจเถอะ ข้าแค่จะสั่งสอนนางให้เข็ดหลาบสักหน่อยก็เท่านั้น ไม่มีทางเกิดเรื่องใหญ่โตอะไรขึ้นมาหรอก ข้ารู้จักควบคุมแรงตัวเองดี"

“ส่วนฝั่งท่านย่า ท่านแม่ก็แค่บอกไปว่าให้นางมาอยู่ข้างกายคอยช่วยดูแลอาการป่วย อยู่ห่างตัวไม่ได้ ท่านก็คงจะให้กลับมาเองนั่นแหล่ะ”

"แต่ถ้าความจริงถูกเปิดเผย ท่านแม่ก็โยนความผิดทั้งหมดมาที่ลูกก็พอ เพราะถึงยังไงข้าก็เป็นหลานชายสายเลือดตรงเพียงคนเดียวของตระกูลหลี่ ท่านย่าคงไม่กล้าทำอะไรข้ารุนแรงอยู่แล้ว"

หลี่ชิงลั่วหมดสติไปโดยสิ้นเชิง ในตอนที่ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่าตัวเองถูกมัดอยู่ในกระสอบแล้ว

นางกัดลิ้นตัวเองอย่างแรง กลิ่นคาวเลือดกระจายไปทั่วปาก ทำให้นางกลับมามีสติแจ่มชัดอีกครั้ง

ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ปะทุขึ้นในสมองของนางอย่างรวดเร็ว

ฉวีซื่อเป็นคนช่วยหลี่เค่อชวนหลอกล่อนางให้ไปที่เรือนชุนจ้าย ส่วนหลี่เค่อชวนก็ซ่อนตัวอยู่ในห้อง จากนั้นจึงลงมือใช้ท่อนไม้ฟาดท้ายทอยนางจนสลบเหมือด

หลี่ชิงลั่วแค่นเสียงหัวเราะอย่างเงียบงัน

น้ำตาไหลรินจนอาบนองสองแก้ม

เป็นอย่างที่คิดจริง ๆ นางประเมินความโหดเหี้ยมอำมหิตของแม่ลูกคู่นี้ต่ำเกินไป

หลี่เค่อชวนยังถือว่าช่างมันได้ ชาติที่แล้วนางมองทะลุนิสัยเขาหมดจดแล้ว เขาเป็นแค่พวกวิกลจริตที่ลำเอียงถือหางเฉพาะคนที่ตัวเองรัก ไม่เคยเห็นแก่ความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับนางที่เป็นน้องสาวแท้ ๆ เลยซักนิด

แต่ฉวี่ซื่อหนอฉวี่ซื่อ!!

ถึงยังไงตนก็เป็นลูกที่นางอุ้มท้องตั้งสิบเดือนจนคลอดออกมา ในฐานะแม่ ต่อให้นางจะไม่เคยเลี้ยงดูอุ้มชูตนแม้แต่วันเดียว นางก็ยังมองไม่เห็นจริง ๆ น่ะหรือ ว่าตนก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของนาง?

ต่อให้ไม่ยอมมองนางหลี่ชิงลั่วเลยซักครั้งก็ดี ต่อให้โยนนางทิ้งกลางถิ่นรกร้างกันดารแล้วเมินเฉยไม่สนใจก็ช่าง แต่อย่างน้อยก็ไม่ควรร่วมมือกับลูกชายที่โหดเหี้ยมอำมหิตนั่น มาทำร้ายลูกสาวของตัวเองแบบนี้ไม่ใช่หรือ?

ต่อให้ไม่เคยพยายามทำหน้าที่ของพ่อแม่ให้สำเร็จเลยแม้แต่วันก็ช่างมันเถอะ แต่กลับร่วมมือกับคนอื่น มาทำให้นางต้องตกอยู่ในอันตรายซ้ำแล้วซ้ำเล่า!

ฮะ ๆ ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ.....

เดิมทีหลี่ชิงลั่วคิดว่าตัวเองไม่สนใจเรื่องนี้ไปตั้งนานแล้ว แต่ในเวลานี้ ในใจกลับยังคงทุกข์ระทมขมขื่นไม่หาย

แต่ความอ่อนแอ แต่ไหนแต่ไรมาก็เป็นแค่สิ่งไร้ประโยชน์

นางซุกหน้าลง เช็ดน้ำตาที่ไหลอาบหน้าบนกระสอบให้แห้ง

ดูเหมือนว่าครั้งนี้ นางจะกลายเป็นปลาบนเขียงของหลี่เค่อชวนไปจริง ๆ แล้ว

แต่นางกลับมาเกิดใหม่ชาตินี้ จะไม่มีวันก้มหน้ายอมรับชะตากรรมอีกต่อไป

แม้ว่านางจะถูกจับมัดแล้วใส่ไว้ในกระสอบ แต่หลี่ชิงลั่วก็รู้สึกได้ว่า ตอนนี้นางน่าจะอยู่บนรถเข็นสักคันหนึ่ง

มีลมพัดเบา ๆ โชยมาปะทะ พื้นใต้ร่างแข็งมาก ได้ยินเสียงล้อดัง “ขลุกขลัก ๆ” แว่วมา

ถ้านางเดาไม่ผิด ตอนนี้นางคงจะถูกพาตัวออกจากจวนแม่ทัพมาแล้วแน่ ๆ

ในจวนมีท่านย่า แล้วหลี่เค่อชวนก็พยายามลงมือซ้ำแล้วซ้ำเล่า ล้วนถูกท่านย่าขัดขวางได้หมด

ดังนั้น เขาจึงต้องพาตัวนางออกมาให้ไกล จนมือของท่านย่าเอื้อมมาช่วยไม่ถึง

จะเป็นที่ไหนได้บ้าง?

แต่หลี่ชิงลั่วรู้ดีว่าตัวเองจะนั่งรอความตายอยู่ตรงนี้ไม่ได้เด็ดขาด

นางสะบัดแขนเสื้อเบา ๆ ก่อนหนึ่งครั้ง แล้วรอให้กริชเล่มเล็กที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อไหลเข้าไปในมือ จากนั้นใช้ทั้งสองมือช่วยกันดึงฝักหุ้มกริชออก ในที่สุดก็คลายเชือกที่มัดสองมือของนางออกได้สำเร็จ

จากนั้นก็ซ่อนกริชกลับเข้าไปในแขนเสื้ออีกครั้ง ทั้งไม่ลืมจับด้ามไว้

บางทีอาจเป็นเพราะรถเข็นสั่นไหวโคลงเคลงอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งไม่มีใครคิดว่านางตื่นขึ้นมาแล้วจะไม่โวยวายไม่ดิ้นรน ตั้งแต่ต้นจนจบเลยไม่มีใครสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวภายในกระสอบ

หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง รถม้าก็หยุดลงอย่างกะทันหัน

จู่ ๆ หลี่ชิงลั่วก็ถูกใครบางคนยกขึ้น หลังจากตัวสะบัดขึ้นลงอยู่หลายครั้ง สุดท้ายก็ถูกเหวี่ยงลงพื้นอย่างแรง

หลี่ชิงลั่วไม่หลุดเสียงออกมาซักแอะ พยายามกัดฟันแน่นแล้วกลั้นเสียงร้องเอาไว้

กระสอบถูกใครซักคนคลายออก ทันทีที่ปากกระสอบเปิด หลี่ชิงลั่วก็มองเห็นภาพตรงหน้าได้อย่างชัดเจน

ปรากฏว่าเป็นป่าสุสานบรรพชนตระกูลหลี่!

เป็นภาพเนินเขาอันงดงาม น้ำใสสะอาด ป่าผืนน้อยอุดมสมบูรณ์

เบื้องล่างเนินเขาคือแม่น้ำฉินหวย ซึ่งเป็นไปตามคาด นางถูกพาตัวออกจากเมืองจินหลิงมาแล้ว

หลี่ชิงลั่วเงยหน้าขึ้น ลมหอบหนึ่งพัดมา พัดเส้นผมที่ยุ่งเหยิงบนหน้าผากของนาง จนพ้นกรอบหน้าทั้งหมด

อันที่จริง แม้ว่านางจะผอมแห้งดำคล้ำไปหน่อย แต่เมื่อมองแวบแรก สัดส่วนบนใบหน้าของนางกับหลี่เค่อชวนก็มีความคล้ายคลึงกันอยู่หลายส่วน

หลี่เค่อชวนเป็นผู้ชาย ทั้งยังเคยอยู่ในค่ายทหารมานานหลายปี อวัยวะบนใบหน้าเมื่อเทียบกันแล้วจึงดูเย็นชากว่าหลี่ชิงลั่วไปบ้าง แต่ถ้าพูดกันตามจริงเขาก็นับได้ว่าหล่อเหลาเอาการ

แล้วหลี่ชิงลั่วจะน่าเกลียดได้ซักแค่ไหนกันเชียว?

ถ้าหากนางได้เติบโตมาในตระกูลหลี่ตั้งแต่ยังเล็ก มีโอกาสใช้ชีวิตเป็นคุณหนูผู้แสนบอบบาง ได้รับการเลี้ยงดูเอาใจใส่อย่างดี มือไม้ไม่ต้องหยิบจับทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ ไม่ต้องตากแดดทำไร่ไถนา รูปร่างหน้าตาของนางไม่มีทางด้อยไปกว่าหลี่ชิงจูเลยแม้แต่น้อย

สายตาของหลี่ชิงลั่วมองประสานกับหลี่เค่อชวนอย่างเงียบงัน ราวกับมองทะลุผ่านเขาได้อย่างปรุโปร่ง ลึกลงไปในแววตาอันเงียบงันนั้น แฝงไปด้วยความโศกเศร้า ปวดร้าว และสับสนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

"พี่ใหญ่ ไม่สิ คุณชายใหญ่ นี่มันหมายความว่ายังไง?"

สิ่งเดียวที่ไม่ปรากฏบนใบหน้าของนางคือความตื่นตระหนก หลี่เค่อชวนมองใบหน้าดวงนั้นของนางแล้ว ในใจก็รู้สึกสับสนอย่างอธิบายไม่ถูก

แต่เพียงไม่นานเขาก็รีบสะกดกลั้นอารมณ์ที่ไม่ควรเกิดเหล่านี้ลงไป

เขาเดินขึ้นไปข้างหน้า ลากตัวหลี่ชิงลั่วไปยังหลุมศพที่เพิ่งตั้งใหม่หลุมหนึ่ง

"เจ้ามองดูให้ดี ว่าคนที่ถูกฝังอยู่ที่นี่คือใคร!"

"หลี่ชิงลั่ว เดิมทีนี่คือสิ่งที่เจ้าติดค้างนาง! วันนี้ เจ้าคิดจะชดใช้คืนยังไง?"

หลุมศพใหม่ตรงหน้าคือหลุมศพของหลี่ชิงจู ลูกสาวคนโตผู้มีสายเลือดตรงของตระกูลหลี่!

หลี่ชิงลั่วเงยหน้าขึ้นร้องไห้ด้วยสีหน้าน้อยเนื้อต่ำใจ จ้องมองหลี่เค่อชวนด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย

“ดังนั้นแล้ว ที่คุณชายใหญ่พาข้ามาที่หลุมศพของพี่จูเอ๋อร์ เพราะอยากให้ข้าชดใช้ความตายของพี่จูเอ๋อร์ ด้วยการแลกกับชีวิตของข้าอย่างนั้นรึ?”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel