บทที่ 28
ชุ่ยเอ๋อร์หันกลับมาปกป้องหลี่ชิงลั่ว หลี่ชิงลั่วรีบดึงกริชออกมาจากแขนเสื้อแล้วฟันไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว!
แมวดำแผดร้องเสียงดังลั่น แล้วหายตัวไปในสวนอย่างรวดเร็ว
เชวี่ยเอ๋อร์บังเอิญกลับมาเห็นฉากนี้เข้าพอดี สีหน้าพลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย
นางรีบเดินเข้ามาหา "เกิดอะไรขึ้นน่ะ? คุณหนูไม่เป็นไรนะเจ้าคะ?"
หลี่ชิงลั่วเก็บกริชเข้าไปในแขนเสื้อ เมื่อเห็นว่าเชวี่ยเอ๋อร์กลับมาแล้วก็ถามว่า "ทำไมเจ้าถึงกลับมาเร็วขนาดนี้?"
เชวี่ยเอ๋อร์ถอนหายใจเฮือก “ท่านฮูหยินเฒ่าออกหน้า แค่ไม่นานก็ส่งคุณชายสามจวงกลับจวนจงอี้โหวไปเลยเจ้าค่ะ”
หน้าผากของหลี่ชิงลั่วถึงกับเต้นตุบ ๆ
นี่นางลืมท่านย่าไปได้ยังไงกันนะ?
ชาติที่แล้วท่านย่าไม่ได้เข้ามาแทรกแซง ดังนั้นนางจึงไม่รู้ว่าท่านย่าจะมีท่าทียังไงกับเรื่องนี้
แต่ตอนนี้ดู ๆ ไปแล้ว เหมือนว่าท่านย่าจะมีท่าทีเห็นชอบให้การแต่งงานครั้งนี้มันประสบความสำเร็จ?
น่าเสียดายที่คนของจวนจงอี้โหวพวกนั้น ต่อมาภายหลังไม่รู้เหมือนกันว่าไปสืบหาข้อมูลมาจากที่ไหน จนรู้ความจริงเรื่องลูกสาวตัวจริงตัวปลอม ซึ่งต่อให้นางจะเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลหลี่ แต่ในใจลึก ๆ พวกเขาก็ยังดูถูกตนที่เป็นแค่เด็กสาวจากชนบทคนหนึ่งอยู่ดี
และเพราะเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชาติที่แล้ว หลี่ชิงลั่วจึงไม่คิดจะแต่งเข้าตระกูลจวงอย่างแน่นอน
ดูเหมือนว่าเรื่องยกเลิกการแต่งงาน ยังไงก็ต้องเริ่มจากท่านย่าก่อนถึงจะสำเร็จ
แต่ในเมื่อจวงเว่ยกลับไปแล้ว ละครลิงฉากนี้นางจึงไม่มีความจำเป็นต้องไปดูแล้ว
หลี่ชิงลั่วจ้องมองคราบเลือดบนพื้น พลางถามด้วยความสงสัย “ทำไมถึงมีแมวดำได้ล่ะ? เรือนไหนเลี้ยงไว้?”
เชวี่ยเอ๋อร์มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก “คุณหนู ช่วงนี้ในเรือนหงเฟิงเรามักจะได้ยินเสียงแปลก ๆ อยู่ตลอดเวลาเลย หรือว่าพวกท่านไม่เคยได้ยินเจ้าคะ?”
หลี่ชิงลั่วหันไปมองชุ่ยเอ๋อร์ ซึ่งชุ่ยเอ๋อร์ก็ส่ายหน้าเช่นกัน
หลี่ชิงลั่วถามเชวี่ยเอ๋อร์ว่า "เป็นเสียงยังไง? เจ้าได้ยินเสียงที่ว่านี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?"
เพราะรู้ว่าเรือนนี้มีข่าวผีสิง จึงทำให้นับตั้งแต่ย้ายมาที่เรือนหงเฟิงแห่งนี้ หลี่ชิงลั่วก็คอยสังเกตอยู่ตลอดเวลา แต่สังเกตเท่าไหร่นางก็ไม่เคยเจอมันเลยซักครั้ง
ทำไมถึงมีแค่เชวี่ยเอ๋อร์คนเดียวที่ได้ยินเสียงแปลก ๆ?
เชวี่ยเอ๋อร์มองไปรอบ ๆ แล้วลดเสียงลง “ข้ามักจะได้ยินเสียงเด็กทารกร้องไห้ตอนกลางดึกตลอดเลยเจ้าค่ะ บางครั้งก็เหมือนเสียงผู้หญิง บางครั้งก็เหมือนเสียงเด็กทารก”
พูดพลาง เชวี่ยเอ๋อร์ก็ลูบ ๆ แขนของตัวเองไม่หยุด ใบหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวล "คุณหนู เรือนหลังนี้ดูเหมือนจะไม่สะอาดนะเจ้าคะ"
ชุ่ยเอ๋อร์ทำท่าเหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ สีหน้าพลันซีดเผือดลงทันที
"บ่าว...บ่าวนึกออกแล้วเจ้าค่ะ เรือนหงเฟิงแห่งนี้ ดูเหมือน...ดูเหมือนจะมีผีสิง! ด้วยเหตุนี้ พวกเขาเลยพูดกันว่าไม่มีใครอาศัยอยู่ที่นี่มาสิบกว่าปีแล้วเจ้าค่ะ"
เชวี่ยเอ๋อร์ได้ยินก็หลุดอุทานเสียงดัง "แล้วฮูหยินก็ยังจัดให้คุณหนูมาอยู่ที่นี่อีกรึ?"
พูดจบ นางก็ลอบสังเกตสีหน้าของหลี่ชิงลั่วอีกครั้ง ราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะเสียใจ
แต่หลี่ชิงลั่วกลับดูสงบนิ่งกว่าพวกนางทั้งสองคนมาก
"เสียงร้องไห้ที่อธิบายไม่ได้ กับแมวดำที่ไม่รู้ที่มา ไปเถอะ พวกเราไปดูให้รู้กันดีกว่า ว่าสรุปแล้วเป็นใครที่กำลังเล่นลูกไม้สกปรกอยู่กันแน่!"
หลี่ชิงลั่วเดินตามรอยเลือดขึ้นไปข้างหน้า แม้ว่าเชวี่ยเอ๋อร์กับชุ่ยเอ๋อร์จะกลัวแทบตายแล้ว แต่สุดท้ายคุณหนูเดินนำไปขนาดนั้นแล้ว พวกนางสองคนเลยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องแข็งใจเดินตามหลังไปติด ๆ
คราบเลือดทิ้งร่องรอยเป็นทางไปจนถึงมุมกำแพงด้านตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อพวกนางไปถึง ก็พบว่ามีรูเล็ก ๆ รูหนึ่งอยู่ใต้มุมกำแพง
รูนี้มีขนาดเล็กมากจนพอให้แมวตัวหนึ่งลอดผ่านได้เท่านั้น ทั้งยังมีเลือดสด ๆ เปื้อนอยู่บนรู แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าแมวดำตัวนั้นหนีออกไปจากตรงนี้แล้ว
ข้าง ๆ ก็มีเรือนที่ถูกทิ้งร้างเช่นกัน ใหญ่ไม่เท่าเรือนหงเฟิง แต่กลับทรุดโทรมกว่าเรือนหงเฟิงจนเทียบกันไม่ติด
เรือนแยกในจวนแม่ทัพแห่งนี้ นับว่าไม่เล็กเลย
เป็นรางวัลที่ฮ่องเต้องค์ก่อนพระราชทานแก่ฮูหยินเฒ่าเผยและแม่ทัพชราเป็นการส่วนพระองค์ สำหรับความดีความชอบอันใหญ่หลวงด้านการทหารของพวกเขา
ตระกูลหลี่เป็นครอบครัวที่เรียบง่าย มีเจ้านายอยู่ไม่มากนัก ด้วยเหตุนี้การได้เห็นเรือนที่ไม่มีคนอยู่ หรือเรือนที่ถูกปล่อยทิ้งร้างมากมาย จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ
แต่ตระกูลหลี่มีความลับอยู่มากมาย
ในขณะที่หลี่ชิงลั่วกำลังจะเดินไปดูเรือนหลังข้าง ๆ สักหน่อย ชุนสิ่งสาวใช้ประจำเรือนหน้าก็เดินเข้ามา
"คุณหนูรอง นายท่านเชิญคุณหนูไปที่เรือนหน้าเจ้าค่ะ"
พ่อเฮงซวยของนางคนนั้นน่ะรึ?
หลี่ชิงลั่วประหลาดใจมาก
ชาติที่แล้ว หลี่เฉาจิ้งไม่เคยอยากเห็นหน้านางเลยสักนิด นับตั้งแต่หลี่ชิงลั่วกลับมาถึงตระกูลหลี่ นางมีโอกาสได้เจอเขาแค่เพียงสามครั้งเท่านั้น
ซึ่งชาตินี้ นี่ถือเป็นครั้งที่สามแล้ว
หลี่ชิงลั่วจำใจต้องละทิ้งภารกิจตามหาแมวไปก่อนชั่วคราว แล้วพาเชวี่ยเอ๋อร์เดินตามชุนสิ่งไปที่เรือนหน้า
เมื่อมาถึงเรือนหน้า หลี่ชิงลั่วก็น้อมทักทายหลี่เฉาจิ้งก่อน "ลั่วเอ๋อร์คารวะท่านพ่อ"
แม้ว่าชาติที่แล้ว นางจะถูกพวกแม่นมที่จวงเว่ยส่งมาบีบคั้นทรมานจนเหมือนมีชีวิตอยู่ไม่สู้ตาย แต่ว่ากันตามจริง นางก็ได้เรียนรู้กริยามารยาท และการประพฤติตนที่สตรีในตระกูลสูงศักดิ์ควรมีได้อย่างรวดเร็ว
ชาตินี้ หลังจากที่หลี่ชิงลั่วกลับมาถึงตระกูลหลี่ ฮูหยินเฒ่าเผยก็ส่งแม่นมมาให้คำชี้แนะอย่างไม่เป็นทางการเช่นกัน นางแสร้งทำเป็นเรียนรู้แบบลองผิดลองถูก พอนานวันเข้า ก็เริ่มเข้าถึงกริยามารยาทที่ถูกต้องเหมาะสม
เวลานี้ ถึงแม้หลี่เฉาจิ้งจะได้พบนางอีกครั้งหลังจากผ่านไปพักใหญ่ แต่ในใจก็ยังอดตกตะลึงไม่ได้!
ทำไมนางถึงดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงไปได้แบบนี้ล่ะ?
แม้ว่าการแต่งเนื้อแต่งตัวของนางจะยังไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่มารยาทและกฎเกณฑ์การน้อมทักทายเมื่อครู่ กลับดูไม่กระโดกกระเดกเลย
หรือว่าคนทางฝั่งแม่ของนางให้การอบรมสั่งสอนนางหมดแล้ว?
ยิ่งไปกว่านั้น ทำไมนางถึงดูขาวขึ้นนิดหน่อยด้วยล่ะ?
รูปร่างหน้าตาของนางไม่น่าเกลียดเหมือนแต่ก่อน ดูเหมือนว่าความมั่งคั่งและสะดวกสบายในจวนแม่ทัพแห่งนี้ จะช่วยฟื้นฟูและบำรุงผิวพรรณของนางให้ดีขึ้น
แม้ว่าความคิดของหลี่เฉาจิ้งที่มีต่อหลี่ชิงลั่ว จะรู้สึกรังเกียจอยากหลีกเลี่ยงให้ห่าง ๆ เพราะเรื่องของหลี่ชิงจู แต่สุดท้ายเขาก็มีฐานะเป็นหัวหน้าครอบครัว จำต้องพิจารณาถึงสถานการณ์โดยรวมสักหน่อย
ในเวลานี้เอง ฮูหยินเฒ่าเผยก็มาถึงแล้วเช่นกัน
หลี่ชิงลั่วและหลี่เฉาจิ้งยืดตัวขึ้นพร้อมกัน รีบลุกขึ้นยืนเพื่อน้อมทักทายฮูหยินเฒ่าเผย
ในขณะเดียวกัน จู่ ๆ หัวใจของหลี่ชิงลั่วก็เต้นแรงขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เป็นไปตามคาด เป็นเรื่องยากมากที่พวกเขาสองแม่ลูกจะได้มาพบหน้ากัน การที่ครั้งนี้หลี่เฉาจิ้งยอมพบหน้าหลี่ชิงลั่ว เหตุผลก็เพราะเรื่องสัญญาการแต่งงานกับจวนจงอี้โหวนั่นเอง
ฮูหยินเฒ่าเผย "ลั่วเอ๋อร์ เรื่องที่คุณชายสามตระกูลจวงบุกมาอาละวาดที่จวนเราวันนี้ คิดว่าเจ้าเองก็คงจะได้ยินแล้วใช่หรือไม่?"
หลี่ชิงลั่วก้มหน้าลงเงียบ ๆ ไม่ตอบคำถาม
หลี่เฉาจิ้งเห็นนางเป็นแบบนี้ ก็รู้สึกว่านางไม่คู่ควรให้เอาไปโอ้อวดต่อหน้าใครในสังคมเลยสักนิด
แต่ฮูหยินเฒ่าเผยตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะจัดการเรื่องนี้ หลี่เฉาจิ้งจึงไม่อาจไม่ทำใจแข็งกัดฟันพูดออกไปว่า "ท่านย่าของเจ้าถาม ทำไมเจ้าถึงไม่ยอมตอบ?"
หลี่ชิงลั่วหันกลับไปทรุดตัวลงคุกเข่า “ลั่วเอ๋อร์ยังไม่เข้าใจเลยว่าแท้จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ดังนั้นจึงยังตอบไม่ได้เจ้าค่ะ”
ถ้านางแสร้งทำเป็นไม่รู้อะไร แน่นอนว่าก็ต้องสับสนงงงันเป็นธรรมดา
หลี่เฉาจิ้งได้แต่ส่ายหน้า
ฮูหยินเฒ่าเผยพูดอย่างช้า ๆ ว่า "พูดง่าย ๆ ก็คือ คุณชายสามของจวนจงอี้โหว กับเจ้าที่ตอนนั้นยังอยู่ในท้องของแม่เจ้า ได้ถูกหมั้นหมายไว้ให้ครองคู่กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว"
“แม้ว่าเรื่องการแต่งงานที่ว่านี้จะถูกหลี่ชิงจูยึดไปนานหลายปีแล้ว แต่ตอนนี้เจ้าได้กลับคืนสู่สถานะเดิมแล้ว แถมหลี่ชิงจูก็ตายไปแล้วด้วย การแต่งงานครั้งนี้ย่อมถูกส่งคืนไปให้เจ้าเป็นธรรมดา”
“ลั่วเอ๋อร์ การแต่งงานครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง ข้าได้ยินมาว่าคุณชายสามตระกูลจวงคนนั้นเรียนเก่งมาก แถมเขาก็ไม่ต้องสืบทอดตำแหน่งซื่อจื่อ แต่ในอนาคตเขาจะต้องเป็นคนที่ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน”
"เวลาที่พวกเจ้าสองคนใช้ชีวิต ก็ไม่ต้องมีพันธะผูกพันใด ๆ จากจวนโหว ชีวิตก็จะผ่อนคลายขึ้นมาก"
"เจ้าเข้าใจความหมายของย่าหรือไม่?"
หลี่ชิงลั่วในใจรู้สึกขมขื่น
นางที่เป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่ง ไม่มีสิทธิ์มีเสียงใด ๆ ในการตัดสินใจเรื่องแต่งงาน
ถ้านางเอ่ยปากออกไปคำเดียวว่าไม่ ก็จะเป็นการต่อต้านไม่เชื่อฟังอย่างร้ายแรง
หรือถ้าโต้แย้งอะไรไปมากหน่อย ก็จะยิ่งเป็นการไม่เคารพผู้ใหญ่ ไม่เคารพตัวเอง ดังนั้นท่านย่าก็เลยคิดจะบังคับให้นางพยักหน้าตกลงล่ะสิ?
แม้ว่าท่านย่าจะคิดอยากให้นางมีชีวิตแต่งงานที่ดีที่สุด แต่การถูกบังคับให้แต่งงานไม่ใช่ชีวิตที่มีความสุข ต่อให้นางกับจวงเว่ยแต่งงานกัน ผลสุดท้ายตัวตนของพวกเขาก็มีแต่จะทำให้อีกฝ่ายต้องทุกข์ทรมานก็เท่านั้น
หลังจากสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เฮือกใหญ่ หลี่ชิงลั่วก็พยายามพูดตอบกลับไปว่า “ท่านย่า ท่านพ่อ ลั่วเอ๋อร์เพิ่งจะกลับบ้านได้ไม่นาน ลั่วเอ๋อร์ยังไม่รู้ชัดเจนว่าตระกูลที่ร่ำรวยมากอำนาจเหล่านี้ในเมืองหลวงมีความสัมพันธ์กันยังไง ลึกซึ้งต่อกันมากแค่ไหน”
“ตอนนี้ลั่วเอ๋อร์อยากใช้เวลากับคนในครอบครัวให้มาก เพื่อชดเชยช่วงเวลาที่ไม่ได้เจอกันมานานหลายปี”
“ดังนั้นเรื่องการแต่งงาน ลั่วเอ๋อร์เกรงว่าจะเป็นการปีนป่ายกิ่งสูงจนเกินตัว กลัวว่าเข้าตระกูลจวงไป จะทำให้คนในตระกูลต้องอับอายขายหน้า”
นางไม่ได้ปฏิเสธ แต่ก็ไม่ได้พยักหน้าตอบรับ แค่พูดถึงข้อเท็จจริงบางอย่าง
หลี่เฉาจิ้งพยักหน้าตามโดยไม่รู้ตัว
จากนั้นก็ได้รับการตักเตือนด้วยสายตาที่แฝงแววดุดันของฮูหยินเฒ่าเผย
หลี่เฉาจิ้งรีบลูบ ๆ ปลายจมูกแล้วกระแอมในลำคอแก้เก้อ “เรื่องนี้ ให้ข้ากับท่านย่าของเจ้าหารือกันก็พอ เจ้าออกไปก่อนเถอะ”
หลี่ชิงลั่วรู้ดีว่าจะยกเลิกการแต่งงานมันไม่ใช่เรื่องง่าย
แถมถ้าหากท่านย่ากับหลี่เฉาจิ้งยังมีความตั้งใจที่จะให้แต่งงานกันต่อไป งั้นเรื่องยกเลิกการแต่งงานที่ว่า หลี่ชิงลั่วก็ต้องลงมือผ่านจวงเว่ยเท่านั้นแล้ว
แต่หลี่ชิงลั่วกลับคิดไม่ถึงว่า คนแรกที่อดทนรอเรื่องนี้ไม่ได้จะไม่ใช่ตัวนางเอง แล้วก็ไม่ใช่คุณชายสามตระกูลจวงด้วย แต่เป็นหลี่เค่อชวน
บนรถเข็นที่แกว่งไกวไปมา หลี่ชิงลั่วถูกคลุมด้วยกระสอบทั้งยังถูกปิดปาก
นางค่อย ๆ ตื่นขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ มองเห็นเพียงลำแสงริบหรี่ที่ลอดผ่านกระสอบเข้ามา
หลี่ชิงลั่วรู้สึกปวดที่ท้ายทอยอย่างรุนแรง นางจำได้ว่าตอนที่เกิดรื่องนั้น ตัวเองอยู่ในเรือนชุนจ้ายของฉวี่ซื่อ
